..จุดจบ...คน..โ..ก
นำเข้าเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [631]  

.....

ไล่ออก"ธาริต เพ็งดิษฐ์"ร่ำรวยผิดปกติหลังจากปปช.ตรวจพบทรัพย์สินพุ่งพรวด-หนี้ลดลงฮวบฮาบก่อนถูกอายัดเกือบ100ล้าน ด้าน"วิษณุ"ชี้หมดสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ ขณะที่"วัชรพล"ยกเป็นอุทธาหรณ์ขรก.ขี้โกงต้องพบจุดจบแบบนี้ ยืนยันไม่ได้กลั่นแกล้งแต่ตรวจสอบตามหน้าที่ เมื่อวันที่ 24 เมษายน พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือชี้แจงถึงกรณีมีคำสั่งไล่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกจากราชการ โดยลำดับขั้นตอน ว่า เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติว่านายธาริตร่ำรวยผิดปกติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ รวยผิดปกติ-หนี้ลดฮวบฮาบ โดยตรวจสอบพบว่านายธาริต มีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ และมีหนี้สินลดลงผิดปกติ รวมมูลค่า 346,652,588 บาท ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 80 (4) แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2542 ที่กำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติแล้วให้ประธาน ป.ป.ช.แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการสั่งลงโทษไล่ออก หรือปลดออก โดยถือว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ คสช.เคยสั่งเด้งกรุตั้งแต่ปี57 พล.อ.วิลาศ กล่าวว่า แต่เดิมนายธาริตดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พ.ค.57 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งให้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.57 จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตามลำดับ เรื่องนี้จึงเป็นอำนาจของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่จะเป็นผู้ออกคำสั่ง ตรวจสอบข้อกฎหมายชัดเจนแล้ว เลขาธิการนายกฯ กล่าวว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้รับเรื่องดังกล่าวจากสำนักงานป.ป.ช.ในช่วงปีที่ผ่านมา และได้ตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการกรณีดังกล่าว โดยมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาโดยตลอด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อกฎหมาย และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา เผยคำสั่งไล่ออกตั้งแต่3เมษาฯ ทั้งนี้ หน่วยงานดังกล่าวข้างต้นได้ให้ความเห็นสอดคล้องไปแนวทางเดียวกันว่า กรณีนี้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในการลงโทษตามที่กำหนดในมาตรา 80 (4) โดยไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอื่น ประกอบกับที่ผ่านมาได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ว่าการทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นความผิดร้ายแรง ควรลงโทษไล่ออกจากราชการ จึงได้มีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการเมื่อวันที่ 3 เม.ย.60 ที่ผ่านมา อายัดทรัพย์ไปแล้วเกือบ100ล. สำหรับนายธาริต ถูกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 8/2557 เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2557 ให้มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน นอกจากนี้นายธาริตยังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีร่ำรวยผิดปกติกว่า 346 ล้านบาท เบื้องต้นอายัดทรัพย์สินไปแล้วประมาณ 90 ล้านบาท และปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนขยายผลเพิ่มเติมโดยมีวงเงินที่อาจถูกอายัดทรัพย์สินอีกประมาณเกือบ 100 ล้านบาท ปิดประตูตายหมดสิทธิ์อุทธรณ์ ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวคำสั่งไล่นายธาริตออกจากราชการ ว่า การไล่ออกมี 2 อย่าง คือ ไล่ออกเพราะมีการดำเนินการทางวินัยก็อุทธรณ์ไปที่ ก.พ.ค.ได้ อีกกรณีคือลงโทษทางวินัยตามที่ ป.ป.ช.ได้แจ้งมา ซึ่งกรณีนี้ไม่สามารถไปอุทธรณ์ที่ไหนต่อไปได้ถือว่ายุติที่คำสั่ง ป.ป.ช.แต่ตนไม่ทราบว่าในกรณีของนายธาริตลงโทษด้วยเรื่องใด แต่เข้าใจว่าลงโทษตามที่ ป.ป.ช.แจ้งความผิดมา "วัชรพล"ยกเป็นอุทาหรณ์ขรก.ขี้โกง ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่สามารถยกขึ้นมาป้องปรามในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนและพิจารณาเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ซึ่งจะเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และในประเด็นของนายธาริตนั้นทาง ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีที่สองที่พบว่าทรัพย์อื่นที่เกี่ยวข้องซุกซ่อนอยู่อีกก็ได้ให้มีการไต่สวนเพิ่มเติม ไม่ใช่การไต่สวนซ้ำ และไม่ได้กลั่นแกล้งใคร ย้ำร้องเรียนมาก็ต้องตรวจสอบไป พล.ต.อ.วัชรพล เชื่อว่าเรื่องของนายธาริตน่าจะเป็นอุทาหรณ์เตือนคนที่เป็นข้าราชการที่ไม่สุจริต เพื่อให้ทำงานทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เดี๋ยวนี้สังคมตื่นรู้ มีการแจ้งเบาะแสกันได้มากขึ้น มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาที่ ป.ป.ช.เยอะมากขึ้น เราก็ต้องตรวจสอบไป ป.ป.ช.เองก็ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความรวดเร็ว จะได้เป็นการป้องปราม ดังนั้น กรณีที่ ป.ป.ช.ไต่สวนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในยุคไหนก็ตามถ้าอยู่ในอำนาจตามกฎหมายของ ป.ป.ช.และคดีไม่ขาดอายุความ ถ้ามีคนแจ้งเบาะแส ป.ป.ช.ก็ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง และถ้ามีมูลเพียงพอเราก็ตั้งไต่สวน ยืนยันไม่มีสองมาตรฐาน "ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สุจริตไม่ว่าใคร ทำตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์มาตลอดว่า ป.ป.ช.สองมาตรฐานในยุคผมต้องไม่มี ทั้งนี้การกระทำจะเป็นเครื่องยืนยันให้เราเอง ทำงานมา 15 เดือนแล้ว ก็ยืนยันว่ามีมาตรฐานเดียว" พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้