ลาก่อน "มนุษย์เงินเดือน" สุดวุ่นวาย สู่ "ชาวไร่ Gen Y" ไม่อายทำกิน!!
นำเข้าเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2561 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [478]  

.....

 ลาก่อน "มนุษย์เงินเดือน" สุดวุ่นวาย สู่ "ชาวไร่ Gen Y" ไม่อายทำกิน!!

 
 
จบปริญญาตรี กลับมาทำสวนผลไม้ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เด็กหนุ่มวัย 24 คนนี้ กำลังทำความฝันของเขา ให้กลายเป็น "โมเดลชาวไร่" ของคนรุ่นใหม่ จนได้รับคำชมล้นทะลักโลกออนไลน์ จากเส้นทางที่เลือกศึกษาเรียนรู้อย่างตั้งใจ ผันจากชีวิต "มนุษย์เงินเดือน" ในเมืองที่วุ่นวาย ไปสู่ "เกษตรกรหน้าหล่อ-แสนขยัน-ยอดกตัญญู" 
 
“วิศวกร” ไม่ตอบโจทย์! ผันตัวสู่ “ชาวสวนผลไม้”
 
 
“เจมส์-ณัฐวุฒิ ดวงตา”
 
หนุ่มหน้าหล่อ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ตัดสินใจโพสต์เรื่องราวการกลับมาทำอาชีพเกษตรกร ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Jame's Nutthawoot” หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี เพราะต้องการบอกเล่าถึงสาเหตุการกลับมาดูแลสวนผลไม้ที่บ้าน ว่าไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายเลยแม้แต่น้อย จากโพสต์นั้นส่งให้มีคนกดแชร์ไปเกือบ 20,000 ครั้ง สังคมโซเชียลฯ ต่างชื่นชมในความคิด และอยากกลับมาทำงานที่บ้านเกิด หวังได้ดูแลพ่อแม่เช่นเดียวกัน
 
นี่คือเรื่องราวของ “เจมส์-ณัฐวุฒิ ดวงตา” ชายหนุ่มวัย 24 ปี ที่เล่าย้อนไปเมื่อสองปีที่แล้ว ว่าเขาเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่ หลังจากนั้นก็ไปทำงานด้านวิศวกรรมออกแบบ ที่ จ.ชลบุรี แต่กลับรู้สึกว่าสิ่งที่ทำค่อนข้างขัดแย้งกับตัวเอง ไม่ใช่ทางที่ถนัด ซึ่งยังต้องเจอกับปัญหาหลายอย่างที่ประดังเข้ามาในชีวิต ทั้งโดนดูถูกเรื่องภาษาอังกฤษว่าห่วยมาก เขาตัดสินใจลาออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ทำมาเป็นระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน และเจมส์ตัดสินใจแก้ปัญหาโดยการไปเรียนภาษาเพิ่มเติม หวังอยากได้งานที่ดีขึ้น
 
“ผมตัดสินใจไปเรียนภาษาต่อต่างประเทศ 10 เดือน เพราะคิดว่าอาจจะได้งานที่ดีกว่านี้ หลังจากกลับมาก็ไปสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง เขาก็บอกว่า คุณคิดว่าได้ภาษาอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ช่วยให้คุณรอดในองค์กรนะ มันก็เหมือนเป็นปมนะ เหมือนกับว่าสิ่งที่ผมตามหามาตลอด กลับโดนพังทลายไปเลย
 
หลังกลับมาจากออสเตรเลีย ผมก็ตัดสินใจมาเริ่มต้นทำสวนได้ประมาณ 6 เดือน ผมเคยช่วยพ่อในสวนมาก่อน แต่ก็ไม่ได้เยอะครับ เพราะว่าเราต้องเรียนหนังสือไปด้วย เราอยู่เชียงใหม่ แล้วสวนอยู่เชียงดาว แต่พอทำไปทำมา ก็เริ่มรู้สึกว่าเราชอบที่จะอยู่ในสวนมากกว่า ไม่ต้องเจอความวุ่นวาย ความกดดันจากอะไรหลายๆ อย่าง คิดว่ามันสบายใจกว่า” 
 
“เดินทางไปเรียนต่อด้านภาษา ที่ประเทศออสเตรเลีย 
 
สำหรับการกลับมาทำสวนด้วยอายุเพียง 20 ต้นๆ เจมส์คิดว่าไม่ได้เร็วไป เพราะคนในครอบครัวก็อายุมากขึ้น พวกท่านมีโรคประจำตัวอีกหลายอย่าง เจมส์จึงต้องการที่จะมาอยู่ดูแลครอบครัวอย่างใกล้ชิด สามารถที่จะพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาลได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
 
หากย้อนกลับไปตอนที่เจมส์เคยทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน มันเป็นช่วงเวลาแห่งความทรมานของเขาอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องภาษา เรื่องความกดดัน อยากจะไปไหนก็ไม่ได้ อยากจะหยุดงานก็ไม่ได้หยุด ต้องไปนั่งจ้องหน้าคอมพ์ ใช้สายตาประมาณ 8-10 ชั่วโมง กลับมาก็ค่ำแล้ว เวลาที่พ่อแม่เจ็บป่วย ก็ไม่สามารถกลับมาดูแลได้ ด้วยภาระหน้าที่ของงานที่ค่อนข้างจะรัดตัว การกลับมาสานต่องานที่ไร่ จึงเป็นหนทางที่เจมส์คิดว่าลงตัวที่สุดแล้ว
 
“ส่วนตอนผมกลับมาอยู่ที่บ้าน ผมตั้งเป้าหมายไว้แค่จะมาดูแลพ่อกับแม่ ก็คือผมก็คิดว่าผมทำสำเร็จแล้วนะ มาทำกับข้าวให้เขากิน เขาไม่สบายก็ไปซื้อยาให้เขา ผมคิดว่าชีวิตตรงนี้ผมพอแล้ว ผมไม่ต้องการมีเงินเยอะมากมายอะไรขนาดนั้น
 
ผมไม่ได้ต้องการไปอยู่ในจุดของสังคมที่ต้องมีเงินเยอะๆ ต้องไปทำงานแข่งขันกับคนอื่นตลอดเวลา ผมขอแค่แบบพอมีพออยู่ แล้วผมได้ดูแลครอบครัว ผมว่ามีความสุขมากกว่าการที่ผมจะต้องไปแข่งไปยื้อแย่งกับคนอื่นเพื่อที่จะได้มาซึ่งเงิน แล้วผมไม่มีเวลาให้กับครอบครัวครับ
 
 
มันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยครับ เนี่ยครับ สังคมไทยเป็นอย่างนี้ เหมือนอย่างที่เจมส์โดน ว่าทำไมจบตั้งปริญญาตรี ทำไมมาทำสวน คือมันไม่ใช่สิ่งที่จะมาตัดสินคนอื่นจะทำอะไร ขอแค่เราทำอาชีพสุจริตแล้วเราไม่เบียดเบียนใคร เราเป็นคนดีของสังคม เราไม่ได้ไปฆ่า ไปปล้นใคร มันก็พอแล้วครับ”
 
เปิดเพจ “เจมส์ปลาไข่” พาคนยุคใหม่ เรียนรู้วิถีชาวสวน
 
“สิ่งที่เราวิ่งตามหา คือ ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง หรือสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าความสุขกันแน่ ผมฉุกคิดและตัดสินใจทันทีเลยว่าจะกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลท่านทั้งสองเพราะผมไม่รู้ว่ากาลเวลาจะพรากเราจากกันเมื่อไหร่” 
 
นี้คือ คำพูดบางส่วนของเจมส์ที่ได้โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา “Jame's Nutthawoot” จนกลายเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ให้คนบนโลกออนไลน์ ด้วยเนื้อหาที่อาจจะตรงกับความในใจของเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำงานเก็บเงินส่งเสียครอบครัว จนทำให้รู้สึกว่าคนที่สำคัญและควรกลับมาดูแล ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่กลับเป็นพ่อแม่ของเราเอง
 
เพราะความกตัญญูของเจมส์ ที่ถ่ายทอดออกมาตามโพสต์นั้น ทำให้คนเข้ามาติดตามเพจ “เจมส์ปลาไข่” ของเขามากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นเพจที่เขาคอยเล่าถึงชีวิตเกษตรกรยุคใหม่ ว่ามีวิธีการจัดการ การดูแลสวนของเขาอย่างไรบ้าง และอยากจะเชิญชวนให้คนหันมาสนับสนุนเศรษฐกิจไทยด้วยผลไม้ไทย ไม่แค่นั้นเรื่องราวของเจมส์ยังเป็นแรงกำลังใจให้อีกหลายคนสู้กับปัญหาที่เจอในชีวิตอีกด้วย
 
 
“ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าคนจะต้องมาติดตาม ผมแค่อยากเปิดเพจให้คนที่สนใจ เข้ามาศึกษาว่าการทำเกษตรมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ เหมือนสนับสนุนให้เด็กรุ่นใหม่ได้คิดด้วยว่าการทำสวนมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายด้วยเช่นกันครับ
 
การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ไม่ว่าอะไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผมได้ลงทุนกับความชอบของตัวเองกับคุณพ่อล้วนๆ เพราะพ่อชอบทานทุเรียนมากๆ เราจึงปรึกษากันในครอบครัวว่าจะทดลองปลูกทุเรียนกันดู 
 
 
เตรียมต้นกล้าทุเรียน พร้อมปลูกลงดิน
ราคาก็สาหัสพอสมควร และมีคนเคลมมาว่าภายใต้อากาศหนาวจะปลูกไม่ได้ แต่ผมจะลุ้นหวยไปกับชะตาครั้งนี้ต่อไปครับ ว่าน้องหมอนจะอยู่กับเจมส์ปลาไข่ได้ไหม เป็นกำลังใจให้น้องด้วยนะครับ”
 
เด็กหนุ่มวัย 24 ได้เล่าถึงที่มาของชื่อเพจ “James Pla Kai” (เจมส์ปลาไข่) ของตนเองว่า “หลังกลับจากเมืองนอก ผมมีหลานที่ชอบปลามากๆ เลยซื้อไปฝากเขา 4 ตัว เขาก็เหมือนเป็นวัยที่เริ่มจะจำคนได้ เขาเป็นคนชอบปลา เขาก็เลยตั้งชื่อผมว่า พี่เจมส์ปลา
 
เราก็เลยคิดเล่นๆ ว่าชื่อนี้มันมีความหมายดีนะ แล้วถ้าเราจะเปิดเพจเพจหนึ่ง เราจะใช้ชื่อนี้ ตอนแรกเขาใช้ชื่อว่าเจมส์ปลาเฉยๆ เขาก็ไม่เอาแล้ว เรียกเจมส์ปลาไข่ดีกว่า เพราะว่าเวลาปลามันไข่มันก็จะออกลูกมาเยอะใช่ไหมครับ เขาก็หวังอยากให้เราซื้อปลาไปให้เขาอีกอะไรอย่างนี้ในความคิดของผมนะ
 
ผมว่ามันก็มีความหมายดีนะ เหมือนกับเวลาปลามันไข่ ฟักลูกออกมามันก็จะเลี้ยงลูกมันไว้ในปาก แล้วก็จะรอให้ลูกของมันแข็งแรงเต็มที่ แล้วมันถึงจะปล่อยให้ลูกของมันไปใช้ชีวิต เหมือนกับพ่อแม่เลี้ยงเรามา แล้วก็ปล่อยให้เราไปใช้ชีวิตเมื่อเราแข็งแรงพอ ผมก็คิดว่ามันมีความหมายที่ดี ผมก็เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเพจ
 
และถ้าใครอยากเข้ามาเรียนรู้ในการเป็นชาวสวน ใครอยากเข้ามาชมก็มาได้ครับ ไม่ได้คิดเงินในเชิงธุรกิจอะไรแบบนั้น
 
ถ้ามันมีให้เก็บ มันมีผลผลิตผมก็จะขายที่สวนเลยครับ สำหรับคนที่เข้ามาเนอะ”
 
สวนผลไม้ไร่ปิ่นเพชร อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
ทุกพื้นที่ต่างเต็มไปด้วยผลไม้หลากหลายชนิด เจมส์ก็มองถึงการพัฒนาสวนของเขาด้วย อาจจะหาเครื่องทุ่นแรงเข้ามาช่วยในเชิงนวัตกรรมใหม่ๆ มองถึงเรื่องการให้น้ำอัตโนมัติ การให้ยาอัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นเคมีผสมกับอินทรีย์ ต้องทำควบคู่กันไป 
 
“แต่จะไม่ใช้ยาทุกครั้งในผลไม้แน่นอน เพราะสวนของเจมส์ ผลไม้บางชนิดต้องคัดเข้าสู่โครงการหลวงหนองเขียวด้วย ก็จะมีการตรวจสอบมาตรฐานก่อนที่จะส่งเข้าโครงการอยู่แล้ว เขาก็จะมาเก็บตัวอย่างจากเราก่อนที่เราจะทำการเก็บผลผลิต มาเอาตัวอย่างไปทดสอบก่อน ถ้าไม่ผ่านเขาก็จะไม่อนุญาตให้เราส่งเข้าไป 
 
อีกอย่างก็อาจจะดูการเติบโตของธุรกิจ อาจจะมีบ้านพัก แต่ก็ต้องดูความเจริญว่าจะเข้ามาถึงหมู่บ้านด้วยเช่นกันว่ามากน้อยแค่ไหน หากลงทุนไปแล้วไปไม่สวย ก็อาจจะลำบาก 
 
ผมต้องดูที่พ่อกับแม่เป็นหลักด้วย เพื่อว่าพวกเขาจะต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องใช้จ่ายอะไรต่างๆ เราก็ต้องมีเงินสำรองไว้คอยช่วยเหลือเขาด้วย”
 
ความสุขที่แท้ทรู ทิ้งความวุ่นวาย! มาอยู่ในสวน 
 
ทุกวันนี้ เจมส์คือหัวเรี่ยวหัวแรงในการดูแลพื้นที่สวนทั้งหมด แต่กว่าจะมีวันนี้ก็ไม่ได้ง่ายๆ เจมส์ต้องใช้เวลาศึกษามาก่อน ว่าเป็นอาชีพที่จะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต ไม่ใช่ว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนไม่ได้ แล้วจะมาทำสวนเล่นๆ แต่เขาเป็นหนุ่มวิศวกรที่สลัดคราบมนุษย์เงินเดือน มาสวมหมวกเกษตรกร ตื่นแต่เช้ามาดูแลสวนที่เขารัก และเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขมากที่สุดในเวลานี้
 
“ผมก็จะตื่นประมาณตีห้า ที่ทำเลยก็จะมีหุงข้าว ทำกับข้าวไว้ให้พ่อแม่ รอทานข้าวเสร็จก็เข้าสวน ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ส่วนการให้ยาก็จะพ่น 10 วันครั้ง วนไปอย่างนี้เรื่อยๆ ทั้งปีครับ
 
พื้นที่ในสวน ก็คือทำทั้งวันครับ บางทีถ้าเสร็จก็คือเสร็จ แต่ถ้าไม่เสร็จก็มาต่อพรุ่งนี้ เราจะมีแผนของเราไว้อยู่แล้ว ถ้าเราตื่นตั้งแต่ตี 5 เสร็จก็ประมาณ 5 โมงเย็นครับ บางวันที่อาจจะเสร็จช้า ก็แล้วแต่หน้างานอีกที อย่างช่วงเดือนหน้าก็จะเป็นช่วงผลไม้ออกครับ ก็จะมีมะม่วง อโวคาโดเริ่มออก เราก็จะเก็บผลผลิต พอเก็บผลผลิตเสร็จ ก็จะมีการแต่งกิ่ง เตรียมความพร้อมให้ต้นไม้ ก็จะเริ่มทำให้มันออกดอกออกผลต่อไป”
 
ผลไม้หลากหลายอย่างในสวนของเจมส์ ทั้งลำไย มะม่วง ส้ม มะยงชิดนิดหน่อย น้อยหน่าประมาณ 6-7 ต้น แล้วก็มีลิ้นจี่ 2-3 ต้น มีอโวคาโด ปลูกเข้ามาด้วย แต่ว่าไม่ได้ปลูกจัดเป็นโซน เพราะเมื่อก่อนพ่อของเขา จะปลูกลำไยทั้งหมด แล้วก็เริ่มมาคิดกันเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ว่าน่าจะเอาอย่างอื่นมาเพิ่มบ้าง
 
มะม่วงแดงจักรพรรดิ์
 
เจมส์ เล่าว่ามีพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ แต่ไม่ได้เป็นผืนเดียวกัน แบ่งแยกไปบ้าง เพราะพ่อแม่ของเขาไม่ได้มีมาก่อน แต่ได้มาจากการทำงานเก็บหอมรอมริบ ไปซื้อที่ดินมา 
 
“ถ้าถามผม ผมว่ามันก็ไม่ค่อยเยอะ ถ้าถามความต้องการ แต่ว่าผมก็ไม่รู้ว่าถ้ามุมมองของคนอื่นมาดู พื้นที่เท่านี้ไม่เยอะหรอ เราก็ไม่สามารถห้ามเขาได้ คนที่เขามองเรา 
 
ผมก็ยังอยากขยายเพิ่ม อยากปลูกอะไรที่เราอยากปลูก อีกหน่อยมันก็สามารถส่งต่อยอดไปให้ลูกหลานได้ ผลไม้มันก็สร้างประโยนช์ให้กับผืนดิน หรือว่าสามารถเอาไปแบ่งให้กับเพื่อนบ้านได้ ทำอะไรได้อีกตั้งมากมาย
 
และสินค้าของเรามันไม่ใช่ว่าจะคงอยู่ตลอด มันก็ต้องมีวันเน่าวันเสีย เพราะมันเป็นผลไม้ ความเสี่ยงตรงนั้นก็มี เพราะว่าเราไม่ได้ขายในเชิงอุตสาหกรรมที่นำไปแปรรูปอะไรแบบนี้ครับ เราขายในเชิงเกษตรกรรม ส่วนรายได้ก็ไม่ได้เยอะ ได้นิดๆ ก็พอมีพออยู่ พอกินอย่างนี้ครับ
 
ผมคิดว่าจะทำสวนไปตลอดครับ เพราะว่าเหมือนกับผมตัดสินใจในการกลับมาทำ แล้วก็ดูแลไปแล้ว คิดว่าจะทำไปตลอด อีกหน่อยอนาคต อาจจะมีการปรับเปลี่ยนให้มันทันสมัยมากขึ้น ตามยุคตามสมัย แต่ยังไงก็ยังคงเป็นสวนผลไม้เหมือนเดิม เพื่อส่งต่อให้ลูกให้หลานต่อไปได้”
 
เจมส์เป็นลูกคนเล็กของครอบครัว เขาได้รับการปลูกฝังให้รู้จักขยัน แล้วก็รู้จักมองมุมต่าง มีความคิดสร้างสรรค์ อย่าเป็นคนขี้เกียจ เพราะว่าเมื่อก่อนพ่อแม่ของเจมส์ ก็ไม่ได้เป็นคนที่มีอะไรมาตั้งแต่ต้นด้วย
 
 
 
พ่อ-แม่ ของเจมส์-ณัฐวุฒิ ดวงตา 
 
“ผมก็ได้รับความขยันจากเขามานะ เหมือนกับว่าไม่เกียจคร้าน คือทำอะไรก็ทำให้มันจริงจัง ตัดสินใจแล้วก็ทำให้มันสุดๆ ครับ กลับมาทำสวนก็ค่อนข้างที่จะท้าทายเหมือนกันเพราะว่าตอนที่กลับมา ก็กลับมามือเปล่าเหมือนกัน แต่ว่าพ่อปลูกอะไรไว้อยู่แล้ว แต่ว่าเราเพิ่งจะเข้ามาดูแล ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง เพราะเหมือนกับเราเริ่มจากศูนย์ใหม่ทั้งหมดเหมือนกัน
 
ผมอยากจะบอกว่า คำว่าต้นทุนของคนเรามันต้องมองกันในหลายรูปแบบ บางคนเขาอาจจะมีความสามารถเยอะกว่าผมก็ได้ แต่เขาไม่ได้มองที่ความสามารถของเขา เขามองแต่ที่บ้านผมมี แต่เขาไม่เคยรับรู้เลยว่าก่อนที่บ้านเราจะมี เราผ่านอะไรมาบ้าง เราต้องผ่านความลำบาก ความขยัน ความอดทนที่สูงมากๆ ผมก็อยากให้ทุกคนอย่าตัดสินคนอื่นแค่ที่ภาพอย่างเดียว
 
ประชากรคนแก่เราก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน บางคนส่งพ่อแม่ไปบ้านพักคนชรา ผมว่าสิ่งที่เขาเลี้ยงดูเรามา มันเทียบไม่ได้เลยกับการที่เราแค่เสียสละตัวเองออกมาดูแลเขา ในวันที่เขาไม่สามารถดูแลเราต่อไปได้แล้ว”

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้