“...หลักการสำคัญว่าต้องมีน้ำ
นำเข้าเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [594]  

ในจำนวนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ เป็นโครงการที่เกี่ยวกับ น้ำถึง ๒,๐๐๐ กว่าโครงการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดหาแหล่งน้ำ การกักเก็บ การระบาย การควบคุม การทำน้ำเสียให้เป็นน้ำดี การแก้ปัญหาน้ำท่วม ทรงห่วงใยถึงปัญหาวิกฤติการณ์น้ำที่จะเกิดแก่ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะเกษตรกรทั้งประเทศที่มีลมหายใจอยู่ได้ด้วยน้ำ.....

มีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ว่า “...หลักการสำคัญว่าต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้...” การจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวพระราชดำริ มีกระบวนการและวิชาการที่หลากหลาย นับแต่วิศวกรรมเพื่อสร้างเขื่อน สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ การชลประทาน เพื่อจัดหาน้ำและส่งน้ำไปยังพื้นที่เกษตรกรรม กระบวนการเคมี ฟิสิกส์ และอุตุนิยมวิทยา เพื่อทำฝนหลวง การปลูกป่าเพื่อรักษาต้นน้ำลำธารและป้องกันน้ำท่วม การคิดค้นเครื่องกลเพื่อบำบัดน้ำเสีย และหลายสิ่งหลายอย่างก็เป็นเรื่องที่โลกไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งนี้ก็ด้วยความมุ่งมั่นในพระราชหฤทัยและอัจฉริยภาพของพระองค์ อาทิเช่น โครงการฝนหลวง ในการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานเมื่อปี ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรความแห้งแล้งเนื่องจากฝนทิ้งช่วงมาเป็นเวลานาน แต่บนท้องฟ้าก็มีเมฆอยู่ทั่วไป และระหว่างเสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่งผ่านเทือกเขาภูพาน ทรงสังเกตว่าท้องฟ้าบริเวณนั้นก็มีเมฆมาก แต่ไม่อาจก่อตัวเป็นหยดน้ำได้ แนวพระราชดำริที่จะหาน้ำให้ราษฎรในขณะนั้นคือ สร้างฝายกั้นน้ำพร้อมอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตามลาดเขา แล้วหาวิธีบังคับเมฆให้เป็นฝนตกลงมาในพื้นที่ต้องการ ทรงเชื่อว่าลักษณะภูมิอากาศของประเทศไทยสามารถแปรสภาพให้เกิดเป็นฝนได้ ทรงศึกษาวิชาการอุตุนิยมวิทยาและดัดแปรสภาพอากาศ จนมั่นพระราชหฤทัยแล้วจึงพระราชทานแนวพระราชดำริแก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล นักประดิษฐ์วิศวกรการเกษตร เพื่อหาแนวทางปฏิบัติการในท้องฟ้า การทดลองทำฝนเทียมตามพระราชดำริเกิดขึ้นหลายครั้ง ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือราษฎร ทำให้ชื่อของ ฝนเทียม ฝนพระราชทาน หรือชื่อทางการว่า ฝนหลวง เริ่มเป็นที่รู้จัก ในวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าออยู่หัวทรงบัญชาการปฏิบัติการฝนหลวง สาธิตแก่ผู้แทนจากสิงคโปร์ ทรงควบคุมให้เมฆตกเป็นฝนลงสู่พื้นที่เป้าหมาย คือแก่งกระจานภายใน ๕ ชั่วโมง เป็นที่มาของ “วันเทคโนโลยีของไทย”ในวันที่ ๑๙ ตุลาคมของทุกปี ปัจจุบัน ฝนหลวงมิได้เพียงแต่ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วงในประเทศไทยเท่านั้น ยังมีหลายประเทศขอนำวิธีการนี้ไปแก้ปัญหาในประเทศของตนด้วย น้ำดีไล่น้ำเสีย “น้ำดีไล่น้ำเสีย” เป็นแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานในปี ๒๕๒๘ ซึ่งกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับปัญหาน้ำเสียตามแหล่งรับน้ำและคูคลองต่างๆ ในวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๒๘ ได้พระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีไปทอดพระเนตรน้ำเสียตามคลองต่างๆในเขตกรุงเทพมหานคร ที่ประตูระบายน้ำปากคลองเทเวศร์ คลองแสนแสบ และคลองลาดพร้าว และมีพระราชดำรัสว่า “...การจัดระบบควบคุมระดับน้ำในคลองสายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดระบบระบายน้ำในกรุงเทพมหานครนั้น สมควรวางระบบให้ถูกต้องตามสภาพการณ์และลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งควรแบ่งออกเป็น ๒ แผนด้วยกัน คือ แผนสำหรับใช้กับฤดูฝนหรือในฤดูน้ำมากนี้ ก็เพื่อประโยชน์ในการป้องกันน้ำท่วมและเพื่อบรรเทาอุทกภัยเป็นสำคัญ แต่แผนระบายน้ำในฤดูแล้งนั้น ต้องจัดอีกแบบหนึ่งต่างกันไป เพื่อการกำจัดหรือไล่น้ำเสียออกจากคลองดังกล่าวเป็นหลัก ซึ่งทั้งสองระบบนี้ควรจะพิจารณาถึงระบายน้ำ โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการควบคุมระดับน้ำตามลำคลองเหล่านี้...” จากแนวพระราชดำริดังกล่าว จึงบังเกิดกรรมวิธีในการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธี “น้ำดีไล่น้ำเสีย” ช่วยระบายน้ำเน่าเสียในคลองของกรุงเทพฯ จนสามารถลงไปแหวกว่ายได้ โดยอาศัยพลังของพระอาทิตย์พระจันทร์มาช่วยให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง มีค่าใช้จ่ายแต่กระแสไฟฟ้าเปิดปิดประตูน้ำให้ได้จังหวะเท่านั้น อธรรมสู้กับอธรรม แหล่งน้ำเน่าเสียแห่งใหญ่ของกรุงเทพฯแห่งหนึ่งก็คือบึงมักกะสัน ซึ่งกรมรถไฟหลวงขุดไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๗๔ มีเนื้อที่พื้นน้ำประมาณ ๙๒ ไร่ เพื่อเป็นแหล่งระบายน้ำและรองรับน้ำเสีย รวมทั้งน้ำมันเครื่องจากโรงงานรถไฟมักกะสัน อีกทั้งรอบบึงยังมีชุมชนแออัดอยู่ ๓ ชุมชน รวม ๗๒๙ ครัวเรือน ซึ่งต่างก็ถ่ายเทสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยลงในบึง จนเกิดน้ำเน่าเสียและเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงภัยแห่งภาวะมลพิษที่พสกนิกรได้รับ จึงได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่ ๑๕ และ ๒๐ เมษายน ๒๕๒๘ ให้หน่วยงานต่างๆร่วมกันปรับปรุงบึงมักกะสัน โดยใช้วิธี “เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ” ทรงเปรียบเทียบ “บึงมักกะสัน” เป็นเสมือน “ไตธรรมชาติ”ของกรุงเทพมหานคร ดังพระราชดำรัสว่า “...ในกรุงเทพฯต้องมีพื้นที่หายใจ แต่ที่นี่เราถือว่าเป็นไตกำจัดสิ่งสกปรกและโรค สวนสาธารณะถือว่าเป็นปอด แต่ที่นี่เหมือนไตฟอกเลือด ถ้าไตทำงานไม่ดีเราตาย อยากให้เข้าใจหลักของความคิดอันนี้...” แนวพระราชดำริ “ฟอกไต”ของกรุงเทพฯแห่งนี้ก็คือ ให้สูบน้ำจากคลองสามเสนเข้าบึงทางหนึ่ง อีกจุดที่ห่างไปประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ เมตรให้สูบน้ำออกหรือฝังท่อระบายน้ำออกทางอโศก-ดินแดง ตรงกลางบึงมีกอผักตบชวาซึ่งรากมีคุณสมบัติดูดซึมโลหะหนักในน้ำได้ดี และจะเติบโตสูงสุดในเวลาหลังปลูก ๑๖-๑๗ สัปดาห์ จึงต้องเอาผักตบชวาออกทุก ๑๐ สัปดาห์ โดยนำไปใช้ประโยชน์ได้อีก เช่น ทำปุ๋ยหมักหรือเชื้อเพลิง ทรงเรียกวิธีที่ใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสียในบึงมักกะสันว่า “อธรรมสู้กับอธรรม” และทรงอธิบายว่า “เราไม่ต้องการน้ำเสีย มันเป็นอธรรม เป็นตัวโกง ผักตบชวาก็เหมือนกัน ให้มันสู้กันเอง” แม้จะเป็นวิธีธรรมชาติง่ายๆและประหยัด แต่โครงการพระราชดำริในการกำจัดน้ำเสียในบึงมักกะสัน ก็ทำให้ปวงประชามีสุขกันถ้วนหน้า กังหันน้ำชัยพัฒนา ในปี ๒๕๓๑ เป็นต้นมา ภาวะน้ำเน่าเสียในท้องที่ต่างๆมีความรุนแรงยิ่งขึ้นตามความเจริญของเมือง จนการกำจัดด้วยวิธีธรรมชาติไม่อาจยับยั้งได้ทันท่วงที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงคิดค้นหาวิธีที่ได้ผลรวดเร็วกว่าวิธีเก่าที่ใช้มา ที่สำคัญต้องประหยัดและทำได้เอง ไม่ต้องสั่งมาจากต่างประเทศ ในที่สุดก็ทรงได้ความคิดแรกเริ่มมาจาก “หลุก” อุปกรณ์วิดน้ำเข้านาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านของภาคเหนือ ในวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๑ ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำเสียโดยเติมออกซิเจนลงในน้ำ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาศึกษาวิจัยและสนับสนุนงบประมาณ โดยร่วมกับสำนักเครื่องกลของกรมชลประทานสร้างเครื่องต้นแบบ เป็นเครื่องกลหมุนช้าแบบทุ่นลอย มีใบพัดวิดน้ำขึ้นมาสาดกระจายเป็นฝอย เพื่อสัมผัสอากาศได้ทั่วถึง เป็นผลให้ออกซิเจนสามารถละลายเข้าไปในน้ำ และเมื่อตกกลับลงไปที่ผิวน้ำ ก็ทำให้ฟองอากาศจมตามลงไป ทำให้จุลินทรีในน้ำเติบโต ย่อยสลายของเสียในน้ำ ซึ่งปัจจุบันเครื่องกลเติมอากาศลงในน้ำนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ มูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการขอสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หลังจากส่งรายละเอียดสิ่งประดิษฐ์ไปตรวจสอบกับสำนักงานสิทธิบัตรสากล ณ ประเทศออสเตรเลียแล้ว ปรากฏว่ากังหันน้ำชัยพัฒนาเป็นประดิษฐ์กรรมที่มีการประดิษฐ์สูง และเป็นไปตามเงื่อนไขกฎหมายสิทธิบัตรสากล สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมได้ กระทรวงพาณิชย์จึงทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายการจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ ๓๑๒๗ เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ ชื่อที่แสดงการประดิษฐ์คือ “เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำ” และคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ เป็น “วันนักประดิษฐ์ไทย” ปี ๒๕๔๓ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้ขอพระราชทานนำกังหันน้ำชัยพัฒนาไปร่วมงานแสดงนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ของทวีปยุโรป “บรัสเซลล์ ยูเรกา” (Brussels Eureka 2000) ที่ประเทศเบลเยี่ยม ในงานดังกล่าว องค์กรนักประดิษฐ์แห่งเบลเยี่ยม (The Belgian Chamber of Inventor) ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลในฐานะที่ทรงสร้างนวัตกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม และต่อมาได้ขอพระราชทานกังหันน้ำชัยพัฒนาเพื่อติดตั้งที่สวนสาธารณะวูเลเว่ (Woulewe) กรุงบรัสเซลล์ ปี ๒๕๔๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์อุปกรณ์บำบัดน้ำเสียอีกชนิดหนึ่ง คือ เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ RX-5C ซึ่งสามารถใช้งานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ปี ๒๕๔๙ คณะรัฐมนตรีมีมติถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์” ปี ๒๕๕๑ สมาพันธ์นักประดิษฐ์นานาชาติ (International Federation of Inventers Association-IFIA) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฮังการี ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายถ้วยรางวัลนักประดิษฐ์นานาชาติ กังหันน้ำชัยพัฒนา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อม และต่างชาติต่างตระหนักว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงร่วมคิดค้นทดลองเพื่อแสวงหาแนวทางบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก โครงการแก้มลิง จากที่ทรงสังเกตลักษณะอาการเก็บอาหารของลิงเมื่อคนส่งกล้วยให้ ลิงจะปอกเปลือกแล้วเก็บไว้ในกระพุ้งแก้ม จนเมื่อกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้มแล้ว จึงค่อยนำออกมาเคี้ยวแล้วกลืนกินภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงนำวิธีเก็บอาหารของลิงมาเป็นแนวทางในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วม โดยจัดหาพื้นที่รองรับและเก็บกักน้ำในช่วงฝนตกมีน้ำมาก และระบายออกในช่วงที่น้ำลดลง แนวพระราชดำรินี้เกิดขึ้นในช่วงที่กรุงเทพมหานครเผชิญปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภว่า “แก้มลิง” หรือแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติในกรุงเทพฯลดลงมาก เพราะการปลูกสร้างอาคารเพิ่มมากขึ้น บางแห่งสร้างขวางทางน้ำ ทำให้ระบายออกได้ลำบากจึงเกิดน้ำท่วมขัง การเตรียมแก้มลิงหรือคลองขุดและบ่อพักเพื่อชักน้ำมารวมไว้ จะช่วยลดปริมาณน้ำท่วมชุมชนที่พักอาศัยและย่านการค้าได้ เมื่อระดับน้ำลดแล้วจึงค่อยปล่อยลงทะเล นอกจากนี้แก้มลิงยังช่วยทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำ และบำบัดเสียก่อนที่จะผันสู่ทางระบายน้ำสาธารณะ ปัจจุบันในกรุงเทพมหานครมีบึงรับน้ำในลักษณะแก้มลิง ๒๑ แห่ง อยู่ในความดูแลของหน่วยด้วยราชการหรือเอกชน ในภูมิภาคมีโครงการบรรเทาอุทกภัยตามแนวพระราชดำริแก้มลิงได้กระจายอยู่หลายจังหวัด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งน้ำ” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยสำนักงาน กปร. และกรมชลประทาน ร่วมเผยแพร่ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ณ บริเวณลานพระราชวังดุสิต

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้