พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
นำเข้าเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [72]  

รมต.สำนักนายกฯ-โฆษกรัฐบาล ร่วมกันแถลง แจงการอำนวยความสะดวกประชาชน พร้อมเปิดให้เข้าชมริ้วขบวนพระบรมศพ 26 ต.ค. ตั้งแต่ท่ามหาราชถึงศาลหลักเมือง พร้อมปิด 13 เส้นทางวันซ้อมใหญ่ วันนี้ (4ต.ค.) เมื่อเวลา 14:00 น. ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เป็นประธานแถลงข่าวพร้อมด้วยพลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้ร่วมแถลงข่าวเพื่อชี้แจงรายละเอียดในการให้บริการและอำนวยความสะดวกประชาชนที่เข้าร่วมถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช.....

โดยนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ กล่าวว่า ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยากเชิญชวนให้ประชาชนร่วมพิธีในพื้นที่ของตัวเอง เนื่องด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างพระเมรุมาศจำลองทั่วประเทศ และมีการถ่ายทอดสดตามเวลาจริง รวมถึงได้รับความร่วมมือจากในการรับสัญญาณถ่ายทอดสดเสมือนประชาชนได้อยู่ร่วมในพิธีจริง และในช่วงดังกล่าวมีการปิดเส้นทางจราจรหลายเส้นทาง ถ้าเดินเข้ามาในบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงก็จะไม่ได้รับความสะดวก เพราะต้องใช้การเดินทางด้วยรถหรือเรือสาธารณะ และต้องเดินเท้าต่อ และเหตุสำคัญคือต้องการให้ประชาชนที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ได้สัมผัสและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จฯ เยี่ยมเยือนราษฎรของพระองค์มาแล้วทั่วประเทศ ผ่านการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระราชกรณียกิจของในหลวง รัชกาลที่ ๙ และหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนได้ชื่นชมพระเมรุมาศและนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ในช่วงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช จะมีการปิดถนนหลายเส้นทางและคาดว่าประชาชนอาจจะมาร่วมพระราชพิธีฯ มากเช่นกัน ถึงแม้มีการเตรียมอาหาร น้ำดื่ม รถสุขา รถ และเรือสาธารณะไว้ให้บริการฟรี แต่อาจไม่ทั่วถึง จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนเตรียมพร้อมดูแลตัวเองเบื้องต้นในการรับประทานอาหารมาก่อน หรือนำอาหารและน้ำดื่มติดตัวมาด้วย เตรียมยาประจำตัวมาให้พร้อม และสิ่งสำคัญคือบัตรประจำตัวประชาชน นายออมสิน กล่าวต่อว่า สำหรับประชาชนที่ต้องการชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระบรมศพ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ต.ค. พ.ศ.2560 เพื่อน้อมถวายควาทอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ประชาชนจะต้องเดินเท้าผ่านจุดกรองจำนวน 9 จุด ใหญ่ ดัง นี้ แยกสะพานมอญ ท่าช้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม่พระธรณีบีบมวยผม ถนนกัลยาณไมตรี แยกสะพานช้างโรงสี แยกพระเชตุพน ท่าพระจันทร์ และใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยสิ่งจำเป็นที่ต้องพกมาคือบัตรประจำตัวประชาชน น้ำและอาหาร งดของมีคมและสิ่งอันตราย เมื่อผ่านจุดคัดกรองแล้วประชาชนสามารถจับจองพื้นที่ได้บริเวณริมฟุตบาทตรงข้ามพระบรมมหาราชวังตามเส้นทางถนนมหาราช ถนนสนามไชย และยาวถึงหน้าศาลหลักเมือง โดยขอความร่วมมือให้อยู่ในการสงบสำรวม รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ขณะที่การปิดเส้นทางจราจรในช่วงวันซ้อมใหญ่วันที่ 7, 15, 21 ตุลาคม 2560 และวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 26 ต.ค.2560 คณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและจราจร จะดำเนินการปิดการจราจรงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ โดยเส้นทางปิดจราจรทางบก 13 เส้นทาง ได้แก่ ถนนเจริญกรุง ถนนสุรวงศ์ ถนนพระราม6 ถนนพิษณุโลก ถนนราชดำเนินกลาง ถนนเพลินจิต ถนนสาทรใต้ ถนนสาทรเหนือ ถนนพระราม 4 ถนนสุขุมวิท ถนนวิทยุ ถนนราชดำเนินใน ถนนสนามไชย สำหรับประชาชนที่จะเดินทางร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดการจราจรโดยรอบท้องสนามหลวงในหลายเส้นทาง พร้อมทั้งห้ามนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เข้าจอดรถส่วนบุคคล ทั้ง 2 ฝั่ง ตั้งแต่วันที่ 25-29 ต.ค. พ.ศ.2560 ดังนี้ ถนนราชดำเนินใน ถนนสนามไชย (ทั้งเส้น) ถนนหลักเมือง ถนนกัลยาณไมตรี ถนนเจริญกรุง ถนนพระพิพิธ ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช (ข้างพระบรมมหาราชวัง) ถนนมหาราช (ข้างวัดพระมหาธาตุ) ถนนพระจันทร์ ถนนเศรษฐการ ถนนเชตุพน ถนนพระยาเพชร ถนนหน้าพระลาน ถนนหน้าพระธาตุ ถนนราชินี ถนนพระอาทิตย์ และซอยสราญรมย์ เส้นทางปิดจราจรทางน้ำ ตั้งแต่วันที่ 25-27 ต.ค. พ.ศ.2560 และวันที่ 29 ต.ค. พ.ศ.2560 เพื่อรองรับผู้โดยสารเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ โดยกรมเจ้าท่าประกาศกำหนดให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ควบคุมการเดินเรือเฉพาะคราว ดังนี้ ด้านเหนือ สะพานกรุงธนบุรี ด้านใต้ สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน วันที่ 25 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 12.00-21.00 น. วันที่ 26 ต.ค. เวลา 06.00-23.00 น. วันที่ 27 ต.ค. เวลา 08.00-14.00 น. อย่างไรก็ตามห้ามเรือเดินทะเล เรือที่ลากจูงเรือลำเลียงสินค้า เรือบรรทุกสินค้าอันตราย ผ่านตามวันเวลาที่กำหนด ยกเว้นเรือของหน่วยราชการ ที่รักษาการณ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ส่วนเรือด่วนเจ้าพระยา งดใช้ท่าเรือท่าช้าง ท่าพระอาทิตย์ และท่าราชืนีด้านเหนือให้ใช้ท่าเรือเทเวศร์ ด้านใต้ให้ใช้ท่าเรือตลาดยอดพิมาน ขณะเดียวกัน กรมท่าเรือ และสมาคมเรือไทย ได้เปิดให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ดังนี้ ด้านเหนือ ให้บริการรับ-ส่ง จำนวน - ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือกระทรวงพาณิชย์ ท่าเรือท่าน้ำนนทบุรี ท่าเรือสะพานพระราม 8 ด้านใต้ ให้บริการรับ-ส่ง จำนวน 2 ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือสาทร ท่าเรือยอดพิมาน ในวันที่ 25-26 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. และวันที่ 27 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 10.00-15.00 น.

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้