“มวยไทย” (Muay Thai)
นำเข้าเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2561 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [58]  

“มวยไทย” (Muay Thai) ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติไทย และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยเพราะศาสตร์แห่งการใช้ “หมัด-เท้า-เข่า-ศอก” นั้นโด่งดังไปทั่วโลก เห็นได้จากตามจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว “ค่ายมวย” คือ 1 ในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวหลากหลายสัญชาติที่เดินทางมาเรียนถึงดินแดนต้นตำรับ หรือแม้กระทั่งอดีตนักมวยไทยหลายคน ก็ใช้ชีวิตหลังอำลาสังเวียนบินลัดฟ้าไปเปิดสอนกันถึงต่างแดน สำหรับชาวต่างชาติ การเรียนมวยไทยอาจหมายถึง “ความชอบ” เป็นความหลงใหลส่วนบุคคล แต่สำหรับชาวไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า “มวยไทยคือช่องทางยกระดับฐานะ” ทั้งของตนเองและครอบครัว ภาพของเด็กผู้ชายที่ “กิน-นอน-ซ้อม” ในค่ายมวยตั้งแต่อายุน้อยๆ นั้นพบเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะตามจังหวัดต่างๆ และความหวังของพวกเขาคือการได้ขึ้นชกบนสังเวียนชั้นนำของประเทศอย่าง “ราชดำเนิน-ลุมพินี” รวมถึงการมี “แมวมอง” มาชวนไปชกมวยสากลทั้งสมัครเล่นและอาชีพ เพราะนั่นหมายถึง “รายได้” ที่จะตามมาอย่างเป็นกอบเป็นกำ.....

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังๆ มีรายงานผลการศึกษาทางการแพทย์พบว่า “การชกมวยตั้งแต่อายุน้อยๆ ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก” อาทิ ในปี 2558 ที่ ศ.พญ.จิรภรณ์ เหล่าธรรมทัศน์ หัวหน้าศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า (ศูนย์ไอแมค)คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า จากการนำกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ซึ่งเป็นนักมวยเด็กและเด็กปกติในอายุและฐานะทางบ้านใกล้เคียงกัน มาสแกนด้วยเครื่อง MRI พบว่า สมองของนักมวยเด็กมีความผิดปกติตั้งแต่มีน้ำคั่งในสมอง ใยสมองที่ผิดปกติ รวมไปถึงการมีปริมาณของธาตุเหล็กในสมองเกินมาตรฐาน อันเกิดจากการเคยมีเลือดออกในสมอง ซึ่งการมีธาตุเหล็กสะสมอยู่มากในสมองนั้น ทำให้เกิดภาวะของสมองรวน และส่งผลทางด้านความจำ สมองเสื่อม รวมไปถึงภาวะน้ำในสมองมาก จนอาจสกัดกั้นการเจริญเติบโตในสมองเพราะเด็กที่อายุน้อยสมองยังไม่เติบโตเต็มที่ ในทางกลับกันสิ่งที่พบในนักมวยเด็กไม่พบในสมองของเด็กปกติ แม้ว่าเด็กทั้ง 2 กลุ่ม จะมาจากฐานะทางบ้านใกล้เคียงกัน 2 ปีผ่านไป..เมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2560 ที่งานประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 10 ณ ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรีศ.พญ.จิรภรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้อีกครั้งบนเวทีเสวนา “ส่งเสริมกีฬามวยไทยเด็ก ยุติมวยเด็กหาเงิน” ว่า ปัจจุบันมีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้ามาสู่วงการมวยไทยเป็นจำนวนมาก “คาดว่ามีประมาณ 2-3 แสนคนทั่วประเทศ” ซึ่งด้วยประสบการณ์ที่น้อยและกติกาที่เน้นความรุนแรงย่อมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บโดยเฉพาะการบาดเจ็บทางสมองที่เป็นการ “บาดเจ็บภายใน” หลายคนไม่รู้ตัวและเกิดการสะสมมากขึ้น ศ.พญ.จิรภรณ์ ระบุว่า แม้การทำงานด้านทักษะการใช้กล้ามเนื้อและมือด้านที่ไม่ถนัดของนักมวยเด็กดีกว่าเด็กทั่วไป เพราะผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แต่การทำงานของสมองด้านความจำลดลง สามารถนำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญาหรือภาวะสมองเสื่อมได้ รวมถึงระดับสติปัญญา (ไอคิว-IQ) ของเด็กที่ชกมวยยังน้อยกว่าของเด็กทั่วไปเกือบ 10 คะแนน และยังลดลงอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาการชก “ระดับไอคิวของเด็กทั่วไปในประเทศไทยอยู่ระหว่าง 90-110 คะแนน ซึ่งสามารถเรียนจบระดับอนุปริญญาหรือปริญญาตรี ส่วนนักมวยเด็กที่ขึ้นชกมากกว่า 5 ปีมีไอคิว 84 คะแนน ซึ่งคะแนนระหว่าง 80-89 จะสามารถเรียนจบได้เพียงระดับมัธยมปลายเท่านั้น” ศ.พญ.จิรภรณ์ ระบุ เช่นเดียวกับ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก (CSIP) ที่เปิดเผยว่า ในต่างประเทศมีการควบคุมการนำเด็กมาแข่งขันกีฬาที่ต้องปะทะอย่างรุนแรง เช่น สหพันธ์ฟุตบอลแห่งสหรัฐอเมริกา (US Soccer Federation) ในปี 2558 ได้ออกกฎ “ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 11 ปี โหม่งลูกด้วยศีรษะ” สวนทางกับในประเทศไทยที่ยังพบเด็กไทยอายุ 4-16 ปีขึ้นชกมวยไทย ทั้งนี้การจัดชกมวยที่นำเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มาขึ้นสังเวียนนั้นอาจเข้าข่าย “ฝ่าฝืนกฎหมาย” เพราะตาม พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542 ระบุไว้ชัดใน มาตรา 29 (1) ว่านักมวยที่จะขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องได้“อายุต้องไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์” นอกจากนี้ใน มาตรา 26 วรรคสอง ยังกำหนดให้การชกมวยที่มีนักมวยอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย แต่ความเป็นจริง..การชกมวยของเด็กๆ จำนวนไม่น้อยไม่มีการใช้อุปกรณ์ดังกล่าว โดยขณะนี้ คณะกรรมาธิการ การศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังจัดทำร่างแก้ไข พ.ร.บ. กีฬามวย เพื่อกำหนดให้มวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นการแข่งขันที่ต้องมีความปลอดภัย เพื่อรักษาวัฒนธรรมไทย เพื่อฝึกฝนสู่ความเป็นเลิศทางกีฬาเท่านั้น “สมาคมมวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ (International Federation of Muaythai Amateur) กำหนดระเบียบการแข่งขันไว้ว่า เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ต้องแข่งขันแบบไม่ปะทะคือการแข่งไหว้ครู อายุ 10-11 ปี แข่งขันแบบปะทะกันได้ แต่ไม่ชกหัว อายุ 12-13 ปี กติกาไม่อนุญาตให้กระทำที่ศีรษะแบบรุนแรง เพื่อให้วงการกีฬาสากลยอมรับมวยไทยว่ามีความศิวิไลซ์เพียงพอที่จะเป็นกีฬาโอลิมปิกได้” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว ย้อนไปในปี 2550 นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า เด็กอายุน้อยๆ ที่ขึ้นสังเวียนมวยไทยส่วนใหญ่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เท่าที่ทราบมีราว 8,000 คน ได้ค่าตัวครั้งละ 50-600 บาท โดยแบ่งคนละครึ่งกับทางค่ายมวย นอกจากนี้ยังพบเด็กที่ต้องชกมวยหาเงินเป็นค่าเล่าเรียน แต่ด้วยความที่ขาดเรียนบ่อยๆ จึงถูกกดดันให้ออกจากโรงเรียน อีก 7 ปีต่อมา..ปี 2557 เว็บไซต์ นสพ. Daily Mirror ของอังกฤษ นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง “Poverty-stricken Muay Thai child fighters will continue to pay price long after their careers are over” เนื้อหาว่าด้วยชีวิตของนักมวยรุ่นเยาว์ในประเทศไทย ที่แม้จะพบ “ด้านดี” คือเด็กที่ฝึกมวยสามารถใช้สายตาและมือได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีสมาธิและมีวินัยในตนเอง แต่ก็มี “ผลข้างเคียง” คือเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของสมอง อีกทั้งยัง “ขาดโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือในโรงเรียน” โดยย้ำว่า นักมวยจำนวนมากอำลาสังเวียนตอนอายุ 25 ปี ในสภาพไม่มีเงินเก็บอีกทั้งยังมีอาการบาดเจ็บติดตัว ทว่าสำหรับนักมวยแล้ว “การเจ็บตัวถือว่าคุ้ม” เพราะหมายถึงการมีรายได้ไปช่วยจุนเจือครอบครัว โดยเฉพาะกับผู้ที่มีพื้นเพทางบ้านยากจน เป็นอีกภาพสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมไทย!!!

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้