เปิดเบื้องหลังแผนปล้นสะท้านเมือง
นำเข้าเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [620]  

พลิกคดีปล้นสะท้านเมือง กระชาก'สุพจน์'จากสูงสุดสู่ก้นเหวคดี'ยึดทรัพย์' วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560, 16.49 น. อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ปล้นสะท้านเมือง กลายเป็นคดีสะท้านประเทศไทยอีกหนึ่งคดี สำหรับกรณีของ “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็มีคำพิพากษาให้จำคุก 10 เดือนฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ แต่นี่ก็ต้องบอกว่าเป็นเพียง “วิบากกรรม” ด่านแรกเท่านั้นสำหรับอดีตปลัดคมนาคมคนนี้.....

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 เชื่อว่าหลายคนยังคงจำได้ดีสำหรับคดี “ปล้นสะท้านเมือง” เมื่อกลุ่มคนร้ายสวมชุดไอ้โม่งบุกเข้าปล้นบ้าน “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงปลัดกระทรวงคมนาคม โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 ในขณะที่ “สุพจน์” กำลังร่วมงานฉลองมงคลสมรสของบุตรสาวที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ก็มีกลุ่มคนร้ายบุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 77 ซึ่งอยู่ภายในซอยลาดพร้าว 64 เขตวังทองหลาง กทม. ซึ่งขณะนั้นมีแม่บ้านและสาวใช้เหลืออยู่ภายในบ้านเพียง 4 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 1 คนที่วิ่งหลบไปซ่อนตัวในห้องน้ำได้ ส่วนคนอื่นๆ ถูกจับมามัดรวมไว้ภายในบ้าน ก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะบังคับให้สาวใช้ 2 คน พาไปห้องนอนของ “สุพจน์” ก่อนช่วยกันรื้อค้นและขนถุงภายในห้องจำนวนมากออกมาขึ้นรถปิ๊กอัพ ก่อนจะพากันหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่คนร้ายกำลังก่อเหตุ สาวใช้ที่หลบไปอยู่ในห้องน้ำ ได้พยายามโทร.แจ้งตำรวจ 191 แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงตัดสินใจโทร.ไปแจ้งเหตุให้เจ้านายทราบ ก่อนที่ “สุพจน์” จะร้องขอให้นายตำรวจที่รู้จักกันให้ช่วยตรวจสอบ ก่อนจะมีการประสานข้อมูลกับตำรวจท้องที่ คือ สน.วังทองหลาง และตำรวจ 191 ให้ตรวจสอบ นี่เองที่อาจเป็นจุดพลิกผันสำคัญของคดี เพราะว่ากันว่าหากไม่มีการแจ้งตำรวจ หรือหาก “สุพจน์” มาพบเห็นเหตุการณ์ที่บ้านเสียก่อน ก็อาจทำให้ตัดสินใจไม่แจ้งความตามมาก็ได้ โดยคล้อยหลังการแจ้งความไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาถึง แต่ก็พบเพียงถุงและกระเป๋าจำนวนมากที่มีรอยเปิดและรอยมีดกรีดที่คนร้ายทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ส่วนสิ่งของภายในกระเป๋าสูญหายไปจนหมด โดยไม่มีใครรู้ว่าคืออะไร ในคราวนั้น “สุพจน์” ให้การว่าเงินที่หายไปเป็นเงินสินสอดและเงินใช้จ่ายงานแต่งงานของบุตรสาวประมาณ 5 ล้านบาท รวมทั้งเงินใส่ซองช่วยงานที่ได้มาในช่วงเช้าอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้แกะออกมานับ จึงไม่ทราบว่าเป็นจำนวนเท่าใด ส่วนสาวใช้ได้ให้การเพิ่มเติมว่า ขณะถูกคนร้ายจับมัด คนร้ายบอกพวกเธอว่าไม่ให้ต่อสู้หรือขัดขืน เพราะไม่ได้คิดจะมาทำร้ายใคร “ที่มา เพราะเจ้านายให้มาเอาของที่เจ้านายเธอเอาไปเท่านั้น” นี่คือคำให้การที่เป็น “ปริศนา” ที่ทำให้ชวนสงสัยอย่างยิ่งว่า “ของ” ภายในถุงนั้น คืออะไร! ขณะที่จากการสอบสวนเบื้องต้น ก็ชี้ให้เห็นว่า คนร้ายน่าจะมีการวางแผนมาอย่างดี และเมื่อมาถึงก็พุ่งตรงไปยังห้องนอนของ นายสุพจน์ เท่านั้น โดยไม่สนใจรื้อค้นทรัพย์สินจุดอื่นๆ ในบ้านแม้แต่นิดเดียว ปริศนาคลี่คลาย-ที่แท้ปล้น200ล้าน อย่างไรก็ดี ชุดสืบสวนนำโดย พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. และ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. ในขณะนั้น ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็ได้รับเบาะแสสำคัญจากกลุ่ม “ขาใหญ่” ในสนามม้านางเลิ้งว่า เคยได้ยินคนใกล้ชิดที่เดินตามอดีตนายทหารผู้กว้างขวางรายหนึ่งพูดถึงการวางแผนปล้นเงินคืน “เจ้านาย” รวมทั้งช่วง 2-3 เดือนก่อนเกิดเหตุ มีคนพยายามติดต่อหารถยนต์และอุปกรณ์อีกหลายชนิดเพื่อทำ “งานใหญ่” เจ้าหน้าที่จึงตามแกะรอยย้อนกลับไป กระทั่งวันที่ 15 พฤศจิกายน หรือเพียง 3 วันให้หลังจากการปล้น ก็สามารถจับกุม นายสิงห์ทอง ในชมชื่น หรือ “ไก่” ได้ที่ย่านคลองเตยเป็นรายแรก หลังเอาตัวมาเค้นได้ไม่นาน นายไก่ ก็ยอมคายทุกอย่างออกมาชนิดหมดเปลือก พร้อมกับนำเงินสด 5 แสนบาท และสร้อยคอทองคำมามอบให้เจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่า ได้รับส่วนแบ่งมา 3 ล้านบาท แต่ใช้ไปจนเหลือเพียงเท่านี้ เวลาไล่เลี่ยกันเจ้าหน้าตามจับ นายเสาร์แก้ว นามวงค์ ชาว จ.เชียงราย ได้อีกราย พร้อมเงิน 2 ล้านบาทเศษ โดย นายเสาร์แก้ว และนายไก่ ให้การซัดทอดไปถึงอีกหลายคน พร้อมกับซัดทอดไปถึง นายวีระศักดิ์ เชื่อลี หรือ “โก้” อายุ 36 ปี ว่า เป็นหัวหน้าแก๊งและเป็นเจ้าของรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ 4 ประตู สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน กฉ 1166 กาญจนบุรี ที่ใช้ก่อเหตุ กลุ่มผู้ต้องหายังให้การตรงกันว่า นายโก้ เป็นผู้วางแผนและเตรียมการทุกอย่างทั้งหมด โดยลงทุนไปเช่าคอนโดมิเนียมตรงข้ามบ้านของ นายสุพจน์ นานหลายเดือนเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว และต่างเชื่อว่าน่าจะมีคนสั่งการที่อยู่เหนือ นายโก้ อีกทอดหนึ่ง จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้เปิดฉากไล่ล่าจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มีบางส่วนที่ตัดสินใจเข้ามามอบตัวเอง เบ็ดเสร็จได้ผู้ต้องหามา 10 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีคนที่น่าสนใจที่สุด นั่นคือ นายชยธัช จันนะชัย หรือ เอก อายุ 34 ปี ลูกชาย นางชุติมา จันทร์ผ่อง อดีตเลขานุการของ นายสุพจน์ นั่นเอง! กลุ่มผู้ต้องหาได้ให้การพาดพิงไปถึง นายชยธัช ว่าเป็นที่มาของแผนการปล้นครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม หลังถูกออกหมายจับ นายชยธัช ได้เดินทางเข้ามอบตัว พร้อมให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปล้น แต่ยอมรับว่า เป็นคนนำข่าวเรื่องเงินในบ้าน นายสุพจน์ ไปบอกกับ นายบุญสืบ โจมกัน หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้ และ นายบุญสืบ ก็นำเรื่องไปบอก นายโก้ จนนำไปสู่การวางแผนปล้นในที่สุด เปิดเบื้องหลังแผนปล้นสะท้านเมือง นายชยธัช อ้างวว่า นายบุญสืบ เพื่อนในกลุ่มขี่รถจักรยานยนต์ช็อปเปอร์ ที่รู้จักกันมากว่า 10 ปี ส่วนที่สามารถรู้เรื่องเงินของ นายสุพจน์ นั้น เนื่องมาจากมารดา คือ นางชุติมา เป็นเพื่อนสนิทของภรรยา นายสุพจน์ มาก่อน และต่อมาก็ถูกดึงตัวมาเป็นเลขานุการของ นายสุพจน์ จึงทำให้ทราบข้อมูลทางลึกต่างๆ ทั้งนี้การทำงานในช่วงแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ต่อมาถูกคนใกล้ชิดของ นายสุพจน์ เขม่น เนื่องจากเวลาจะติดต่อเรื่องต่างๆกับ นายสุพจน์ จะต้องเข้าหา นางชุติมา เพียงคนเดียวก่อน ทำให้คนใกล้ชิดคนดังกล่าวไม่พอใจ มีการกดดันกันเกิดขึ้น และเรื่องได้บานปลายออกไปจนกระทั่ง นางชุติมา ต้องยอมเออร์ลี่รีไทร์ ขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด นี่เป็นสาเหตุสำคัญ นายชยธัช อ้างว่ารู้สึกเจ็บแค้นแทนแม่ จึงนำเรื่องของ นายสุพจน์ มาเล่าให้ นายบุญสืบ ฟัง ขณะที่จากการประมวลคำให้การของผู้ต้องหารายอื่นๆ ทราบว่า ภายหลัง นายบุญสืบ ทราบเรื่องเรื่องเงินที่ถูกซุกซ่อนภายในบ้านของ นายสุพจน์ ก็ได้นำเรื่องไปคุยกับ นายโก้ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท และเป็นคนใกล้ชิดของคนมีสี โดย นายโก้ สนใจเรื่องของ นายสุพจน์ มาก เพราะเชื่อว่าเงินในบ้านน่าจะเป็นเงินที่มีปัญหา ไม่เช่นนั้นคงนำไปฝากธนาคาร นี่จึงนำมาซึ่งการวางแผนการปล้น เพราะมั่นใจว่า นายสุพจน์ จะไม่แจ้งความแน่นอน! จากนั้น นายโก้ จึงได้ชักชวน นายไก่ ให้มาร่วมทีมปล้น แต่กว่าจะได้ลงมือก็ต้องใช้เวลาเป็นปี เนื่องจากทีมงานที่มาร่วมหลายคนขอตัวตัว เพราะเกิดความลังเลเนื่องจากเห็นว่าเป็นบ้านข้าราชการระดับสูง และไม่เชื่อว่าจะมีเงินซุกซ่อนอยู่ในบ้านของ นายสุพจน์ เป็นจำนวนมากจริง อย่างไรก็ตาม นายโก้ และ นายไก่ ก็ยังคงเดินหน้าแผนการของตัวเอง โดยฟอร์มทีมปล้นชุดใหม่ขึ้นมา และร่วมกันลงมือจนขนเงินมาได้สำเร็จดังกล่าว ยันขนออกมา200ล้านยังเหลือเป็นพันล้าน จากการสอบสวน ผู้ต้องหายังให้การรับสารภาพว่า มีเงินซุกซ่อนอยู่ในห้องของ นายสุพจน์ จริง โดยน่าจะมีเป็นพันล้านบาท แต่กลุ่มผู้ต้องหาสามารถขนออกมาได้เพียงประมาณ 200 ล้านบาท โดยหลังจากลงมือปล้น ทั้งหมดได้มารวมตัวกันที่บ้านของ นายไก่ โดยทั้งหมดยืนยันว่า นายโก้ ได้นำเงินก้อนแรกประมาณ 20 ล้านบาทให้ นายไก่ นำมาแบ่งให้ทีมปล้นคนอื่นๆ เป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนี ส่วนที่เหลือ นายโก้ บอกว่า จะนำมาแบ่งให้ภายหลัง ขณะที่ นายบุญสืบ ยอมรับว่า นายโก้ นำเงินประมาณ 35 ล้านบาทมามอบให้ จึงนำมาแบ่งเป็นหลายส่วนแล้วกระจายไปฝากให้พรรคพวกเก็บเอาไว้ โดยหวังจะกลับมาเอาคืนเมื่อเรื่องซา แต่สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง คือ เหตุการณ์ปล้นครั้งนี้กลับผิดแผน เพราะไม่คิดว่าจะมีการแจ้งเหตุให้ตำรวจรับทราบ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาก็มีคนที่รู้เรื่องแผนการปล้นครั้งนี้เยอะมาก เพราะ นายโก้ กับ นายไก่ ติดต่อทีมงานไว้หลายชุด จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนจับกุมตัวและคลี่คลายคดีได้อย่างไม่ยากเย็น ไอ้โก้-เงิน150ล้านยังล่องหนไม่มีใครได้ข่าว โดยสำหรับในส่วนของคดีปล้นที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมและส่งฟ้องผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย โดยศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 60 บาท นายสิงห์ทอง หรือ เสธ.ไก่ ใจชมชื่น จำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธและยานพาหนะ ขณะที่ นายเสาร์แก้ว นามวงค์ และนายสมบูรณ์ หรือบูรณ์ ริยะเทน จำเลยที่ 2–3 จำคุก 9 ปี และปรับ 45 บาท นายบุญสืบ หรือสืบ โจมกัน จำเลยที่ 4 และนายวณัญกฤต หรือจ่อย บุตรกันหา จำเลยที่ 6 จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันรับของโจร ส่วน นายวุฒิชัย หรือวุฒิ พันธวารี จำเลยที่ 5 และ น.ส.วาสนา สาเพิ่มทรัพย์ จำเลยที่ 9 จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน, นายชยธัช หรือเอก จันนะชัย จำเลยที่ 8 จำคุก 8 ปี ฐานสนับสนุนการปล้นทรัพย์ ส่วน นายประพันธ์ เรียงเครือ จำเลยที่ 7 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับฝากเงินจำนวน 9 ล้านบาท ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เป็นคดีหมายเลขแดง อ.1119/2556 อย่างไรก็ตาม สำหรับตัว นายวีระศักดิ์ หรือ โก้ หัวหน้าแก๊งปล้นและเป็นกุญแจดอกสำคัญในคดี ปรากฏว่า ภายหลังจากแบ่งเงินให้กับทีมปล้นแล้ว ก็นำเงินที่เหลือซึ่งคาดว่ายังมีอีกกว่า 150 ล้านบาทหนีหายเข้ากลีบเมฆไปทันที โดยมีรายงานว่า นายโก้ ได้หอบเงินหนีข้ามไปอยู่ในเขต สปป.ลาว โดยมีการจ่ายเงินให้ผู้มีอำนาจในพื้นที่รายหนึ่งจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อให้ความคุ้มครอง แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีใครยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ “นายโก้” ยังมีชีวิตอยู่เสวยสุขกับเงินที่เหลืออีกจำนวนมหาศาล หรือถูกฆ่าตัดตอน หรือจะมีชีวิตเป็นอย่างไร หลังเกิดเหตุครั้งนั้น ก็แทบไม่เคยมีใครได้ข่าวหรือสามารถยืนยันเรื่องราวของนายโก้ได้อีกเลย! ชีวิต“สุพจน์”ดิ่งเหวถูกปลด-ยึดทรัพย์ ขณะที่ชะตาชีวิตของ สุพจน์ ภายหลังจากเหตุการณ์ปล้นดังกล่าว ซึ่งทำให้สังคมเกิดความงุนงงสงสัยถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ “ซุกเงิน” ไว้ในบ้านของตัวเองนับพันล้านว่าเป็นจริงหรือไม่ และเงินก้อนนั้นมาจากไหน ก็ปรากฏว่า คล้อยหลังจากที่เจ้าหน้าที่ปิดคดีได้ในวันที่ 16 พฤศจิกายน หรือเพียง 4 วันหลังการปล้น สุพจน์ ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ปลัดกระทรวงคมนาคม ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็ต้องเผชิญกับวิบากกรรมการตรวจสอบของ ป.ป.ช. กระทั่งมีการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิด สุพจน์ ว่าร่ำรวยผิดปกติ และจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยในกรณีหลังสุดศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้วในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ คือ สั่งจำคุก สุพจน์ เป็นเวลา 10 เดือนโดยไม่รอลงอาญา แม้นาทีนี้ สุพจน์ จะรอดพ้นคุกตะรางมาได้ โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 2 ล้านบาท ในระหว่างยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาตามสิทธิในรัฐธรรมนูญใหม่ แต่หนทางข้างหน้าของ “สุพจน์” จากนี้ไปอีกไม่นาน คงบอกได้เพียงคำเดียวว่าสิ่งที่รออยู่จะเหลือแต่ “ของจริง” ล้วนๆ ทั้งในคดีชี้แจงทรัพย์สินอันเป็นเท็จ รวมถึงการจัดการกับกรณีร่ำรวยผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีที่อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ยึดทรัพย์ของ สุพจน์ รวม 19 รายการ ซึ่งคดีได้งวดมาจนถึงชั้นศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินมูลค่า 46,141,038.83 บาท ขณะที่ต่อมาศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินเพิ่มเป็นมูลค่าถึง 64,998,587.52 บาท ตั้งแต่นี้ไป จึงเป็นการนับถอยหลังเพื่อชี้ชะตาของ “สุพจน์” ว่าจะอยู่หรือจะไป จะพ้นจากก้นเหวคดียึดทรัพย์-ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ...อีกไม่นานคงได้รู้กัน

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้