ตีแผ่ 3 สาเหตุ
นำเข้าเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2561 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [293]  

.....

 

 
“ม.ล.กรกสิวัฒน์” ตีแผ่ 3 สาเหตุ ทำราคาพลังงานพุ่ง หนึ่ง รัฐไม่ยกเลิกสูตรขายน้ำมันที่กลั่นในไทยแต่ใช้ราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ตามข้อเสนอแนะของรายงานคณะกรรมการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ วาระที่ 10 ด้านพลังงาน เพราะเป็นสูตรที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค แต่กลับยุบคณะกรรมการดังกล่าวทิ้ง สอง ปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันตั้งราคาเอทานอลเพื่อผสมเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอลแพงกว่าตลาดโลกมากถึง 9 บาท ยิ่งผสมเอทานอลมากขึ้นน้ำมันก็ยิ่งแพง โดยอ้างว่าเกษตรคือผู้ได้รับประโยชน์ สาม ลอยตัวราคาค้าปลีกทำให้ค่าการตลาดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แนะตั้ง “บรรษัทพลังงานแห่งชาติ” รักษาประโยชน์ของประเทศและประชาชนหลายแสนล้านบาทต่อปี
 
วิกฤตราคาพลังงานที่คนไทยประสบอยู่ในขณะนี้กำลังนำไปสู่ปฏิกิริยาตอบโต้จากผู้ใช้น้ำมันทั่วประเทศซึ่งรณรงค์ผ่านโลกโซเชียล “งดเติมน้ำมัน ปตท.” ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้จำหน่ายพลังงานรายใหญ่ของไทย เนื่องจากผู้ใช้น้ำมันมองว่าราคาน้ำมันที่ต้องจ่ายในปัจจุบันนั้นสูงเกินจริง ปฏิกิริยาดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริหาร ปตท. ต้องออกมาชี้แจง แต่คำชี้แจงของทางด้าน ปตท.กลับไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด
 
หลายฝ่ายจึงเริ่มตั้งคำถามว่าปัญหาราคาพลังงานนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรและมีทางที่จะทำให้ปัญหาคลี่คลายได้หรือไม่ เรื่องนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้อำนายการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาว่า ราคาน้ำมันภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นผิดปกตินั้น มีสาเหตุมาจากโครงสร้างราคาซึ่งรัฐเป็นผู้กำหนด เนื่องจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้กำหนดให้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ขายเพื่อใช้ในประเทศเท่ากับราคานำเข้าจากสิงคโปร์ที่ใช้มาก่อนปี 2540 ขณะที่ไทยมีโรงกลั่นน้ำมันไม่เพียงพอ แต่หลังปี 2540 เป็นต้นมาไทยมีโรงกลั่นล้นเกินจึงเป็นผู้ส่งน้ำมันสำเร็จรูปไปขายสิงคโปร์มานานแล้ว ที่สำคัญ “สภาปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ” ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ออกรายงานว่า
 
“การกำหนดราคาขายส่งและขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงโดย กบง.นั้นจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเพื่อสะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อน้ำมันที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม ป้องกันการครอบงำตลาดและคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้บริโภค โดยต้องยกเลิกสูตรราคา Import Parity ที่ใช้ในการประกาศราคาอ้างอิง ณ โรงกลั่น(ซึ่งหมายถึงราคานำเข้าจากสิงคโปร์) แต่กำหนดให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศทุกโรงเสนอขายน้ำมันสำเร็จรูปในราคาเทียบเคียงกับราคา MOPS (Mean of Platts Singapore ) และให้โรงกลั่นรายงานราคา ณ โรงกลั่น ที่ซื้อขายจริงทั้งในประเทศและส่งออกในแต่ละวัน เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลให้ราคาในประเทศอยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน"
 
แปลง่ายๆ ก็คือให้ยกเลิกการขายคนไทยด้วยราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ แล้วใช้ราคาที่ผลิตในประเทศ ก็จะเกิดความเหมาะสมเพราะกลั่นในประเทศไทยเองมิได้มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาจริง แต่นอกจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ ที่ออกมาในปี 2558 แล้ว รัฐบาลยังสั่งยุบคณะกรรมการปฏิรูปฯชุดดังกล่าว และตั้งคณะกรรมการปฏิรูปฯชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยยังคงถูกบิดเบือนไปตามสูตรราคานำเข้า ซึ่งต่างจากราคาที่โรงกลั่นไทยส่งออกน้ำมันไปประเทศสิงคโปร์
 
“เราจะแก้ปัญหาไม่ได้เลยถ้าเราไม่วิเคราะห์ลงไปถึงโครงสร้างราคา อยากให้รัฐบาลพิจารณาว่าทำไมราคาหน้าโรงกลั่นที่ระยอง หรือศรีราชา ต้องถูกกำหนดให้เท่ากับราคานำเข้าจากสิงคโปร์ คือก่อนปี 2540 เรามีโรงกลั่นไม่พอ จึงต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์มาจริง ก็ต้องใช้ราคานำเข้า แต่ปัจจุบันบริบทมันเปลี่ยนไปแล้ว เรามีโรงกลั่นในประเทศเกินพอต่อความต้องการของคนไทย จนสามารถส่งออกไปขายทั่วโลกได้วันละ 30 ล้านลิตร โดยสิงคโปร์เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ แล้วทำไมไปกำหนดให้โรงกลั่นขายคนไทยในราคานำเข้าจากสิงโปร์ซึ่งแพงกว่าราคาที่โรงกลั่นส่งออกไปสิงคโปร์เสียอีก”
 
แปลง่ายๆ ก็คือให้ยกเลิกการขายคนไทยด้วยราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ แล้วใช้ราคาที่ผลิตในประเทศ ก็จะเกิดความเหมาะสมเพราะกลั่นในประเทศไทยเองมิได้มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาจริง แต่นอกจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ ที่ออกมาในปี 2558 แล้ว รัฐบาลยังสั่งยุบคณะกรรมการปฏิรูปฯชุดดังกล่าว และตั้งคณะกรรมการปฏิรูปฯชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยยังคงถูกบิดเบือนไปตามสูตรราคานำเข้า ซึ่งต่างจากราคาที่โรงกลั่นไทยส่งออกน้ำมันไปประเทศสิงคโปร์
 
“เราจะแก้ปัญหาไม่ได้เลยถ้าเราไม่วิเคราะห์ลงไปถึงโครงสร้างราคา อยากให้รัฐบาลพิจารณาว่าทำไมราคาหน้าโรงกลั่นที่ระยอง หรือศรีราชา ต้องถูกกำหนดให้เท่ากับราคานำเข้าจากสิงคโปร์ คือก่อนปี 2540 เรามีโรงกลั่นไม่พอ จึงต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์มาจริง ก็ต้องใช้ราคานำเข้า แต่ปัจจุบันบริบทมันเปลี่ยนไปแล้ว เรามีโรงกลั่นในประเทศเกินพอต่อความต้องการของคนไทย จนสามารถส่งออกไปขายทั่วโลกได้วันละ 30 ล้านลิตร โดยสิงคโปร์เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ แล้วทำไมไปกำหนดให้โรงกลั่นขายคนไทยในราคานำเข้าจากสิงโปร์ซึ่งแพงกว่าราคาที่โรงกลั่นส่งออกไปสิงคโปร์เสียอีก”
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้อำนายการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต
 
โดยส่วนต่างราคาขายคนไทยและราคาส่งออกนี้ เกิดจากสูตรที่รัฐสมมติขึ้นเอง มิได้เกิดจากการแข่งขันทางธุรกิจ จึงเสมือนลาภลอยให้แก่ผู้ประกอบการ แต่กลับกลายเป็นภาระกับคนทั้งประเทศ สำหรับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว ถือว่ารัฐกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อขายคนไทย ย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงและกลไกตลาดอย่างยิ่ง เพราะหากคนไทยไม่ซื้อน้ำมันสำเร็จรูป โรงกลั่นก็ต้องส่งออกแทน ดังนั้น ราคาขายคนไทยจึงควรใกล้เคียงกับราคาส่งออกไม่ใช่นำเข้า !!!”
 
ประเด็นนี้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังมิได้ชี้แจงว่าเหตุใดจึงยังมิได้ยกเลิกสูตรขายน้ำมันคนไทยในราคานำเข้าจากสิงคโปร์ เพียงแต่ชี้แจงต่อสื่อสาธารณะสรุปว่า “การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมีเพียงบางช่วงเท่านั้น และไม่เคยได้สูงกว่าราคาในประเทศ”
 
ซึ่งเรื่องการส่งออกน้ำมันนี้ ประชาชนจะต้องเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ด้วยการเปิดเผยราคาน้ำมันที่โรงกลั่นไทยส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นตลาดค้าพลังงานสำคัญของภูมิภาคต่อไป
 
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องราคาแก๊สโซฮอล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการนำน้ำมันเบนซินมาผสมกับ “เอทานอล” หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “แอลกอฮอล์” โดยปกติแล้วราคาเอทานอลตลาดโลกจะต่ำกว่าราคาน้ำมันเบนซินประมาณ 30% เนื่องจากวิ่งได้ระยะทางที่น้อยกว่าเพราะมีค่าความร้อนที่ต่ำกว่าเบนซิน แต่ราคาเอทานอลที่คนไทยต้องจ่ายให้กับโรงกลั่นน้ำมันคือ 23.59 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าตลาดโลกมากถึง 9 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาเอทานอลโลกอยู่ที่ 14-15 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันเบนซิน(ก่อนบวกภาษี) ก็มีราคาประมาณ 18-19 บาทเท่านั้น
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินมากขึ้นเท่าไร แก๊สโซฮอลก็ยิ่งแพงขึ้น พอแพงแล้วก็เอากองทุนน้ำมันมาอุดหนุน เช่น น้ำมัน อี85 ใช้เงินอุดหนุนกว่า 9 บาทต่อลิตร จึงเท่ากับเป็นการอำพรางปัญหาราคาพลังงานให้คงอยู่ต่อไป
 
โดยส่วนต่างราคาขายคนไทยและราคาส่งออกนี้ เกิดจากสูตรที่รัฐสมมติขึ้นเอง มิได้เกิดจากการแข่งขันทางธุรกิจ จึงเสมือนลาภลอยให้แก่ผู้ประกอบการ แต่กลับกลายเป็นภาระกับคนทั้งประเทศ สำหรับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว ถือว่ารัฐกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อขายคนไทย ย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงและกลไกตลาดอย่างยิ่ง เพราะหากคนไทยไม่ซื้อน้ำมันสำเร็จรูป โรงกลั่นก็ต้องส่งออกแทน ดังนั้น ราคาขายคนไทยจึงควรใกล้เคียงกับราคาส่งออกไม่ใช่นำเข้า !!!”
 
ประเด็นนี้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังมิได้ชี้แจงว่าเหตุใดจึงยังมิได้ยกเลิกสูตรขายน้ำมันคนไทยในราคานำเข้าจากสิงคโปร์ เพียงแต่ชี้แจงต่อสื่อสาธารณะสรุปว่า “การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมีเพียงบางช่วงเท่านั้น และไม่เคยได้สูงกว่าราคาในประเทศ”
 
ซึ่งเรื่องการส่งออกน้ำมันนี้ ประชาชนจะต้องเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ด้วยการเปิดเผยราคาน้ำมันที่โรงกลั่นไทยส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นตลาดค้าพลังงานสำคัญของภูมิภาคต่อไป
 
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องราคาแก๊สโซฮอล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการนำน้ำมันเบนซินมาผสมกับ “เอทานอล” หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “แอลกอฮอล์” โดยปกติแล้วราคาเอทานอลตลาดโลกจะต่ำกว่าราคาน้ำมันเบนซินประมาณ 30% เนื่องจากวิ่งได้ระยะทางที่น้อยกว่าเพราะมีค่าความร้อนที่ต่ำกว่าเบนซิน แต่ราคาเอทานอลที่คนไทยต้องจ่ายให้กับโรงกลั่นน้ำมันคือ 23.59 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าตลาดโลกมากถึง 9 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาเอทานอลโลกอยู่ที่ 14-15 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันเบนซิน(ก่อนบวกภาษี) ก็มีราคาประมาณ 18-19 บาทเท่านั้น
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินมากขึ้นเท่าไร แก๊สโซฮอลก็ยิ่งแพงขึ้น พอแพงแล้วก็เอากองทุนน้ำมันมาอุดหนุน เช่น น้ำมัน อี85 ใช้เงินอุดหนุนกว่า 9 บาทต่อลิตร จึงเท่ากับเป็นการอำพรางปัญหาราคาพลังงานให้คงอยู่ต่อไป
 
ปัจจัยต่อมาที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศขึ้นผิดปกติก็คือค่าการตลาด ซึ่งแต่ก่อนอยู่ที่ลิตรละ 1 - 1.50 บาท แต่ปัจจุบันมันขึ้นไปถึงลิตรละ 2 -3 บาท นั้น ม.ล.กรกสิวัฒน์ ได้วิเคราะห์ว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2561 รัฐบาลได้กำหนดว่า ห้ามผู้ค้าพลังงานเปิดเผยราคาล่วงหน้า โดยให้เหตุผลว่า จะทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ราคาพลังงานจะต่ำลง แต่เอาเข้าจริงผู้ค้าทุกรายพากันขึ้นค่าการตลาดทำให้ราคายิ่งสูงขึ้น รากฐานของปัญหาเกิดจากเดิมที รายได้จากค่าการตลาดเป็นของปั๊มน้ำมัน แต่ระยะหลังผู้ค้ารายใหญ่มาขอแบ่งจากปั๊มด้วย ปั๊มเลยได้แค่ 25-50 สตางค์ ปั๊มก็อยู่ลำบาก พอรัฐประกาศว่าไม่ต้องเปิดเผยราคาล่วงหน้า ซึ่งแปลง่ายๆ ก็คือไม่ควบคุมราคาค้าปลีก ปั๊มจึงขึ้นค่าการตลาดกลายเป็น 2 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
 
ตรงนี้รัฐบาลต้องเข้าไปกำกับดูแลอย่าให้รายใหญ่เข้ามาบีบส่วนแบ่งค่าการตลาดจากปั๊มเกินสมควร เนื่องจากค่าการตลาดที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผลให้ราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มขึ้นถึง 36,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นภาระของคนไทย ที่รัฐสามารถกำกับดูแลได้
 
ทั้งนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุถึงกรณีปฏิกิริยาของประชาชนที่แสดงออกโดยการบอยคอต ปตท. ว่า การรณรงค์ในเรื่องนี้ ว่าได้เกิดการรวมตัวของประชาชนในโลกออนไลน์ขึ้นหลังจากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคได้รับรองไว้ โดยผู้บริโภคสามารถรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับราคาสินค้าและบริการได้ แต่อาจดูว่ามีการเคลื่อนไหวกันเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ก็เนื่องจากว่า ปัจจุบันเป็นยุคโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้เกิดการรวมตัวของผู้บริโภคได้ง่าย
 
ปัจจัยต่อมาที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศขึ้นผิดปกติก็คือค่าการตลาด ซึ่งแต่ก่อนอยู่ที่ลิตรละ 1 - 1.50 บาท แต่ปัจจุบันมันขึ้นไปถึงลิตรละ 2 -3 บาท นั้น ม.ล.กรกสิวัฒน์ ได้วิเคราะห์ว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2561 รัฐบาลได้กำหนดว่า ห้ามผู้ค้าพลังงานเปิดเผยราคาล่วงหน้า โดยให้เหตุผลว่า จะทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ราคาพลังงานจะต่ำลง แต่เอาเข้าจริงผู้ค้าทุกรายพากันขึ้นค่าการตลาดทำให้ราคายิ่งสูงขึ้น รากฐานของปัญหาเกิดจากเดิมที รายได้จากค่าการตลาดเป็นของปั๊มน้ำมัน แต่ระยะหลังผู้ค้ารายใหญ่มาขอแบ่งจากปั๊มด้วย ปั๊มเลยได้แค่ 25-50 สตางค์ ปั๊มก็อยู่ลำบาก พอรัฐประกาศว่าไม่ต้องเปิดเผยราคาล่วงหน้า ซึ่งแปลง่ายๆ ก็คือไม่ควบคุมราคาค้าปลีก ปั๊มจึงขึ้นค่าการตลาดกลายเป็น 2 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
 
ตรงนี้รัฐบาลต้องเข้าไปกำกับดูแลอย่าให้รายใหญ่เข้ามาบีบส่วนแบ่งค่าการตลาดจากปั๊มเกินสมควร เนื่องจากค่าการตลาดที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผลให้ราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มขึ้นถึง 36,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นภาระของคนไทย ที่รัฐสามารถกำกับดูแลได้
 
ทั้งนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุถึงกรณีปฏิกิริยาของประชาชนที่แสดงออกโดยการบอยคอต ปตท. ว่า การรณรงค์ในเรื่องนี้ ว่าได้เกิดการรวมตัวของประชาชนในโลกออนไลน์ขึ้นหลังจากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคได้รับรองไว้ โดยผู้บริโภคสามารถรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับราคาสินค้าและบริการได้ แต่อาจดูว่ามีการเคลื่อนไหวกันเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ก็เนื่องจากว่า ปัจจุบันเป็นยุคโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้เกิดการรวมตัวของผู้บริโภคได้ง่าย
หากจะให้วิเคราะห์ว่าทำไมถึงเป็น ปตท. นั้นก็น่าจะเกิดจากสถานะของ ปตท. เองที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีพันธกิจที่ต้องดูแลประชาชน ประชาชนจึงคาดหวังกับ ปตท.มากกว่าผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันทั่วไป ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานรัฐทั้งหมดควรนำมาวิเคราะห์ว่า มีสิ่งใดที่สามารถปรับปรุงได้ในโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นอยู่ มากกว่าการชี้แจงว่าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะเป็นเรื่องของราคาตลาดโลก
 
อย่างไรก็ดี ม.ล.กรกสิวัฒน์ ได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานของไทยว่า รัฐบาลควรจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดูแลแหล่งก๊าซและน้ำมันดิบที่กำลังจะหมดอายุสัมปทาน เช่น แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึ 2 แสนล้านบาทต่อปี และแหล่งสิริกิติ์(ลานกระบือ)ที่มีน้ำมันดิบมูลค่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งแหล่งปิโตรเลียมเหล่านี้มีอุปกรณ์ผลิตปิโตรเลียมพร้อมสมบูรณ์และสามารถผลิตปิโตรเลียมได้อีกยาวนาน หากจัดการได้ดังนี้จะสร้างรายได้ให้รัฐอย่างมหาศาลในเวลาอันสั้นเพราะเป็นแหล่งดำเนินการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อบรรษัทฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยเข้าดูแลแหล่งพลังงานใหญ่ที่สุดของประเทศเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลก็สามารถใช้บรรษัทพลังงานแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่หน่วยงานรัฐเองได้เคยผูกปัญหาเหล่านี้ไว้ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วให้โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น เชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้ไทยเป็นประเทศที่แข็งแกร่งด้านพลังงาน อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานโดยที่รัฐไม่ต้องเข้ายุ่งเกี่ยวกับ ปตท.เลย
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้