ท้ารบ..กับ คอสอชอ
นำเข้าเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [654]  

.....

ทันทีที่เสียงระเบิดตูมลั่นสนั่นโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อช่วงสายวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับวันครบรอบ 3 ปีการก่อรัฐประหารยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.พอดิบพอดี จะว่าเกี่ยวก็ได้หรือไม่เกี่ยวก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ คือต้องเกี่ยวโยงกับเหตุระเบิดที่กองสลากฯเมื่อวันที่ 5 เมษายน และที่หน้าโรงละครแห่งชาติเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม อย่างแน่นอน เพราะลักษณะของระเบิดคือไปป์บอมบ์เหมือนกัน ดังนั้น คนร้ายจึงต้องเป็นเจ้าเดียวกัน ซึ่งทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาเหมือนกับเป็นการชิมลาง มีประชาชนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ครั้งล่าสุดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คนร้ายย่ามใจหวังผลถึงชีวิตของประชาชนเลยทีเดียวเนื่องจากพบสะเก็ดระเบิดที่ทำจากตะปูจำนวนมาก แต่ยังนับว่าโชคดีที่ไม่มีคนเสียชีวิต หันมามองดูเป้าประสงค์ของกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุบ้างว่า จะได้อะไรจากการก่อเหตุอย่างถี่ยิบมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งแรกคือ “การตบหน้าฉาดใหญ่”ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะการเลือกก่อเหตุที่บริเวณห้องรับรอง vip นายทหารเกษียณที่มีชื่อห้องว่า “วงษ์สุวรรณ” ถือเป็นการท้ารบรัฐบาลทหารอย่างตรงไปตรงมาเลยทีเดียว สิ่งที่ตามอีกอย่างก็คือ การสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนรู้สึกว่าต้องใช้ชีวิตอย่างระแวดระวัง ไม่เว้นแม้แต่สถานที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดคือโรงพยาบาล คนร้ายก็ไม่ละเว้น ซึ่งสิ่งนี้ทำให้มีผลกระทบต่อฝ่ายความมั่นคงมาก เพราะทำให้เห็นว่าฝ่ายความมั่นคง"ไม่มีน้ำยา"ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองเหมือนกับที่คสช.ได้พยายามบอกกับประชาชนด้วยความภูมิใจว่า สามารถเข้ามาจัดระเบียบบ้านเมืองให้เรียบร้อยได้ดีกว่าช่วงก่อนเหตุการณ์ยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ดังนั้น จึงมองข้ามเรื่องประเด็นการเมืองไปไม่ได้ เพราะคนที่ก่อเหตุย่อมหวังผลให้สะเทือนถึง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ บิ๊กป้อม”พี่ใหญ่ของคสช.ที่ดูแลงานด้านความมั่นคงโดยตรง จึงเป็นธรรมดาที่ต้องมีศัตรูที่มองเห็นและมองไม่เห็นอยู่มากมายหลายกลุ่ม ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกกระหน่ำโจมตีจากทุกด้านอย่างหนัก ทั้งเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ที่กลับมารุนแรงอีกเป็นระลอก พอเกิดเหตุระเบิดครั้งนี้ซ้ำอีกลูก ก็เหมือนกับการถูกฝังให้จมดินลงไปอีก จึงต้องตั้งคำถามต่อไปว่า บิ๊กป้อม จะรับมือไหวมั้ย เพราะที่ผ่านมาก็เคยพูดเหมือนปลงๆแล้วว่า หากจะต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อใดก็พร้อมเสมอ หากจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเข้าใจดีว่า คนเฝ้าระวังเหตุย่อมลำบากมากกว่าคนจ้องก่อเหตุ แต่ก็คงใช้เป็นคำแก้ตัวไม่ได้ ทางที่ดี ประชาชนเองก็ต้องช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ หากเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่เองก็ต้องทำงานเชิงรุกให้หนักมากกว่านี้ โดยเฉพาะงานด้านการข่าวและการเฝ้าระวัง หากต้องเพิ่มความเข้มงวดคงไม่มีใครว่า เพราะเป็นการทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือ ต้องจับคนร้ายให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะการก่อเหตุในโรงพยาบาลแม้ในยามสงครามก็ยังต้องละเว้น จึงถือว่ากลุ่มคนร้ายเหล่านี้มีความโหดเหี้ยม ป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรม หากยังปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไปเป็นวันเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ยังจับมือใครดมไม่ได้แล้วล่ะก็ ระวังประชาชนจะทนไม่ได้ก็แล้วกัน...

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้