อย่างไร..ก็ต้องเข็น
นำเข้าเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [537]  

.....

"บิ๊กสร้าง"เดินหน้าปฏิรูปตร.ตามสูตร 2-3-4 ประชุมนัดแรก 12 ก.ค.นี้ วางกรอบการทำงาน-ตั้งคณะอนุฯ ด้านต่างๆรับฟังความเห็นปชช. ขณะที่"อมร"เผยเป็นไปได้ตั้งกองบัญชาการตำรวจจังหวัดแต่ยังไม่กล้าให้แยกตัวออกไปทั้งหมดหวั่นกลายเป็นกองทัพท้องถิ่น มั่นใจผลงานเป็นรูปธรรมชนิดที่ปปช.ต้องยกนิ้วให้ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.60 พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรกว่า จะมีขึ้นวันที่ 12 ก.ค.นี้ ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถ.แจ้งวัฒนะ โดยจะมีการหารือถึงกรอบการทำงาน และแบ่งคณะกรรมการฯ ออกเป็นชุดคณะอนุกรรมการฯ ด้านต่างๆ เตรียมตั้งอนุกก.รับฟังความเห็น เช่น คณะอนุกรรมการด้านองค์กร คณะอนุกรรมการด้านกระบวนการยุติธรรม คณะอนุกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายที่ดูเรื่องการบริหารบุคคล และคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นประชาชน เป็นต้น ในส่วนตัวของตนตอนนี้ยังไม่ได้นำโมเดลใดมายึดในการดำเนินการ เพราะการดำเนินการครั้งนี้เป็นเรื่องของเนื้อหาที่มีรายละเอียด ซึ่งต้องรอให้มีการเริ่มดำเนินการกันก่อน ยืนกรานยึดโรดแมป2-3-4ทำงาน เมื่อถามถึงกรณีเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ ออกแถลงการณ์ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.บุญสร้าง ทบทวนวิธีการทำงานจากที่แบ่งช่วงเวลา 2-3-4 เป็น 4-3-2 แทน พร้อมกับขอให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนร่างกฎหมายนั้น พล.อ.บุญสร้าง กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าคณะกรรมการฯ จะแบ่งการทำงานเป็นช่วงเวลา 2-3-4 ตามที่ได้มีการแถลงรายละเอียดไปก่อนหน้านี้ การันตี36อรหันต์ตั้งใจ100% พล.อ.บุญสร้าง ยังกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ เราต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอยู่แล้ว โดยมีคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ตนและคณะกรรมการฯ ทุกคนตั้งใจทำงาน 100 เปอร์เซ็นต์ และเท่าที่ดูคณะกรรมการฯ ทุกคนก็เป็นคนดี เราตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนคาดหวังมานาน "อมร"แจงกรอบทำงานสูตร2-3-4 ด้าน นายอมร วาณิชวิวัฒน์ ซึ่งเป็น 1 ใน 36 กรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวถึงสูตรการทำงาน 2-3-4 ของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ว่า เป็นกรอบการทำงาน 9 เดือนของคณะกรรมการ โดย 2 เดือนแรก จะเป็นการศึกษาข้อมูลที่คณะทำงานชุดต่างๆ ในอดีตได้เคยศึกษามาแล้ว ส่วนตัวได้เสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สกัดข้อมูลต่างๆ ออกมาเป็นข้อเพื่อง่ายต่อการศึกษา รับประกัน3เดือนปปช.ต้องยกนิ้ว นายอมร กล่าวว่า จากนั้น 3 เดือนต่อมา เป็นกรอบเวลาที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้มีผลการทำงานออกมาเป็นรูปธรรม แบบที่ประชาชนต้องยกนิ้ว ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีจะหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตาม ม.44 ในการปฏิรูป ขณะที่ 4 เดือนต่อมา จะเป็นการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม แยกงานสอบสวนต้องรอบคอบ ส่วนข้อเสนอที่ให้แยกงานสอบสวนเป็นอิสระจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นั้น นายอมร กล่าวว่า เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะต้องศึกษาและพิจารณา โดยต้องรับฟังความคิดเห็นจากตำรวจด้วย ยืนยันว่า ไม่ใช่ความเกรงใจ แต่ต้องรับฟังว่า หากแยกงานสอบสวนแล้วจะเกิดปัญหาหรือไม่ โดยเฉพาะความพร้อมของประเทศไทย อาจจะไม่เหมือนในต่างประเทศ เนื่องจากมีองค์กรที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญ ที่สามารถเค้นเอาพยานหลักฐานได้เทียบเท่ากับตำรวจ เผยอัยการพร้อมสอบสวนด้วย "ยอมรับว่าแนวโน้มการรับสารภาพของผู้ต้องหา มักจะเกิดในนาทีแรกของการสอบสวน ซึ่งตำรวจอาจมีวิธีการซักไซร้ให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพได้ ขณะเดียวกันผมได้สอบถามไปยังอัยการเรื่องงานสอบสวน อัยการก็ตอบว่าอัยการทำได้ แต่ให้ทำขณะนี้ทำไม่ได้" นายอมร กล่าว นายอมร กล่าวว่า แม้ว่าขณะนี้ไม่ได้ให้อัยการสอบสวน แต่อัยการก็ยังมีอำนาจที่ถ่วงดุลกับตำรวจอยู่แล้ว แต่คำถามคือจะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงต้องนำความเห็นและการศึกษาทุกอย่างมาประมวล เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรม รู้ดี!ตร.มีปัญหาเกิดเชื้อไฟปะทุแน่ "ยืนยันว่า คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องเทคโนโลยีเพื่อการปราบปรามอาชญากรรม ดังนั้น วางใจคณะกรรมการชุดนี้ได้ เชื่อมั่นว่าทุกคนอยากแก้ปัญหาบ้านเมือง เรารู้ว่าตำรวจมีปัญหาแน่ คิดว่ามีเชื้อไฟแน่นอน เมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไข" นายอมร กล่าว แง้มเป็นไปได้ตั้งตำรวจจังหวัด นายอมร ยังกล่าวถึงการลดการรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลางว่า การทำงานต่างๆ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทยก็มอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปดำเนินการหลายเรื่อง ซึ่งก็มีแนวคิดว่าจะแบ่งสัดส่วนตำรวจบางจุดไปทำงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดหรือไม่ แต่ยังไม่ได้มีข้อสรุป จะไม่ให้ตร.กลายเป็นกองทัพท้องถิ่น "เบื้องต้นอาจจะมีกองบัญชาการในจังหวัดขึ้นตรงเพื่อประสานกับคีย์แมนต่างๆ ในจังหวัด แต่ก็ไม่ถึงกับจะแยกตำรวจออกไปให้อยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเรื่องแนวทางให้มีตำรวจท้องถิ่น หรือแนวทางใด ก็มีความเป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายก็ต้องนึกถึงประชาชนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องมาร้องเรียนในภายหลังว่า ตำรวจกลายเป็นกองทัพของท้องถิ่น”นายอมร กล่าว เชื่อ"บุญสร้าง"มีคุณสมบัติผู้นำ ส่วนกรณีที่ให้ทหารเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ จะทำงานตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่นั้น นายอมร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า การขับเคลื่อนคนจำนวนมาก จะต้องอาศัยคนที่มีภาวะเป็นผู้นำ ได้รับความน่าเชื่อถือ จะเป็นทหารหรือพลเรือนก็ได้ ไม่ได้จะระบุว่า ทหารนั้นดีกว่าใคร แต่คุณสมบัติเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ มีคุณสมบัติครบถ้วน มีความสัมพันธ์ที่ทุกคนให้การเคารพและนับถือ มีบารมีและเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้วย "สุริยะใส"ชี้ถ้าเหลวก็เลิกกัน นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตและผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย กล่าวถึงการปฏิรูปตำรวจ ว่า คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจทั้ง 36 คน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 260 นั้น มีสถานะพิเศษ เพราะเป็นครั้งแรกที่บัญญัติเรื่องการปฏิรูปตำรวจไว้ในรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ ภารกิจและกรอบเวลาไว้ชัดเจน ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่คณะกรรมการชุดนี้จะถูกคาดหวังสูงจากประชาชน เดิมพันปฏิรูปตำรวจครั้งนี้จึงสูงกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา และถ้าครั้งนี้ทำไม่สำเร็จก็เป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังได้อีก เตือนอย่ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด นายสุริยะใส กล่าวว่า กรอบเวลาที่เหลือ 8 - 9 เดือน ก็ไม่น้อยจนเกินไปเพราะมีงานวิจัยมีข้อเสนอเดิมไว้มากมายอยู่แล้ว แต่จุดที่ต้องจับตาคือกระบวนการทำงานและการกำหนดประเด็นหรือการตั้งโจทย์พิจารณาเพราะถ้าออกแบบผิดหรือตั้งโจทย์ผิดก็เหมือนกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดไปด้วย โดยเฉพาะกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญก็ต้องมีความขัดเจน รวมทั้งการรับฟังตำรวจชั้นผู้น้อย หรือชั้นประทวนก็ควรมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย หนุนไอเดียบิ๊กตู่โยกไปขึ้นจังหวัด ในส่วนการกำหนดประเด็นและเนื้อหานั้น แนวทางที่นายกฯพล.อ.ประยุทธ์ ชี้แนะไว้ก็ถือว่ามาถูกทางคือการปฏิรูประดับโครงสร้าง สตช.เช่น การกระจายอำนาจให้ยึดโยงกับจังหวัดและท้องถิ่น การแยกอำนาจสอบสวนให้มีความเป็นอิสระน่าเชื่อถือ การพิจารณาอัตรานายพลที่มีมากเกินจำเป็น ฯลฯ เพราะนี่เป็นต้นเหตุของปัญหาใน สตช. "องอาจ"ฝากการบ้านปฏิรูป3ข้อ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ต้องการให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจแก้ไขปัญหาใน 3 ข้อ เป็นอันดับแรก คือ 1.ละเว้นการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบทุกรูปแบบ 2.อำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ และ 3.ดำเนินการให้คดีความต่างๆ เป็นไปอย่างรอบคอบ รวดเร็ว และเป็นธรรม ให้กำลังใจทำประสบผลสำเร็จ "การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ จึงขอเป็นกำลังใจให้ทำงานแก้ไขปัญหาได้ผลอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ ซึ่งการดำเนินการต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำงานอยู่บนพื้นฐานของการเป็นตำรวจของประชาชน เพื่อประชาชน มากกว่าทำงานเพื่อให้เจ้านายพอใจแต่เพียงอย่างเดียว" นายองอาจ กล่าว สวนดุสิตโพลหนุนให้ปฏิรูปตำรวจ ขณะเดียวกัน "สวนดุสิตโพล" สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,082 คน ระหว่างวันที่ 5 - 8 ก.ค.60 เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ ว่า ประชาชนคิดอย่างไรกับการปฏิรูปตำรวจ พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ ร้อยละ 77.45 เห็นควรปฏิรูปมานานแล้ว เป็นปัญหาที่สะสมมานาน ร้อยละ 72.18 เห็นว่าการปฏิรูปจะช่วยให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และภาพลักษณ์ดีขึ้น และร้อยละ 62.66 เห็นว่า ตำรวจมีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกแต่ละคน จี้ล้างโกง-รีดส่วย-ซื้อขายเก้าอี้ เมื่อถามถึง สิ่งที่เป็นปัญหา - อุปสรรคของตำรวจ ณ วันนี้ ที่ประชาชนอยากให้ปฏิรูป พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ ร้อยละ 81.98 คือ การทุจริตคอรัปชั่น รับส่วย สินบน ร้อยละ 74.77 คือ ใช้อำนาจหน้าที่ไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน คนจนถูกจับ คนรวยพ้นคุก และ ร้อยละ 65.43 คือ การซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้าย แต่คิดว่าปฏิรูปสำรวจมีไม่ถึง50% ส่วนประชาชนคาดหวังว่า คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน จะทำสำเร็จหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 38.73 คาดว่าน่าจะสำเร็จ เพราะรัฐบาล คสช.ให้ความสำคัญ มีอำนาจเด็ดขาด คงจะดำเนินการอย่างจริงจัง ร้อยละ 36.29 คาดว่าน่าจะไม่สำเร็จเพราะตำรวจมีระบบโครงสร้างแบบรวบอำนาจ มีระบบเส้นสาย ควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง และ ร้อยละ 24.98 ไม่แน่ใจ เพราะคงต้องใช้เวลาอีกนานในการปฏิรูปให้สำเร็จ ต้องดำเนินการไปตามระบบ

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้