“หนึ่งความคิด”
นำเข้าเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [88]  

“สุรวิชช์ วีรวรรณ” สัปดาห์ที่ผ่านมามีคำถามถึง ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ...จากหลายฝ่ายโดยเฉพาะ คุณรสนา โตสิตระกูล ว่า “คสช.เตรียมออกกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจอำพรางแบบยกเข่งโดยผ่านสภาเสียงข้างเดียว กินรวบหนักกว่ายุคทักษิณหรือไม่?”.....

อย่าลืมว่า หลายอย่างที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลนี้นั้นก่อให้เกิดข้อครหาว่า รัฐบาลกระทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนและภาคเอกชนมาเกินไปหรือไม่ เพราะรัฐบาลนี้ได้ดึงเอากลุ่มทุนไปกำหนดบทบาทด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลจนประชาชนเกิดความเคลือบแคลง รวมถึงผลกระทบและข้อเคลือบแคลงในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐในอดีต เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมาเป็นปตท.ที่มีข้อสงสัยมาตั้งแต่การซื้อขายหุ้น แต่ดำเนินธุรกิจโดยเอาประโยชน์จากความเป็นรัฐวิสาหกิจแต่ปกปิดซ่อนเร้นบางอย่างโดยอ้างว่าเป็นเอกชนเมื่อถูกตรวจสอบ รวมถึงการขยายบริษัทออกเป็นบริษัทลูกหลานเหลนโหลนจนยากจะตรวจสอบ ข้อห่วงใยที่สำคัญของคุณรสนาคือ ในอนาคตเมื่อบรรษัทฯต้องการเพิ่มทุนในรัฐวิสาหกิจใด หากรัฐไม่สามารถเพิ่มทุนหรือไม่ต้องการเพิ่มทุนก็ต้องเปิดให้เอกชนมาถือหุ้นแทน ซึ่งคือกระบวนการแปรรูปอำพรางโดยที่คราวนี้ประชาชนจะคัดค้านเหมือนสมัยแปรรูปรัฐวิสาหกิจผ่านกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจไม่ได้อีกแล้ว เพราะเป็นการแปรรูปผ่านกระบวนการเพิ่มลดทุนในตลาดหลักทรัพย์ ใช่หรือไม่ หุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจ11แห่งก็ถูกลดสัดส่วนลงไปเรื่อยๆ จนรัฐวิสาหกิจอาจหมดสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจไปเลยโดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสรับรู้ กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วกับธนาคารกรุงไทยที่บัดนี้หมดสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจไปแล้ว เพราะปัจจุบันกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นในธนาคารกรุงไทยเกิน50% ไปแล้ว การแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.) ของอดีตนายกฯ ทักษิณโดยไม่แบ่งแยกสาธารณสมบัติ ไม่แบ่งแยกอำนาจและสิทธิมหาชน ก็สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาลแล้ว จนศาลปกครองสูงสุดต้องมีคำสั่งให้แบ่งแยกสาธารณสมบัติคืนกระทรวงการคลัง และไม่ให้ ปตท.ใช้สิทธิและอำนาจมหาชนของรัฐอีก มาคราวนี้รัฐบาล คสช.น่าจะหนักข้อกว่ารัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณใช่หรือไม่ ที่ถึงกับจะเอาบริษัทรัฐวิสาหกิจ11แห่งที่มีทรัพย์สินรวมกันมูลค่ามหาศาลประมาณ 6ล้านล้านบาท ซึ่งมีทั้งทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติ รวมทั้งอำนาจและสิทธิมหาชน เตรียมเปิดขายเหมาเข่ง เป็นกระบวนการผ่องถ่ายทรัพย์สินของรัฐให้เอกชนใช่หรือไม่ การจัดตั้งบรรษัทฯ และการรวบเอากรรมสิทธิ์ในหุ้นรัฐวิสาหกิจไปรวมศูนย์ไว้ในมือของบรรษัทฯ นั้น นอกจากมิได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศไทย และไม่สามารถพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจให้ดีขึ้นแต่อย่างใดแล้ว บรรษัทฯยังสามารถจะใช้ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนกับนักธุรกิจในประเทศและในต่างประเทศได้ ซึ่งการดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นจะต้องมีการถกเถียงในทางการเมืองเสียก่อน และจำเป็นจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบครบถ้วนโดยรัฐสภาเสียก่อน มิใช่ปล่อยให้สนช.ซึ่งเป็นสภาเสียงข้างเดียวที่แต่งตั้งมาโดยรัฐบาลคสช.มาตัดสินใจแทนคนไทยทั้งประเทศผู้เป็นเจ้าของสมบัติชาติที่แท้จริง ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงว่า ร่าง พรบ.พัฒนารัฐวิสาหกิจ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และไม่เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่มีวัตถุประสงค์หลักในการปฏิรูปและยกระดับประสิทธิภาพ การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจผ่านการส่งเสริมให้มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี โปร่งใส มาใช้กำกับรัฐวิสาหกิจ และนำมาตรการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปแต่อย่างใด นายเอกนิติชี้แจงโดยสรุปคือ บรรษัทถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง100% การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนหุ้นนั้นคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ต้องเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี อันเป็นการสร้างขั้นตอนการลดสัดส่วนหุ้นของรัฐวิสาหกิจขึ้นอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้เกิดความรอบคอบ จากเดิมที่เป็นเพียงมติคณะรัฐมนตรีที่กระทรวงเจ้าสังกัดแต่ละแห่งจะสามารถเสนอขอลดสัดส่วนได้เอง ดังนั้น ข้อวิจารณ์ที่ว่า หุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจจะถูกลดสัดส่วนไปเรื่อยๆ จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งจากคำตอบข้อนี้ของนายเอกนิติและเมื่อเราไปอ่านมาตรา11(4)และ(8)ก็ชัดเจนว่า ที่นายเอกนิติอ้างว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และไม่เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เมื่อสัดส่วนการถือหุ้นถูกแปรเปลี่ยนไปได้เพียงแค่ต้องเสนอต่อครม.ก็ชัดเจนว่า ร่างกฎหมายนี้นำไปสู่วัตถุประสงค์เพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้ เพียงแต่สิ่งที่พออ้างได้ก็คือ ต้องเสนอผ่านครม.เท่านั้น แต่โดยที่มาของคนร.กับตำแหน่งของครม.ก็เป็นตำแหน่งที่ซ้อนทับกันอยู่แล้ว เพราะประธานคนร.คือนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีอีก1คนซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีอื่นอีก2คน ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้บริหารหน่วยงานที่อยู่ใต้กำกับของนายกรัฐมนตรี มาตรา11(8)ที่นายเอกนิติอ้างนั่นแหละเขียนว่า เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการควบหรือยุบเลิกรัฐวิสาหกิจและการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนในหุ้นที่บรรษัทถือครองพ้นสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจหรือทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจ รวมถึงมาตรา11(4)ที่ว่า กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังหรือบรรษัทในรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดโดยความเห็นของของคณะรัฐมนตรี เราจะไม่พูดนะครับว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจดีหรือไม่ดีเพราะที่ผ่านมามีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่จากมาตราที่ยกมาเท่ากับว่าร่างกฎหมายฉบับนี้การแปรรูปหรือเปลี่ยนสภาพรัฐวิสาหกิจทำโดยอำนาจคณะรัฐมนตรี แล้ว ครม.เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ประชาธิปไตยมันก็คืออำนาจการเมืองนั่นเอง ถ้าเราได้นายกรัฐมนตรีแบบทักษิณอีกจะเป็นอย่างไร นายเอกนิติ ชี้แจงว่า บรรษัทฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด โดยกระทรวงการคลังทำหน้าที่ควบคุมการใช้จ่ายและการลงทุนของบรรษัทฯ รวมถึงประเมินผลการทำหน้าที่ของบรรษัทฯ คู่ขนานไปกับ คนร. ที่จะกำกับการดำเนินการของบรรษัทฯ ให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีความพร้อมในการแข่งขันเชิงพาณิชย์และสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยยังคงความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้ อันเป็นหลักการและเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ ดังนั้น ร่างกฎหมายนี้จึงมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการดำรงความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้ แม้นายเอกนิติจะชี้แจงยืนยันตามร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า ให้กระทรวงการคลังถือหุ้นบรรษัท100% แต่ดูเหมือนที่เขาห่วงใยกันการถือการเปลี่ยนแปลงสภาพของรัฐวิสาหกิจในสังกัดทั้ง11แห่ง เช่นที่ที่เกิดขึ้นกับการเล่นแร่แปรธาตุรัฐวิสาหกิจก็คือ กรณีของปตท. หรือกฟผ.ที่ถูกนำไปแตกเป็นบริษัทลูกหลานเหลนโหลน เหมือนที่กัปตันโยธิน ภมรมนตรี ตั้งคำถามว่า ต่อไปบริษัทลูกของการบินไทย เช่น ไทยสไมล์ที่ได้เส้นทางบินในภูมิภาคไปทั้งหมดจะถูกขายอออกไปใช่หรือไม่ หรือBusiness Unit ของการบินไทยอย่างฝ่ายโภชนาจะถูกขายออกไปใช่หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องตอบลงไปในรายละเอียดมากกว่าพูดถึงแต่โครงว่า กระทรวงการคลังถือหุ้นบรรษัท100% เพื่อให้เกิดการบริหารมีประสิทธิภาพ การแข่งขัน บลาๆ แบบนี้ เพราะเราไปดูโครงสร้างของคนร.แล้ว นอกจากที่ว่ามาคือมาจากคณะรัฐมนตรีบวกกับข้าราชการในกำกับคือ ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาฯกฤษฎีกา เลขาฯสภาพัฒน์ ผอ.สำนักงบฯ และประธานบรรษัท แล้วยังมีผู้ทรงคุณวุฒิ5คน พอไปดูที่มาของผู้ทรงคุณวุฒิในมาตรา15ก็กำกับไว้ให้เอามาจากอดีตข้าราชการคือ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง อดีตเลขาสภาพัฒน์ อดีตผอ.สำนักงบประมาณ รวม5คน และจากกลุ่มทุนคือ ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานหอการค้า และประธานสมาคมธนาคารอีก2คน ซึ่งจะเห็นว่า คนร.นั้นถูกควบคุมโดยระบบข้าราชการกับฝ่ายการเมือง ร่วมกับกลุ่มทุนซึ่งถ้ารัฐบาลที่เข้ามาเป็นกลุ่มทุนการเมืองแบบทักษิณด้วยแล้วก็จะสนุกมากส่วนฝ่ายบริหารคนร.จะแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ9คนเป็นกรรมการบริหารบรรษัทรัฐวิสาหกิจ แล้วเลือกเป็นประธานกรรมการและรองประธานกรรมการขึ้นมา ซึ่งมันเกิดคำถามนะครับว่า กรรมการทั้ง9คนนั้นจะมีความรู้ความสามารถระดับไหนที่จะบริหารรัฐวิสาหกิจทั้ง11แห่งที่มีความหลากหลายในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพไหม ที่สำคัญก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นการการแปรรูป ปตท.คือใช้ประโยชน์มหาชนจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เวลาปตท.ไม่อยากเปิดเผยข้อมูล ก็บอกว่าจะกระทบซีกผู้ถือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเอกชน แล้วต้องไม่ลืมว่า เป้าหมายของรัฐวิสาหกิจคือการตอบสนองนโยบายรัฐ โดยที่กำไรไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด ขณะที่บริษัทมหาชนเป้าหมายคือกำไรสูงสุด อันนี้ร่างกฎหมายบรรษัทรัฐวิสาหกิจและคนร.ตอบได้หรือไม่ว่า ตกลงจะยึดประโยชน์ของประเทศหรือเอกชนผู้ถือหุ้นเป็นที่ตั้ง รวมถึงข้อห่วงใยที่จะแปรสภาพรัฐวิสาหกิจไปเรื่อยๆโดยใช้มาตรา11(8)จะเป็นเหมือนแบบปตท.หรือไม่ที่วันนี้แตกบริษัทออกไปเป็นบริษัทลูกหลานเหลนโหลนถึง58บริษัท และไปจดทะเบียนบนเกาะเคย์แมนก็มีแล้วอย่างนี้จะตรวจสอบอย่างไร เพราะอย่าลืมว่า ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา4 บริษัทลูกหลานเหลนโหลน ถ้าบริษัททั้งหลายถือหุ้นโยงกันเกิน50%ก็เข้านิยามรัฐวิสาหกิจทั้งสิ้น ซึ่งแสดงว่าเราไม่ได้มีรัฐวิสาหกิจแค่11แห่ง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วรัฐจะตรวจสอบได้อย่างไร ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่า บริษัทที่มีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติมากกว่าประชาชน จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าบริษัทเหล่านั้นจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์ตอบแทนในหมู่ผู้บริหารจนเกินไปหรือไม่ สิ้นปี 2559 ปตท.กำไร 94,609 ล้านบาท ส่วนปี2560กลุ่ม ปตท.ทั้งหมดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประจำไตรมาส แรก พบว่า มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 84,877 ล้านบาท แต่เชื่อไหมว่า กลุ่มปตท.ส่งเงินเข้ารัฐน้อยกว่ากองสลากด้วยซ้ำไป เพราะกำไรส่วนหนึ่งถูกแบ่งเอาไว้ลงทุน ไปให้ผู้ถือหุ้น และเงินเดือน เบี้ยประชุม ผู้บริหารและกรรมการที่สูงลิ่ว ปีงบประมาณ2560 ปรากฎว่า 5 อันดับแรกที่ส่งเงินเข้ารัฐ ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 25,540 ล้านบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 21,660 ล้านบาท บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 14,599 ล้านบาท ธนาคารออมสิน 13,118 ล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 11,384 ล้านบาท จริงๆ แล้ววันนี้ซูเปอร์บอร์ดหรือคนร.ก็มีอยู่แล้วถามคำสั่งของคสช. เมื่อเราจะมีบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติขึ้นมารองรับ อย่าอ้างลอยๆเรื่องประสิทธิภาพการแข่งขัน เพราะเราเห็นตัวอย่างแล้วจากปตท.แต่ช่วยตอบว่าประเทศจะได้ประโยชน์อย่างไร

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้