ภูมิพล – “ภูมิ” หมายความว่า “แผ่นดิน” และ “พล” หมายความว่า “พลัง” รวมกันแล้วหมายถึง “พลังแห่งแผ่นดิน
นำเข้าเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [639]  

.....

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร” เสด็จพระราชสพภพเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม 2470 เวลา 08.45 น. (ตรงกับเวลา 20.45 น. ในประเทศไทย) ณ โรงพยาบาลเคมบริดจ์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลเมานท์ ออเบอร์น) เมืองเคมบริดจ์ รัฐเมสสาชูเสตต์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระโอรสองค์เล็กใน “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก” และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระราชทานพระนามว่า “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช” มีความหมายดังนี้ ภูมิพล – “ภูมิ” หมายความว่า “แผ่นดิน” และ “พล” หมายความว่า “พลัง” รวมกันแล้วหมายถึง “พลังแห่งแผ่นดิน” อดุลยเดช – “อดุลย” หมายความว่า “ไม่อาจเทียบได้” และ “เดช” หมายความว่า “อำนาจ” รวมกันแล้วหมายถึง “อำนาจที่ไม่อาจเทียบได้” พระองค์ทรงมีพระบรมเชษฐาธิราช และสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี คือ 1.สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 2.พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จจากสหรัฐอเมริกานิวัตประเทศไทยครั้งแรก ก่อนวันที่ 24 กันยายน 2472 สมเด็จพระบรมราชชนก ได้เสด็จสวรรคต และต่อมาในปี 2476 จึงได้โดยเสด็จพระบรมราชชนนี พร้อมพระเชษฐภคินี และพระบรมเชษฐาธิราช ไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ การศึกษา ทรงศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเมียร์มองต์ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมัน จากนั้นทรงย้ายมาศึกษาต่อชั้นประถมศึกษาและชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียน เอกอล นูแวล เดอลา สวิส โรมองต์ และโรงเรียน ยิมนาส กลาซีค กังโตนาล ต่อจากนั้นทรงเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาที่แผนกวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ วันที่ 2 มีนาคม 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ คณะรัฐบาลไทยได้กราบบังคมทูลเชิญพระโอรสพระองค์ใหญ่ ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระชนมายุ 9 พรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2578 เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ปี 2481 โดยเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 นิวัตประเทศไทย พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี ประทับอยู่ราว 2 เดือน จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ สวิตเซอร์แลนด์ ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2483-2492 เกิดสงครามแผ่ขยายออกไปทั่วโลก หลังสงครามในทวีปเอเชียสิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ.2488 จึงโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล นิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง เสด็จขึ้นครองราชย์ วันที่ 9 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน คณะรัฐบาลจึงได้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ขณะนั้น มีพระชนมายุ 18 พรรษาเศษ เฉลิมพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” และรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการ เพื่อบริหาราชการแผ่นดินแทนพระองค์ เนื่องจากยังทรงพระเยาว์ และยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2489 ณ มหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เช่นเดิม แต่ครั้งนี้ทรงเลือกศึกษาวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ แทนวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชภาระที่ต้องทรงรับในฐานะพระมหากษัตริย์ของประเทศ ทรงหมั้น วันที่ 5 ตุลาคม 2491 ทรงประสบอุบัติเหตุรถยนต์พระที่นั่งที่ทรงขับ ชนกับรถบรรทุกขนาดใหญ่บริเวณทะเลสาปเยนีวา ทรงได้รับบาดเจ็บที่พระเศียร พระพักตร์ และพระเนตรขวา ต้องประทับรักษาพระอาการเป็นเวลานานถึง 5 เดือน จึงทรงมีพระพลานามัยดีเหมือนเดิม ระหว่างประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ ทรงพบกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ต่อมาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประกาศข่าวทรงหมั้นกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงอภิเษกสมรส พ.ศ.2493 เสด็จนิวัตประเทศไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2493 ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2493 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ณ วังสระปทุม ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเช่นเดียวกับพระชาชนทั่วไป พร้อมกับทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา หม่อมราชวงศ์สิติกิต์ กิตติยากร เป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระปรมาภิไธยตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” โดยในโอกาสดังกล่าว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ทรงหลั่งทักษิโณทก ตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจปกครองราชอาณาจักรโดยทศพิธราชธรรม ขณะประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้ นพปฎลมหาเศวตฉัตร ในโอกาสนี้ทรงสถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี” วันที่ 5 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี กลับไปสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง เพื่อรักษาพระพลานามัยตามที่คณะแพทย์ถวายคำแนะนำ และเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวรเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ประทับ ณ พระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน และพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชโอรส พระราชธิดา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชโอรสและพระราชโอรส 4 พระองค์ คือ 1.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติเมื่อ 5 เมษายน 2494 ณ โรงพยาบาลมองซัวนี่ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 2.สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ประสูติเมื่อ 28 กรกฎาคม 2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ 28 กรกฎาคม 2515 และเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 พระองค์ทรงตอบรับคำกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จฯ ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร องค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ของปวงชนชาวไทยในปัจจุบัน 3.สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลนโสภาคย์ ประสูติเมื่อ 2 เมษายน 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ภายหลังทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2520 4.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติเมื่อ 4 กรกฎาคม 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน (ชมประมวลภาพ “คู่พระบารมีในหลวงภูมิพล-พระราชินีสิริกิติ์”) ทรงผนวช วันที่ 22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2499 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร และปฏิบัติพระศาสนกิจเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์เป็นที่เรียบร้อย สมกับที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย จึงทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระราชอิสริยศักดิ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นับเป็นพระองค์ที่ 2 ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติ นับตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ถึง วันที่ 13 ตุลาคม 2559 รวม 70 ปี 4 เดือน 7 วัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พวกเราพสกนิกรชาวไทยทุกคนต่างได้ประจักษ์กับสายตาตัวเองแล้วว่า พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายให้กับพสกนิกรในพระองค์อย่างทรงมิรู้เหน็ดเหนื่อย แม้ในยามที่ทรงพระประชวร ก็ยังคงทรงงานและทรงติดตามสถานการณ์ความทุกข์ยากของพสกนิกรในพระองค์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ทรงรับรู้และเข้าใจปัญหาของราษฎรในชนบทเป็นอย่างดี โดยพระองค์ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการหาทางแก้ปัญหา รวมทั้งพระราชทานแนวทางพระราชดำริให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการโครงการต่างๆ และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อนำไปดำเนินโครงการจำนวนมาก ที่ทรงเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน กระทั่งเป็นที่มาของโครงการพระราชดำริในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 4,600 โครงการ จนอาจกล่าวได้ว่า ทุกหนแห่งบนผืนแผ่นดินไทยที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินไป พรองค์ได้ทรงขจัดทุกข์ยากให้กับพสกนิกรจนแทบหมดสิ้น และพระองค์คือกษัตริย์นักพัฒนายิ่งใหญ่แท้จริง เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรักษาพระอาการประชวร อันเนื่องมาจากพระโรคไข้หวัด และพระปัปผาสะ (ปอด) อักเสบ ในเดือนกันยายน พ.ศ.2552 ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2556 ได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเปลี่ยนพระอริยาบถ ในระหว่างที่เสด็จประทับที่วังไกลกังวลราว 1 ปี ระหว่างนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการต่างๆ เป็นครั้งคราว วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2557 เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากมีพระอาการไข้ คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาจนพระอาการทั่วไปดีขึ้นตามลำดับ ตลาดระยะเวลาที่ประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับพระอาการประชวรให้ทราบเป็นระยะมาโดยตลอด วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคต ความว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมราถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงทราบเป็นระยะแล้วนั้น แม้คระแพทย์ ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชย์สมบัติได้ 70ปี” วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2554 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ ไปโรงพยาบาลศิริราช เพื่อเคลื่อนพระบรมศพไปยังพระบรมมหาราชวัง มีพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา อัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รัฐบาลประกาศให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา 30 วัน และให้ข้าราชการพนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่รัฐ ไว้ทุกข์ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2559 หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาต ให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล สวนพระอภิธรรมพระบรมศพ นอกจากนี้ ประชาชนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมในกันเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพด้วยความจงรักภักดี และระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ (ประมวลภาพ : “13ตุลาฯพระเสร็จคืนฟ้าปวงประชาวิปโยค”)

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้