“วิปโยค”
นำเข้าเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2560 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [923]  

.....

 

26 ธันวาคม 2547 สำหรับคนไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก ถือเป็นวัน “วิปโยค” ครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชายทะเลอันสวยงามฝั่งอันดามันในช่วงไฮซีซั่นส์นักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังพักผ่อนอย่างมีความสุข

ทว่า...เพียงชั่วพริบตา “คลื่นยักษ์”สูงกว่า 30 เมตร ม้วนตัวเข้า “กวาด” ทุกสิ่งจนราบเป็นหน้ากลอง ก่อนจะถอยกลับลงไปในท้องทะเล ทิ้งไว้แต่เพียง...

“ร่างไร้วิญญาณ” และ “ซากปรักหักพัง”!!!

คลื่นยักษ์หรือที่เรียกทับศัพท์ในภาษาญี่ปุ่นว่า “สึนามิ” (Tsunami) ครั้งนั้น เกิดจาก“แผ่นดินไหว” ความแรงขนาด 9.1-9.3 ใต้มหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย สร้างหายนะให้กับพื้นที่ริมทะเลถึง14 ประเทศในเอเชียและแอฟริกา

สำหรับประเทศไทย 3 เมืองท่องเที่ยวอย่าง “พังงา ภูเก็ต กระบี่” เป็นพื้นที่ที่มี “ผู้สูญเสีย”สูงสุด และไทยยังมีผู้เสียชีวิตถึง 5,395 คนเป็น “อันดับ 4” รองจากอินโดนีเซีย ศรีลังกา และอินเดีย

“ด้วยระดับน้ำที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเกิดความประหลาดใจ ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดคลื่นยักษ์ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือสึนามิ ก็ไม่ได้เอะใจอะไร หนำซ้ำยังมีชาวบ้านวิ่งลงทะเลไปไล่จับปลาอีกด้วย พอรู้ตัวอีกทีก็มีคลื่นยักษ์ใหญ่ซัดเข้าฝั่ง คร่าชีวิตผู้คนบนชายหาดไปแล้ว ตัวผมก็โดนดูดลงทะเลด้วย แต่โชคดีที่คลื่นซัดไปติดกับเชิงชายบ้านเขา หลังจากนั้นไม่นานก็มีคลื่นระลอก 2 ซัดตามมานับเป็นวินาทีต่อวินาทีได้เลย”

เรื่องเล่าทั้งน้ำตาของ “จรัญ ไขแก้ว” ชาวบ้านบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา ที่แม้จะ “รอดชีวิต” มาได้ราวปาฏิหาริย์ แต่กลับต้องสูญเสีย “ลูกสาวสุดที่รัก” ไปถึง 2 คน ในเหตุการณ์วิปโยคครั้งนั้น และจนถึงวันนี้ ผ่านมา “12 ปี” ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบศพของลูกสาวคนโต ซึ่งเขาหวังว่าสักวันหนึ่ง “เธอจะกลับบ้าน” แม้จะเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ อย่างน้อยจะได้ทำพิธีทางศาสนาส่งสู่ “สุคติภพ”

ขณะที่ “อาสาสมัคร” ซึ่งลงพื้นที่เห็น“ภาพสยองและหดหู่” ในครั้งนั้นด้วยสายตาตนเอง อย่าง “นพ.บัญชา พงษ์พานิช” กล่าวว่า สึนามิครั้งนั้นเป็น “บทเรียนราคาแพง” ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นด้าน “การบริหารจัดการ” ตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด

“เราก็เห็นใจเพราะทุกฝ่ายมีหน้าที่ มีงานต้องทำอยู่แล้ว แต่ต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นระบบมากกว่านี้ ภายหลังจากเกิดสึนามิ เรามีการป้องกันภัยระดับจังหวัดเกิดขึ้น นี่คือแผนรับมือกับภัยพิบัติสึนามิที่เป็นระบบ แม้จะยังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไร เพราะพอเกิดภัยพิบัติขึ้นจริงๆ มีแต่เรื่องของการเผชิญเหตุ แต่เรื่องที่จะก้าวไปสู่การดูแลฟื้นฟูระยะยาว หรือแก้ปัญหาปกป้อง เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ ขึ้นอีก ถือว่าน้อยมาก” นพ.บัญชา กล่าว

ณ วันนี้ผ่านมา 12 ปี...แม้มุมหนึ่งภาพความสูญเสียยังไม่เลือนหายไปจากใจของ “คนอันดามัน” แต่อีกมุมหนึ่ง ภัยพิบัติร้ายดังกล่าวทำให้ชุมชนต่างๆ “เข้มแข็ง” ขึ้น ด้วยความเห็นตรงกันว่าถึงเวลาที่ต้องพัฒนาชุมชนที่ประสบภัยให้ยั่งยืน

“ประยูร จงไกรจักร” หัวหน้าทีมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) บ้านน้ำเค็มอ.ตะกั่วป่า จ.พังงา กล่าวว่า จากประสบการณ์เมื่อวันเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ มีคนมากมายที่ไม่สามารถออกจากพื้นที่เพื่อเอาตัวรอด ความหมายคือแม้ภัยที่มันเกิดขึ้นจะเป็น “ภัยธรรมชาติ” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การไม่เตรียมความพร้อม ไม่เรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติ จะกลายเป็น “ภัยพิบัติ”

หัวหน้าทีม อปพร.บ้านน้ำเค็ม กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุสึนามิ ในวันที่ 26 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ” เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคน “ไม่ประมาท” ตระหนักถึงความเสียหายร้ายแรงของภัยพิบัติต่างๆ ทั้งภัยจากธรรมชาติและภัยที่มนุษย์ก่อขึ้น มีการจัดกิจกรรมเวทีเสวนาและรำลึกเหตุการณ์ขึ้นทุกปี ณ “อนุสรณ์สถานสึนามิ” บ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงาสำหรับปีล่าสุดเมื่อ 26 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา“แนวหน้า” มีโอกาสเข้าร่วมชมการจัดสาธิต “กู้ภัยทางทะเล” โดย อปพร.บ้านน้ำเค็ม ซึ่งมี “มุมคิด” ที่น่าสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน

“การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล หลักสำคัญคือผู้ที่ช่วยเหลือต้องเข้าด้านหลังของผู้ประสบภัย แล้วลากเข้าฝั่ง เพราะถ้าเข้าด้านหน้าผู้ประสบภัยอาจกอดผู้ช่วยเหลือ จนทำให้ว่ายน้ำไม่สะดวกและอาจจมน้ำด้วยกันทั้งคู่ ขณะที่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่มีจำนวนหลายคน ผู้ช่วยเหลือควรมีอุปกรณ์จำพวกเชือกและห่วงยาง เพื่อโยนให้ผู้ประสบภัยเกาะไว้ แล้วจึงดึงเข้าฝั่ง ก่อนจะประสานให้เจ้าหน้าที่กู้ภัย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลืออย่างถูกวิธีต่อไป” ประยูร ระบุ

ขณะที่ “ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์” ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) พังงา กล่าวว่า “กลไกเฝ้าระวังภัยพิบัติ” ทั้งหมดยังใช้งานได้ดี มีการตรวจสอบระบบเตือนภัยทั้ง 18 แห่งอย่างต่อเนื่อง หากเกิด“แผ่นดินไหว” จะรับสัญญาณเตือนจาก “ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ” อีกทั้งยังมีหอหลบภัยที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 8 แห่ง

ด้าน “ไมตรี จงไกรจักร” ผู้ประสานงานเครือข่ายสึนามิ ให้ความเห็นว่า เมื่อภาครัฐต้องการให้แต่ละชุมชนพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ตนเห็นว่าแนวทางที่ชุมชน“ฟื้นฟู” ช่วยเหลือตัวเองมาได้ดีแล้วนั้น เป็นแบบอย่างที่ดี จึงเปิดเวทีถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม “ภาคประชาชน” ยังต้องการให้รัฐช่วยสนับสนุน ฝึกอบรมให้พึ่งพาตัวเองได้ โดยเฉพาะการรับมือกับภัยธรรมชาติต่างๆ ที่หากรู้วิธีรับมือได้ดีจะลดความเสียหาย และความรุนแรงไปได้มาก

“ที่ผ่านมามีแต่คนพูดถึงปัญหา จึงไม่เห็นมุมที่เราพยายามยกระดับการแก้ปัญหา ในขณะเดียวกันเราคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังพูดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เราก็อยากจะบอกว่าถ้าการพัฒนาจะยั่งยืนจริง ต้องให้ประชาชนเป็นจุดเริ่มต้นแล้วร่วมกันทำ สร้างความร่วมมือกับภาครัฐ มาช่วยกันกำหนดอนาคต และยกระดับไปสู่การจัดการในชุมชนตัวเองในทุกมิติ” ผู้ประสานงานเครือข่ายสึนามิ ฝากทิ้งท้าย

“มหาวิบัติภัยสึนามิ”…

ที่คร่าชีวิตผู้คนและทำลายทรัพย์สินในพื้นที่ 6 จังหวัด นอกจากเมืองท่องเที่ยวอย่างพังงา ภูเก็ต กระบี่ ยังมีระนอง ตรัง และสตูล บัดนี้ “บทเรียน” ดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนเป็น “พลัง” สร้างชุมชนให้“เกิดใหม่” อย่างเข้มแข็ง ร่วมมือร่วมใจป้องกันภัยพิบัติถือเป็นเรื่องดี...

นั่นเพราะการรับรู้ เข้าใจ และเตรียมความพร้อมรับมือเมื่อมีวิบัติภัยครั้งใหม่ ย่อม “ผ่อนหนักให้เป็นเบา” ลดความสูญเสียได้มาก!!!

 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้