** จุดใต้ตำตอ!!
นำเข้าเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2561 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [314]  

.....

 ** จุดใต้ตำตอ!! “ธีระชัย”ขยี้ปมน้ำมันแพง เหตุอิง “ราคาสิงคโปร์” สร้าง “ค่าใช้จ่ายเทียม” โกยกำไรเข้ากระเป๋า “โรงกลั่นน้ำมัน” เป็น “ช่องโหว่” ที่ไม่เคยถูกแตะในยุค คสช. ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันมาแล้ว เหมือนมีใครเกรงใจ “นายทุน” ทั้งที่ “นายกฯตู่” และ “ศิริ” ก็เคยเป็นบอร์ด บ.โรงกลั่นมาก่อน น่าจะรู้ “ช่องโหว่” ตรงนี้ดีที่สุด

 

พูดไปก็เท่านั้น .. ข้อเสนอการปรับปรุง “โครงสร้างราคาน้ำมัน - กติกาธุรกิจน้ำมัน” ที่ออกมาจากหลายภาคส่วนในช่วงนี้ แต่พูดปากแฉะแค่ไหน “บิ๊กรัฐบาล” ก็ทำท่าจะ “หูทวนลม” .. ที่น่าเป็นห่วง ก็กลัวว่า ไม่เพียงไม่นำพาแล้ว ยังไปหลงระเริงกับ “ความสำเร็จ” ที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง .. หรืออาจภาวนาว่า “ขาลง” งวดนี้จะเหมือนสมัยยึดอำนาจมาใหม่ๆ ที่ลงไปถึง $20 ต่อบาร์เรล .. บอกเลยว่าคิดผิด เพราะคำทำนายจากบริษัทน้ำมันระดับโลก ระบุว่า อีกไม่นานราคาน้ำมันตลาดโลก ทะลุ $100 ต่อบาร์เรลแน่นอน .. ถึงเวลานั้นก็กลายหนีไม่พ้น “วิกฤต” ราคาน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม เพิ่มสูงขึ้น ค่าขนส่ง-ราคาสินค้า ก็ต้องขึ้นตาม .. คำทำนายบอกด้วยว่า ไม่เกินปลายปี คาบเกี่ยวต้นปี แตะ $100 เป็นช่วงที่ว่ากันว่า จะมีการเลือกตั้งอีกด้วย แล้ว คสช. สภาพจะเป็นเช่นไร .. ขยี้ต่อเนื่อง กับข้อเสนอของ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ที่ชี้ว่า ขณะนี้ “ธุรกิจในห่วงโซ่น้ำมัน” มีกำไรมหาศาล ในขณะที่ “ประชาชน” ต้องแบกรับภาระ .. พูดให้ชัดลงไปอีก ที่กำไรกันหนักๆ เป็น “ห่วงโซ่ขายส่ง ขายปลีกน้ำมัน - ห่วงโซ่โรงกลั่นน้ำมัน” .. อย่างแรก การขายส่งขายปลีก กำรี้กำไรมาจาก “ค่าการตลาด” ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2 บาทต่อลิตร ทั้ง “เจ้าใหญ่ - เจ้าเล็ก” กำหนดเท่าๆ กัน ราคาน้ำมันก็เลยไม่ต่างกัน แข่งขันกันด้วยบริหาร-โปรโมชั่นไปตามเรื่อง ..

 

ขณะที่ “ห่วงโซ่โรงกลั่นน้ำมัน” นั้นต้องบอกว่าแปลกประหลาด ก็มีอย่างที่ไหน "โรงกลั่น" ตั้งอยู่ในไทย แต่เวลาขายอิง "ราคาสิงคโปร์" .. เข้าใจว่าเป็นกติกาเดิม สมัยเมืองไทยยังไม่มีโรงกลั่น จึงวาง “ค่าใช้จ่ายเทียม” เพียงเป็น “เงินกินเปล่า” จูงใจให้มีการลงทุนก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันในไทย .. มาวันนี้ โรงกลั่นในไทยมีศักยภาพ-กำลังผลิตเพียงพอแล้ว ส่วนใหญ่ก็มี "บริษัทที่บอกว่าเป็นของคนไทย" ถือหุ้นใหญ่ ไม่จำเป็นต้องไปจูงใจอะไรใครที่ไหน แล้วทำไมยังยึด “กติกาเดิม” ที่ให้ “นายทุน” รับกำไรเกินกว่าปกติ ไม่เป็นธรรมกับลูกค้า-ผู้บริโภค .. กล่าวคือ การอ้างอิงราคาสิงคโปร์นั้น ทำให้เกิด “ค่าใช้จ่ายเทียม" ตั้งแต่ "ค่าขนส่ง-ค่าประกันภัย-ค่าใช้จ่ายนำเข้า" หรือกลั่นกันที่ "ศรีราชา-ระยอง" แต่ตีราคาประหนึ่งอิมพอร์ตมาจาก "สิงคโปร์" .. “ค่าใช้จ่ายเทียม -ค่าใช้จ่ายสมมติ” ไม่มีโรงโรงกลั่นใดที่ควักกระเป๋าจ่ายจริงๆ แต่พอบวกเป็น “ค่าเนื้อน้ำมัน” รับเข้ากระเป๋ากันจริงๆ .. น่าแปลกใจว่า ในยุค คสช.ก็มีการปรับปรุง-ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานมาแล้วหนหนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นว่าจะแตะต้องกติกานี้ หรือหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คล้ายกับว่าเกรงใจ “ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน” .. อีกทั้งก็เชื่อเหลือเกินว่า ระดับ ศิริ จิระพงษ์พันธุ์ รมว.พลังงาน ผู้ผ่านตำแหน่งด้านเชื้อเพลิงพลังงานมานักต่อนักจะไม่เห็น “ช่องโหว่” ตรงนี้ .. หนักกว่านั้น อดีต “รมต.ศิริ” ก็แค่เป็น กรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอยู่นานสองนาน คงรู้เส้นสนกลไกเป็นอย่างดีอยู่แล้ว .. หรือหาก “ท่านศิริ” แสร้งเป็นไม่รู้ “นายกฯตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแล (อิสระ) “ไทยออยล์” มาก่อน ก็น่าจะรู้ไม่มากก็น้อย.

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้