“ล้นหลาม”
นำเข้าเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [668]  

การวิ่งจากใต้สุดจรดเหนือสุดในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ของนักร้องชื่อดัง “ตูน บอดี้แสลม” หรือ นายอาทิวราห์ คงมาลัย ที่เริ่มจาก อ.เบตง จ.ยะลา เพื่อจะไปสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร เพื่อที่จะหาเงินบริจาคจากประชาชนในการสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ.....

ซึ่งได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง “ล้นหลาม” โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดคือ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ “สีแดง” เป็นพื้นที่ของ “ความขัดแย้ง” ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งตลอดระยะเวลา 13 ปีของการเกิดความรุนแรงระลอกใหม่มีคนตายจากความขัดแย้งแล้วกว่า 6,000 คน บาดเจ็บและพิการอีกหลายหมื่นคน จนทำให้แผ่นดินปลายด้ามขวานเป็นพื้นที่ที่ “คนภายนอก” เข้าใจว่า เป็น “เขตอันตราย” ที่หากหลีกเลี่ยงได้ พวกเขาก็จะไม่ “เหยียบย่าง’” เข้ามาอย่างเด็ดขาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการวิ่งก้าวคนละก้าวของตูน บอดี้แสลม ในครั้งนี้ได้เกิด “ปรากฏการณ์ใหม่” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดกระแส “ตูนฟีเวอร์” เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่ตูนไว้วิ่งผ่าน โดยมีคนในพื้นที่เป็นจำนวนมากได้ออกมาร่วมวิ่ง ออกมาร่วมบริจาคเงิน และออกมาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการถ่ายภาพ “เซลฟี่” กันอย่างมีความสุข ซึ่ง “ความสุข” ในลักษณะแบบนี้ได้ห่างหายจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคได้มานานถึง 13 ปีเต็ม ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นทั้งจากภาครัฐและจากภาคเอกชน แทบไม่เคยที่จะได้รับการตอบรับแบบเป็น “ธรรมชาติ” อย่างที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตูนวิ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจะเป็นการเกินเลยไปหน่อยกับการเปรียบเทียมของใครหลายคนที่เห็นว่า กิจกรรมของตูนในครั้งนี้ได้ทำให้ “ไฟใต้” ดับลงแล้ว หรือ “ความสันติสุข” มาเยือนประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดกับ 4 อำเภอของ จ.สงขลาแล้ว แต่มีข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วจากการวิ่งของตูนในโครงการก้าวคนละก้าวคือ ตูนได้นำ “เมล็ดพันธุ์อันดีงาม” เข้ามาบ่มเพาะในหัวใจของคนส่วนหนึ่งในพื้นที่แห่งความขัดแย้งแล้ว และก็กำลังงอกงามในหัวใจของคนจำนวนหนึ่งเพื่อที่จะสร้าง “สันติสุข” และ “ลดความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นในอนาคต เมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามที่ตูนนำมาเพาะปลูกในหัวใจของคนปลายด้ามขวาน ที่เวลานี้กำลังงอกงามเติบโตเป็น “ต้นกล้าพันธ์ที่ดี” แล้วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าในอนาคตคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะให้การการดูแลและรดน้ำพรวดดินอย่างไร ดังนั้นจึงควรที่จะต้องมีการ “ต่อยอด” ให้ต้นกล้าพันธุ์ดีนี้มีการเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ได้อย่างเป็นระบบ อย่าให้เป็นเพียง “กระแสวูบไหว” ที่พอคล้อยหลังการวิ่งผ่านของตูนไปเพียงไม่กี่วัน ทุกอย่างก็ค่อยๆ จางหายไปกับกาลเวลาที่ผันผ่าน กระแสฟีเวอร์จากปรากฏการณ์ตูน บอดี้แสลม นอกจากจะทำให้เยาวชนมุสลิมทั้งชาย-หญิงที่ได้เคยห่างหายจากการร่วมกิจกรรมในลักษณะของ “พหุวัฒนธรรม” ไปนานมากแล้ว เวลานี้พวกเขาได้เดินกลับมาเข้าร่วมกิจกรรมกับตูนด้วยความเต็มออกเต็มใจกับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคมพหุวัฒนธรรมครั้งนี้แล้วด้วย อย่างไรก็ตาม เราก็ยังได้เห็นปรากฏการณ์ของ “กลุ่มสุดโต่ง” ที่ยังคงพยายามสร้าง “วัฒนธรรมเชิงเดี่ยว” อย่างเข้มข้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการใช้โซเชียลมีเดียโจมตีและประณามผู้ที่เป็นมุสลิม โดยเฉพาะเยาวชนทั้งชายและหญิงที่เข้าร่วมกิจกรรมกับตูนในครั้งนี้ว่า เป็นการกระทำ “ผิดหลักการศาสนา” ทั้งในเรื่องการ “บริจาค” และเรื่องการ “เซลฟี่” ถ่ายรูปกับตูนอย่างถึงพริกถึงขิง นั่นแสดงให้เห็นว่า “บีอาร์เอ็นฯ” และกลุ่มสุดโต่งต่างๆ ยังพยายามที่จะใช้เรื่องศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของคนมุสลิมมาเป็นเครื่องมือข่มขู่ผู้ที่หวาดกลัว ผู้ที่เข้าใจในเรื่องศาสนาแบบไม่ถึงแก่นแท้ เพื่อไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมในรูปแบบพหุวัฒนธรรม อันเป็นการอยู่ร่วมของคนทุกศาสนาในพื้นที่เดียวกัน จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จึงยังสามารถชี้ชัดให้เห็นว่า บีอาร์เอ็นฯ และบรรดากลุ่มสุดโต่งต่างๆ ยังคงใช้เรื่องของ “ศาสนา” เป็น “เครื่องมือ” เพื่อแสวงหาประโยชน์ให้กับขบวนการ การที่มีคนออกมากล่าวอ้างว่า การที่ทำให้คนมุสลิมหนุ่ม-สาวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกมาร่วมกิจกรรมก้าวคนละก้าวกับตูน บอดี้แสลม ได้จำนวนมากในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งในงานด้านมวลชนของขบวนการ เรื่องนี้ถือเป็นการบิดเบือนแน่นอน เพราะเยาวชนคนมุสลิมหนุ่ม-สาวที่ออกมาร่วมกิจกรรมกับก้าวคนละก้าวกับตูน คือกลุ่มมวลชนคนละกลุ่ม กับที่เป็น “มวลชนจัดตั้ง” ของบีอาร์เอ็นฯ เพียงแต่ที่บีอาร์เอ็นฯ ออกมาทำการข่มขู่และโจมตีกลุ่มเยาวชนหนุ่ม-สาวมุสลิมที่ออกมากิจกรรมกับตูน เหตุผลสำคัญเพราะบีอาร์เอ็นฯ หวาดวิตกและหวั่นไหวว่า หากให้กิจกรรมที่ได้รับการตอบรับจากมุสลิมหนุ่ม-สาวเกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่อง อาจจะทำให้บีอาร์เอ็นฯ สูญเสียมวลชนได้ แถมการสร้างมวลชนรุ่นใหม่เข้าสู่ขบวนการทำได้ยากขึ้น ดังนั้นถ้าจะเขียนให้ตรงประเด็นต้องเป็นดังนี้คือ กิจกรรมก้าวคนละก้าวที่ทำโดยตูน บอดี้แสลม ถือเป็น “ของแสลง” ที่บีอาร์เอ็นฯ และกลุ่มสุดโต่งในพื้นที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะเป็นการขัดขวางนโยบายสังคมเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะกับ “นโยบาย 5 ไม่” ที่บีอาร์เอ็นฯ ใช้ในการปลูกระดมคนมุสลิมในพื้นที่ไม่ให้ร่วมสังฆกรรมกับคนต่างศาสนา ซึ่งหาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นำเอาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมก้าวคนละก้าวของ ตูน บอดี้แสลม มาใช้ให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีหลายต่อหลายกิจกรรมที่เกิดขึ้นในระยะเวลาหลายปีมานี้ อย่างในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่เราจะได้เห็นเยาวชนมุสลิมที่เป็น “สตรี” กว่า 80% ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษา และพยายามขวนขวายในการเล่าเรียนอย่างลำบากอยากเย็นเพื่ออนาคตนั้น ปรากฏการณ์เหล่านี้บอกเรื่องราวอะไรมากมายอันเป็นแนวทางของการ “ดับไฟใต้” หรืออย่างการที่เยาวชนมุสลิมชายในพื้นที่ไม่เข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัย นั่นเป็นเพราะเหตุใด และคนเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน ไปทำอะไร ปรากฏการณ์เหล่านี้ก็เป็นผลต่อการดับไฟใต้ที่ควรต้องหาคำตอบที่ชัดเจนให้ได้ หลายปีที่ผ่านมายังมีอีกหลายต่อหลายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อันก่อทั้งคุณประโยชน์และเป็นโทษต่อการดับไฟใต้ เช่น เกิดอะไรขึ้นที่ในวันนี้กลับมีการสื่อสารกันด้วยภาษาไทยมากขึ้น แม้แต่ชื่อของห้างร้านหรือกิจการการค้าต่างๆ ในเมืองใหญ่ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงนิยมที่จะเขียนภาษาไทยตัวโตๆ และภาษายาวีตัวเล็กๆ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ 90% ที่เป็นลูกค้าคือมุสลิม จึงอยากให้ปรากฏการณ์ก้าวคนละก้าวของผู้ชายที่ชื่อ อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้แสลม ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้ จงอย่าได้สูญเปล่า หรือกลายเป็นกระแสที่ผ่านแล้วผ่านไปเหมือกับสายน้ำไหล แต่อยากจะให้มีการรักษา “เมล็ดพันธุ์ความดี” ที่หว่านเพาะโดย ตูน บอดี้แสลม ได้เติบโตเป็น “ต้นกล้าความดี” ต้นแรก เพื่อที่จะแพร่ขยายไปสู่หัวใจของคนทุกคน โดยเฉพาะกับหน่วยงานที่ชูเรื่อง “พหุวัฒนธรรม” เพื่อใช้ต่อสู้กับนโยบายสังคมเชิงเดี่ยวของบีอาร์เอ็นฯ ต้องนำปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไปสังเคราะห์ต่อยอดเป็น “บทเรียน” เพื่อที่จะให้ได้เข้าใจว่า “พหุวัฒนธรรม” ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นด้วยมือหน่วยงานรัฐเท่านั้น เป็นเรื่องที่พันผูกอยู่ในวิถีชีวิตผู้คน อันเกิดขึ้นจากความรัก ความศรัทธาและความจริงใจนั่นเอง

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้