ที่มาของคำว่า “ฝรั่ง”
นำเข้าเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2561 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [887]  

ชาวต่างชาติที่มีความสัมพันธ์กับแหลมอินโดจีนและประเทศสยามของเรานั้น อินเดียนับเป็นชาติแรก ซึ่งเข้ามาเผยแพร่ศาสนาเมื่อสมัยสร้างพระปฐมเจดีย์ ต่อจากนั้นจึงเป็นจีนที่ถูกพวกมองโกลรุกราน ส่วนชาวยุโรป ชาวโปรตุเกสซึ่งรักการผจญภัย เป็นชาติแรกที่เข้ามาก่อนฝรั่งชาติอื่นๆเกือบร้อยปี นอกจากจะนำศาสนามาเผยแผ่และค้าขายแล้ว รัฐบาลยังสั่งมาว่า ทุกเมืองในตะวันออกที่เข้าไปได้ ให้แพร่พันธุ์ไว้ เพื่อยึดให้มั่นคงทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และขนบธรรมเนียม ทั้งนี้ ในปาฐกถาเรื่อง “คติฝรั่งเข้ามาเมืองไทย” ซึ่ง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงที่ บางกอกยูไนเต็ดคลับ เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๘ และนำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสืออยู่หลายครั้งนั้น มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของชาติตะวันตกกับสยาม รวมทั้งที่มาของคำว่า “ฝรั่ง”.....

ในแหลมอินโดจีนรวมทั้งสยามนี้ ล้วนแต่รับคติของอินเดียมาแต่โบราณกาล ทั้งศาสนา ศิลปะ วิชาความรู้ รวมทั้งอักษร จนกระทั่งอินเดียตกอยู่ในอำนาจของพวกนับถือศาสนาอิสลามในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ในสมัยนั้นประเทศจีนก็ถูกพวกมองโกลตีเมือง ชาวจีนจึงหนีข้าศึกมาทางตะวันตก เข้ามาอยู่ในเขมรและสยามเป็นจำนวนมาก ต่อมาใน ค.ศ.๑๒๘๒ พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์หยวนได้ส่งทูตเข้ามาทำไมตรี สยามจึงเริ่มมีความสัมพันธ์ค้าขายกับจีน คติจีนจึงเริ่มเจริญในสยามตั้งแต่นั้นมา ส่วนชาวยุโรปนั้น ชาวโปรตุเกสที่รักการผจญภัยอย่างมาร์โคโปโล ได้ออกเดินทางมาทางตะวันออก ชาวโปรตุเกสจึงมาถึงสยามก่อนชาวยุโรปชาติอื่น และได้รับอนุญาตให้เข้ามาค้าขายได้ใน พ.ศ.๒๐๕๔ สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๐๘๑ เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชยกทัพไปรบกับพม่า ก็มีชาวโปรตุเกสอาสาเข้ากองทัพหลวงไปช่วยรบด้วย ๑๒๐ คน จากจำนวนชาวโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด ๑๓๐ คน ปรากฏว่าในกองทัพของพม่าที่มารบกับไทยครั้งนั้น ก็มีชาวโปรตุเกสอาสาถือปืนไฟมารบด้วยเหมือนกัน เมื่อมีชัยในสงครามกลับมา สมเด็จพระไชยราชาจึงพระราชทานบำเหน็จความชอบ ยกที่ดินตำบลหนึ่งริมแม่น้ำฝั่งตะวันตก ใต้กรุงศรีอยุธยา ให้ตั้งบ้านเรือนและพระราชทานอนุญาตให้สร้างวัดคริสต์ตามใจชอบ ชาวยุโรปและศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก จึงลงรากในสยามตั้งแต่บัดนั้น ชาวโปรตุเกสได้นำวิชาความรู้ของชาวยุโรปเข้ามาเป็นประโยชน์แก่ประเทศสยามหลายอย่าง ตอนนั้นประเทศต่างๆในตะวันออกยังไม่มีใครรู้จักปืนไฟ ชาวโปรตุเกสได้สอนการทำปืนไฟให้ไทยจนหล่อปืนใหญ่ได้ดีเป็นพิเศษ มีหลักฐานว่าโชกุนญี่ปุ่นได้มีอักษรสาสนมาทูลขอปืนไฟต่อพระเจ้าแผ่นดินสยาม นอกจากนี้ยังให้แบบแผนสร้างป้อมปราการต่อสู้ปืนไฟไว้หลายแห่ง ยังเหลือซากอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา สวรรคโลก และสุโขทัย คนไทยเรียกชาวโปรตุเกสว่า “ฝรั่ง” ตามอย่างชาวอินเดียที่เรียกชาวตะวันตกไม่ว่าชาติไหนว่า “ฟรังคีส” ต่อมาเมื่อมีชาวยุโรปชาติอื่นเข้ามา รวมทั้งชาวอเมริกัน ก็เรียกว่าฝรั่งไปด้วย ในการมาผจญภัยทางตะวันออกของชาวโปรตุเกสครั้งนั้น รัฐบาลโปรตุเกสมีนโยบายกำชับมาให้เผยแพร่ทั้งศาสนาและเชื้อสายโปรตุเกสให้มีทุกเมืองที่เข้ามาค้าขายหรือมายึดเป็นเมืองขึ้น โดยสมรสกับหญิงชาวพื้นเมือง เมื่อเกิดลูกหลานก็สั่งสอนให้ถือศาสนาและขนบธรรมเนียมโปรตุเกส จึงมีเชื้อสายโปรตุเกสแพร่อยู่ทั้งในอินเดีย ลังกา และสยาม ซึ่งยังคงนับถือศาสนาคริสต์ บางคนก็พอรู้ภาษาโปรตุเกสบ้าง ผิดกับฝรั่งชาติอื่นที่มาตะวันออกในภายหลัง ชาวยุโรปชาติอื่นๆมาถึงสยามหลังชาวโปรตุเกสราว ๑๐๐ ปี คือ ฮอลันดามาถึงใน พ.ศ.๒๑๔๗ อังกฤษมาเมื่อ พ.ศ.๒๑๕๕ เดนมาร์คมาเมื่อ พ.ศ.๒๑๖๔ แต่พวกเดนมาร์คมาค้าขายแค่เมืองมะริด ไม่ได้เข้ามากรุงศรีอยุธยาเหมือนฮอลันดาและอังกฤษ ซึ่งสองชาติหลังนี้นับถือนิกายโปรแตสแตนท์ ไม่ใช่นิกายคาทอลิกเหมือนโปรตุเกส และมุ่งแต่การค้าเป็นสำคัญ ฮอลันดาได้นำวิชาการต่อเรือกำปั่นมาให้สยาม ส่วนอังกฤษเข้ามารับราชการด้านเดินเรือหลายคน และสอนวิชานี้ให้ ส่วนสเปนก็มาถึงสยามด้วย แต่ไม่ได้มีไมตรีกันยืดยาว เพราะสเปนไปช่วยกัมพูชาซึ่งเป็นกบฏต่อสยามในยามนั้น จนในปี พ.ศ.๒๒๐๕ ฝรั่งเศสจึงเข้ามาอีกชาติหนึ่ง โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔มีพระราชประสงค์จะเผยแผ่นิกายโรมันคาทอลิก จึงส่งบาทหลวงให้เดินทางบกเข้ามาทางซีเรีย เปอร์เซีย อินเดีย จนถึงสยาม ก็พบว่าประเทศที่ผ่านๆมาล้วนแต่อยู่ในปกครองของศาสนาอิสลามที่กีดกันศาสนาอื่น แต่สยามถือพุทธไม่มีอคติต่อศาสนาใด อีกทั้งสยามยังอยู่ระหว่างอินเดียกับจีน มีผู้คนในย่านนี้เกือบทุกชาติเข้ามาอยู่อาศัย ถ้าจะตั้งหลักสอนศาสนาคริสต์ขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา ก็อาจจะได้สอนชาวอินเดีย ชวา มลายู ไทย มอญ เขมร รวมทั้งจีนที่เข้ามาตั้งภูมิลำเนาและค้าขายอยู่มาก ผู้คนเหล่านี้ก็จะนำศาสนาคริสต์ไปเผยแพร่ในประเทศของตน บาทหลวงจะได้ตามไปสอนด้วย พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เห็นชอบตามความเห็นนี้ บาทหลวงจึงเริ่มด้วยการทำคุณงามความดี รักษาพยาบาลคนเจ็บป่วย และสอนวิชาความรู้ให้แก่เด็ก คนทั้งหลายก็พากันนิยม สมเด็จพระนารายณ์ พระเจ้าแผ่นดินสยามในเวลานั้นก็มีพระทัยกว้างขวาง มีพระราชประสงค์จะทะนุบำรุงบ้านเมืองและประชาชนให้เจริญรุ่งเรือง เห็นบาทหลวงฝรั่งเศสทำคุณงามความดีก็ทรงสนับสนุน พระราชทานที่ให้สร้างวัด ให้ตั้งโรงเรียน ประจวบกับไทยกำลังมีเรื่องบาดหมางกับฮอลันดาในเรื่องค้าขาย บาทหลวงจึงแนะนำพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งเป็นศัตรูกับฮอลันดาทางยุโรป ให้เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี ทั้งส่งนายช่างและทหารเข้ามาช่วยสร้างป้อมค่ายพร้อมฝึกทหารแบบยุโรป นำวิชาการต่างๆมาให้ เช่นดาราศาสตร์และกล้องดูดาว รวมทั้งส่งเด็กไทยไปเรียนถึงยุโรป แต่บาทหลวงเข้าใจผิดในเรื่องสำคัญออย่างยิ่ง คือเชื่อว่าจะสามารถให้สมเด็จพระนารายณ์ทิ้งพระพุทธศาสนาหันไปเข้ารีตได้ อันจะทำให้ชาวสยามตามเสด็จเข้ารีตไปด้วย จึงให้เจ้าพระยาวิชเยนทร์ที่บาทหลวงกล่อมจนยอมเข้ารีตไปแล้ว เป็นผู้ไปหว่านล้อมข้าราชการไทย ข้อนี้ทำให้เกิดศัตรูขึ้นในหมู่ข้าราชการไทยอย่างรุนแรง เห็นว่าฝรั่งเศสจะทำลายพระพุทธศาสนา และเอาบ้านเมืองเป็นของฝรั่งเศส ฉะนั้น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคตใน พ.ศ.๒๒๓๒ จึงเกิดจลาจลขึ้น พระเพทราชา หัวหน้าของข้าราชการได้ยึดอำนาจขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เจ้าพระยาวิชเยนทร์ถูกฆ่า บาทหลวงฝรั่งเศสถ้าไม่ถูกจับขังก็หนีกันกระเจิงเข้าเขมร เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ.๒๓๑๐ บ้านเมืองถูกเผาทำลาย ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยมาก วิชาความรู้ต่างๆที่ชาวตะวันตกมาสอนไว้ก็สูญหายไปเกือบหมด เหลือแต่วิชาหล่อปืนใหญ่ของโปรตุเกสที่ยังสืบต่อมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยกรุงธนบุรี ไทยต้องทำสงครามกู้อิสรภาพและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ ทั้งยังต้องสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าอีก ๒๘ ปี ในช่วงนี้ได้เกิดการจลาจลขึ้นในประเทศฝรั่งเศส และเกิดมหาสงครามของพระเจ้านโปเลียน การติดต่อสัมพันธ์ของสยามกับชาวยุโรปจึงสะดุดไปถึง ๔๐ ปี ในระยะนี้การค้าขายและทางไมตรีของไทยมีแต่เมืองจีนเป็นสำคัญ คติที่มาจากต่างประเทศจึงเป็นคติจีนตลอดสมัยนี้

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้