ชาติหน้า..หรือชาตินี้
นำเข้าเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [548]  

ทว่า...มาตรการเหล่านั้นนำมาซึ่ง “คำถาม” และ “ความท้าทาย” ว่าจะปิด “ช่องโหว่” ได้กี่มากน้อย และ “ยั่งยืน” เพียงใด?.....

“ปราบโกง”!!! ถือเป็นอีกหนึ่งความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการบริหารจัดการบ้านเมืองภายใต้ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) แทบทุกคนในสังคมไทยปรารถนาอยากเห็นการ “ปฏิรูปประเทศไทย” ให้ก้าวไปสู่มิติของความโปร่งใสปราศจาก “คอร์รัปชั่น” ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลในนาม คสช. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยเข็นมาตรการต่างๆ ออกมาปราบโกงอย่างต่อเนื่อง ทว่า...มาตรการเหล่านั้นนำมาซึ่ง “คำถาม” และ “ความท้าทาย” ว่าจะปิด “ช่องโหว่” ได้กี่มากน้อย และ “ยั่งยืน” เพียงใด? บนเวทีเสวนา “แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ชาตินี้หรือชาติหน้า?” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ มี “แง่มุม” และ“ข้อเสนอแนะ” จากนักวิชาการ ตัวแทนภาคการเมือง และภาคประชาชน ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้... ในมุมนักวิชาการ อย่าง “ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์”ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลในนาม คสช. เข็นออกมาปราบโกงนั้น พบว่า... “ของง่ายๆ เรื่องง่ายๆ ทำไปหมดแล้ว”… อาทิ การพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ รง.4 เป็นต้น ทำให้ช่วงแรกๆ ของรัฐบาล คสช. ได้รับเสียง “ชื่นชม” อย่างมาก ทว่าหลังจากนี้คง “ไม่ง่าย” และเป็น “ความท้าทาย” ว่าจะทำให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริต “ยั่งยืน” ได้หรือไม่? โดยปัจจัย3 ประการ ที่จะทำให้สัมฤทธิ์ผลอยู่ที่... “ต่อเนื่อง-เป็นระบบ-เอาจริง”!!! “ประธาน TDRI” ยกตัวอย่าง “สิงคโปร์” ประเทศเดียวในทวีปเอเชียที่ขึ้นไปติด “1 ใน 10 ประเทศที่มีการทุจริตต่ำที่สุดในโลก” โดยหากมองย้อนไปเมื่อครั้งก่อตั้งประเทศใหม่ๆ สิงคโปร์มีสภาพไม่ต่างจาก “แหล่งเสื่อมโทรม” เต็มไปด้วย “อั้งยี่” ซ่องโสเภณีขณะที่ทุกๆ กิจกรรมต้องจ่าย ไม่ว่าไปแจ้งความกับตำรวจ หรือเรียกรถพยาบาล ถ้าจะให้เรื่องเดินหน้า ต้องจ่าย“ค่าน้ำร้อนน้ำชา” ต่อมาผู้นำสิงคโปร์ประกาศทำ 5 เรื่องอย่างจริงจัง เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศสู่ความก้าวหน้า คือ 1.เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่พิสูจน์ทรัพย์สินของตน ใครใช้ชีวิต “ฟุ้งเฟ้อหรูหรา” กฎหมายกำหนดให้ต้องชี้แจงว่ามีรายได้จากไหน? และจะถูก “ยึดทรัพย์” หากชี้แจง “ไม่เคลียร์” 2.เพิ่มอำนาจหน่วยงานตรวจสอบทุจริต ให้องค์กรป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ “ป.ป.ช.สิงคโปร์” ขึ้นตรงกับประธานาธิบดี และจับกุมผู้กระทำผิดได้เองไม่ต้อง “ยืมมือ” ตำรวจ เพราะขณะนั้นองค์กรตำรวจสิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องคอร์รัปชั่น 3.เพิ่มเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐ ให้มากกว่าพนักงานบริษัทเอกชน 2 ใน 3 เพื่อให้มีความมั่นคง 4.ปฏิรูปกฎหมายเช่น ยกเลิกภาษีนำเข้า ลดข้อกำหนดให้ต้องขอใบอนุญาตในกิจการต่างๆ เพื่อ “ปิดช่องทาง” การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ อันสุ่มเสี่ยงต่อการเรียกรับ “สินบน” และ 5.ลงโทษไม่ละเว้น หลายกรณีเมื่อพบว่าคนใกล้ชิดผู้นำประเทศทุจริตเสียเอง ก็ไม่มีการปกป้อง แค่มี “ข้อสงสัย” ก็สั่งพักงานหรือ “ปลดออก” ไว้ก่อนทันที “ลีกวนยู แต่งชุดขาวไปหาเสียง บอกจะปราบคอร์รัปชั่น พอมีอำนาจก็จัดการกับคณะรัฐมนตรีที่เลือกมากับมือ อย่าง ค.ศ.1966 ปลดรัฐมนตรีที่มีข่าวคอร์รัปชั่น ทั้งๆ ที่แค่มีข้อสงสัย แต่รัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้ ก็ปลดทิ้งเลย, ค.ศ.1975 จับรัฐมนตรีติดคุกไปคนหนึ่ง และ ค.ศ.1986 กำลังจะสอบสวนรัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่เจ้าตัวชิงฆ่าตัวตายไปก่อน ทั้ง 3 คนนี้เป็นเพื่อน ลีกวนยู” ประธาน TDRI ระบุ ย้อนกลับมามองประเทศไทย... “ดร.สมเกียรติ” กล่าวว่า ถ้าเทียบกับสิงคโปร์นั้น “ข้อ 1.” ประเทศไทยมีแล้ว คือ การที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงต้องแจง “บัญชีทรัพย์สิน” แต่ “ข้อ 2.” ยังมีข้อจำกัด กรณี “ป.ป.ช.ไทย” ทำงานล่าช้า แต่หลายครั้งไม่อาจโทษแต่ ป.ป.ช.ฝ่ายเดียว เพราะ ป.ป.ช.ต้องส่งเรื่องต่อไปยังอัยการ ขณะที่ “สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน” (สตง.) ได้รับงบประมาณค่อนข้างน้อย “ข้อ 3.” ประเทศไทยคงไม่สามารถขึ้นเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐมากๆ ได้ เพราะมีจำนวนข้าราชการมากกว่าสิงคโปร์ ส่วน “ข้อ 4.” ประเทศไทยยังไม่เคย “สังคายนา” กฎหมายอย่างจริงจัง หากเทียบกับบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่ใน ค.ศ.1997 เกาหลีใต้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกับไทย จึงใช้ช่วงเวลานั้น “โละ” กฎหมายล้าสมัยไปกว่า 2 หมื่นฉบับ และ “ข้อ 5.” ที่ต้องอาศัยความ “กล้าหาญ” อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยสิ่งที่สำคัญกว่านั้นแต่ยัง “ขาด” แม้แต่ใน “ว่าที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” คือ กลไกการ “มีส่วนร่วม” ของประชาชน โดยรัฐธรรมนูญเน้นแก้ไขกลไกในระบบ เพื่อให้องค์การตรวจสอบจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ให้ความสำคัญกับกลไกภาคประชาชนน้อยเกินไป “สิ่งที่ต้องทำ คือ 1.กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เมื่อประชาชนใกล้ชิดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะตรวจสอบการใช้งบประมาณของท้องถิ่น อย่างหลายครั้งที่ สตง.ไปตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้รับเบาะแสจากประชาชนในท้องถิ่น และ 2.เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการสำคัญๆ ข้อมูลต้องเป็น Open Data เข้าถึงได้ง่าย” ดร.สมเกียรติ กล่าว ในมุมภาคการเมือง...“วิลาศ จันทร์พิทักษ์” อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนะว่า ถ้าประเทศไทยจะ“ปราบโกง ยั่งยืน” ต้องดำเนินการ 1.กำหนดกรอบเวลาตรวจสอบ ประเทศที่มีความโดดเด่นด้านสถิติการทุจริตต่ำ ล้วนกำหนดกรอบเวลาในแต่ละคดี 2.ส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ประเทศไทยแม้มี “พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540” แต่การไปยื่นขอข้อมูลยังทำได้ยากและล่าช้า และ 3.ให้ สตง.ฟ้องคดีเองได้ หากเป็นการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณ เพราะ สตง.เชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษ เป็นต้น ด้าน “พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส” ผู้ว่าการ สตง. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สตง.ตรวจพบปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างอยู่บ่อยครั้ง อาทิ “เตะถ่วง” ให้ถึงห้วงเวลาเร่งด่วนเพื่อจะได้ใช้ “วิธีพิเศษ” ในการจัดซื้อแทนขั้นตอนปกติ เป็นต้น ทำให้ สตง.ต้องทำงาน “เชิงรุก” เช่น สอบถามไปว่าเหตุใดหน่วยงานหนึ่งต้องจ้างผู้ประกอบการอยู่รายเดียว บริษัทนั้นอยู่ที่ไหน มีความน่าเชื่อถือเพียงใดจึงมารับงานของรัฐ “เราต้องขจัดพวกทุจริตออกไปจากระบบ ส่วนคนใหม่ๆ ที่เข้ามาก็ต้องปลูกฝังให้ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นเกณฑ์ อย่างการตรวจรับของ ถ้าคิดว่าเราเป็นเจ้าของด้วย คุณภาพไม่เพียงพอเราคงไม่ตรวจรับ แต่พอเป็นของหลวงดันตรวจรับ สตง.ก็ต้องตามบี้กันอยู่อย่างนี้ คุณไม่ต้องกลัว สตง.ตรวจสอบ ถ้าทำงานตรงไปตรงมา”ผู้ว่าการ สตง.กล่าว ทว่า...เสียงสะท้อนภาคประชาชน อย่าง“ศรีสุวรรณ จรรยา” นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกลับ “ไม่มั่นใจ” กับนโยบายปราบโกงภายใต้ “แม่น้ำ 5 สาย” เพราะจากช่วงแรกๆ “ดูเหมือนจะดี” แต่ไปๆ มาๆกลายเป็น “คนละเรื่อง” จนทุกวันนี้ต้อง “เดินสายฟ้อง” ศาลปกครอง , ป.ป.ช. และ สตง. เป็นต้น หากนับจำนวนแล้วมีไม่ใช่น้อย แถมยังเป็น “คนใกล้ตัว” ผู้นำรัฐบาลด้วย อาทิ หลานชายนายกฯ ใช้ค่ายทหารตั้งบริษัทรับงานของรัฐ หรือน้องชายนายกฯ ที่มีชื่อเป็นหนึ่งในสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในกลุ่ม “ขาดประชุมบ่อย” แต่รับเงินเดือนเต็ม ยังไม่นับกรณีที่ สนช. , สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่นำญาติพี่น้องมาเป็นที่ปรึกษา ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวพันกับ“งบประมาณแผ่นดิน” อันมาจาก “เงินภาษีประชาชน” “คสช.ต้องอย่าว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง เพราะประชาชนกำลังจับตามองการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของรัฐบาลชุดนี้ว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด และสำหรับสังคมไทยแล้วความท้าทายสูงสุดอยู่ที่ว่าจะลดอิทธิพลของค่านิยมที่ฝังรากลึก อย่างระบบอุปถัมภ์ได้หรือไม่” ศรีสุวรรณ ฝากข้อคิด วาระว่าด้วยการ “ปราบโกง” เป็นหนึ่งใน “คำมั่นสัญญา” ที่ คสช. มุ่งมั่นจะทำให้ได้ เพื่อ “คืนความสุข” และเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ความ “ยั่งยืน มั่นคง ถาวร” แต่จะเป็นจริงในชาตินี้ หรือเป็น “ฝันค้าง” ต้องรอถึงชาติหน้า คงต้องติดตาม...

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้