รักสิ้นทางไป!!
นำเข้าเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2561 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [702]  

ตำนานรักรันทด“สะพานรักสารสิน”! ใช้ผ้าขาวม้ามัดติดกันโดดลงทะเล แก้ปัญหารักสิ้นทางไป!! ในบรรดาตำนานรักที่เล่าขานกันนั้น เรื่องรักรันทดซึ่งเกิดขึ้นที่สะพานสารสิน นับเป็นตำนานรักที่สะเทือนใจเรื่องหนึ่ง เมื่อหนุ่มสาวที่ต่างฐานะถูกขัดขวางเส้นทางรัก และถูกต่อต้านจากพ่อแม่ของตัวเองทั้งสองฝ่าย จึงตัดสินใจใช้ผ้าขาวม้าผูกมัดตัวติดกัน กระโดดจากสะพานลงสู่สายน้ำที่เชี่ยวกราก เอาท้องทะเลเป็นสุสานรัก.....

เหตุเกิดขึ้นราว ๑๒.๐๐ น.ของวันที่ ๒๐ กุมพาพันธุ์ ๒๕๑๖ เมื่อพ่อค้าขายไข่เต่าที่เชิงสะพานสานสิน ซึ่งเป็นสะพานข้ามช่องแคบปากพระ เชื่อมท่านุ่นของจังหวัดกระบี่ กับท่าฉัตรชัยของจังหวัดภูเก็ต ได้แจ้งต่อตำรวจสายตรวจของ สน.ท่าฉัตรชัยว่า เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งขึ้นไปยืนอยู่บนราวสะพานกอดรัดกันแน่น แล้วกระโดดลงไปในทะเลที่กระแสน้ำกำลังเชี่ยว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำประดาน้ำและชาวประมงลงงมรวมทั้งตีอวนเพื่อหาศพ แต่ก็หาไม่พบ เชื่อว่ากระแสน้ำคงพัดพาร่างของคนทั้งสองออกสู่ทะเลลึกไปแล้วจากการสอบสวนทราบว่า หนุ่มสาวคู่นี้ ฝ่ายชายคือ นายดำ แซ่ลิ้ม อายุ ๒๓ ปี เป็นบุตรบุญธรรมของนายฮวดและนางงวดกี่ แซ่ลิ้ม มีอาชีพขับรถสองแถวไม้ รับส่งผู้โดยสารระหว่างตำบลท่าไม้ สะพานสารสิน กับตัวเมืองภูเก็ต ทั้งยังรับจ้างกรีดยาง ส่วนฝ่ายหญิงคือ นางสาวกาญจนา แซ่หงอ อายุ ๑๙ ปี ลูกสาวนายเอ่ง นางหงี แซ่หงอ เป็นนักศึกษา ป.กศ.ปีที่ ๒ ของวิทยาลัยครูภูเก็ต บ้านอยู่ถนนเทพกษัตรี อำเภอถลาง ใกล้ๆกับบ้านของฝ่ายชายนั่นเองดำได้ขับรถรับส่งกาญจนาเป็นประจำ จนมีความสัมพันธ์สนิทสนมรักใคร่ และได้เสียกันประมาณ ๒ เดือนก่อนเกิดเหตุ เมื่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงที่มีฐานะดีทราบเรื่อง จึงลงโทษลูกสาวและสั่งให้เลิกเรียนแม้กำลังใกล้จะสอบ เพื่อไม่ให้ติดต่อกับฝ่ายชายอีก หวังจะให้แต่งงานกับคนมีฐานะที่คู่ควรกัน ไม่ใช่แค่คนขับรถรับจ้างหาเช้ากินค่ำ สะพานสารสินเชื่อมพังงากับภูเก็ต ฉะนั้นในวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ ดำจึงพาสาวคนรักวิวาห์เหาะ หนีออกจากบ้านพ่อแม่ไปอยู่บ้านของเขา พ่อแม่ฝ่ายหญิงได้แจ้งความให้ตำรวจติดตาม เมื่อดำทราบเรื่องกลัวจะมีความผิด จึงพาหนีต่อไปอยู่บ้านพ่อแม่ของตัวเองในอำเภอเมืองภูเก็ต แต่พ่อแม่ของดำก็รังเกียจกาญจนา และไม่พอใจการกระทำของลูกชายด้วย ทำให้หนุ่มสาวทั้งคู่กลัดกลุ้มมากที่ถูกรังเกียจไม่ยอมรับจากพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ตำรวจยังพบจดหมายที่ดำเขียนสั่งความทิ้งไว้ มีความว่า เราทั้งสองรักกันมาก เมื่อเกิดความยุ่งยากคับอกคับใจ เพราะถูกพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายกีดกันความรัก จนความรักไม่มีหนทางไป จึงขอลาตายดีกว่าจะให้แยกจากกัน จดหมายฉบับนี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่า ทั้งสองมีเจตนาจะฆ่าตัวตาย โดยยึดเอาทะเลเป็นสุสานรัก ในวันเกิดเหตุ ดำได้ขับรถสองแถวพุ่งออกจากคิวรถไปด้วยความเร็ว โดยมีกาญจนานั่งไปด้วย และไปแวะที่สวนมะพร้าวของพ่อบุญธรรมครู่หนึ่ง ก่อนจะพุ่งต่อไปที่สะพานสารสิน เมื่อไปถึง ดำได้จอดรถที่เชิงสะพาน และจูงมือสาวคนรักเดินไปบนสะพาน พบรถบรรทุกน้ำมันคันหนึ่งจอดอยู่ ดำได้ถามคนขับว่า หากมีคนกระโดดลงไปในขณะที่น้ำเชี่ยวนี้ จะตายหรือไม่ คนขับรถน้ำมันก็ตอบว่าตายแน่ หนุ่มสาวทั้งสองจึงเดินจูงมือกันไปที่ราวสะพาน แล้วปีนขึ้นไปยืนข้างบนราว โดยมีคนขับรถบรรทุกน้ำมันมองดูด้วยความสงสัย จากนั้นหนุ่มสาวก็เอาผ้าขาวม้าออกมาผูกรัดเอวให้ติดกันแน่น คนขับรถน้ำมันก็เข้าใจว่าทั้งคู่กำลังจะทำอะไร จึงตะโกนห้ามลั่นและวิ่งเข้าไปช่วย แต่ก็ช้าไปแล้ว หนุ่มสาวทั้งสองได้พุ่งตัวลอยลิ่วลงสู่พื้นน้ำเบื้องล่าง และจมหายไปในสายน้ำ หลังการค้นหาศพ ๔๒ ชั่วโมงไม่เป็นผล ในเช้าวันที่ ๒๒ ราว ๖.๐๐ น. ขณะชาวประมงคนหนึ่งออกหาปลา ก็พบศพสองหนุ่มสาวลอยอยู่ที่หัวแหลมทางด้านทิศตะวันออก ห่างจากสะพานสารสินราว ๓ กิโลเมตร และห่างจากฝั่งราว ๓๐๐ เมตร โดยยังมีผ้าขาวม้าผูกตัวติดกันแน่น ไม่คลายให้แยกจากกัน ศพของหนุ่มสาวที่ถูกขัดขวางความรัก จนต้องเลือกเอาท้องทะเลเป็นสุสานรัก ถูกนำมาทำพิธีทางศาสนาร่วมกันที่วัดท่าฉัตรชัย ทำให้คิดกันว่า หากพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายยอมรับแบบนี้มาตั้งแต่ต้น โศกนาฏกรรมครั้งนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ตำนานรักรันทดที่สะพานสารสินนี้ ได้ถูกเล่าขานด้วยความสะเทือนใจและติดตรึงใจผู้คนตลอดมา จนถือได้ว่าเป็นตำนานรักคู่เมืองภูเก็ตต่อมา เปี๊ยกโปสเตอร์ ผู้กำกับการแสดงชื่อดัง ได้นำตำนานรักเรื่องนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ “สะพานรักสารสิน” ออกฉายในปี ๒๕๓๐ และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังไทย ๑ ใน ๑๐๐ เรื่อง ที่คนไทยควรดู และในปี ๒๕๔๑ ตำนานรักเรื่องนี้ก็ถูกนำมาสร้างเป็นละครทีวีทางช่อง ๓ อีก นอกจากนี้ยังมีบทเพลงเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ออกมาอีกหลายเพลง ทั้งลูกทุ่งและลูกกรุง จนวันนี้ก็ยังมีคนพูดถึงตำนานรักรันทดเรื่องนี้ •

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้