ทุศีลแต่สอนศีลธรรม
นำเข้าเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2559 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [623]  

ทุศีลแต่สอนศีลธรรม : สอนดีแต่ทำเลว .....

 

 

                       ในขณะที่ผู้คนในสังคมกำลังเรียกร้องให้มีการสอนศีลธรรม และจริยธรรมแก่เด็กนักเรียนเพิ่มขึ้น เพื่อปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันมิให้ความรู้สึกชั่วร้ายเข้ามาบงการให้เด็กทำความชั่ว เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ด้วย
       
                      จากเสียงเรียกร้องดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้มีโครงการสอนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียน โดยใช้พระภิกษุเป็นครูได้เกิดขึ้น และแพร่หลายไปทั่วประเทศ มีทั้งการสอนในเวลาเรียนปกติ และการสอนพิเศษในวันหยุดภายใต้โครงการโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งมีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
       
                     โดยภาพรวมการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียน โดยใช้พระภิกษุเป็นครูก่อให้เกิดผลดีอย่างน้อย 2 ประการดังต่อไปนี้
       
       1. ทำให้เด็กมีความรู้ มีความเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ทั้งในด้านปริยัติ และปฏิบัติ คือทั้งในด้านทฤษฎี และด้านปฏิบัติ ตามนัยแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อปูทางไปสู่ความรู้แจ้งและเห็นจริงหรือปฏิเสธ
       
       2. ทำให้เด็กใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา และเข้าใจประเพณี รวมไปถึงวัฒนธรรมของไทยซึ่งส่วนใหญ่มีรากเหง้ามาจากพระพุทธศาสนา
       
                      แต่ถ้าลึกลงไปถึงพฤติกรรมของปัจเจก ทั้งในด้านครูผู้สอน และในด้านของนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนหญิง ก็จะพบว่ามีอยู่บ้างถึงแม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา และสถานศึกษาโดยรวมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านทำลายศรัทธา ดังที่ปรากฏเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้
       
          1. เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา พ.ต.ท.โอภาส ไหมแพง สว.สส.สภ.ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนเข้าจับกุมนายไชยา ปะระทัง หรืออดีตพระไชยา ธมมฺโภ พระลูกวัดบ้านแหลม ซึ่งเคยเป็นครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอสิรินธร เนื่องจากได้ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหากระทำชำเราต่างกรรมต่างวาระ และพรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี พร้อมด้วยคลิปและภาพเพื่ออนาจารและแบล็กเมล์
       
                   2. พ.ต.ท.โอภาส ได้กล่าวว่า สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้มีการร้องทุกข์จากพ่อแม่น.ส.เกศ (นามสมมติ) อายุ 16 ปีว่า น.ส.เกศ เรียนอยู่ชั้น ม. 4 ของโรงเรียนดังกล่าว ได้ถูกพระไชยา ซึ่งเป็นครูสอนวิชาพุทธศาสนากระทำชำเรา และใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิป และภาพในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ไว้ เพื่อการข่มขู่มิให้นำเรื่องไปบอกใคร มิฉะนั้นจะนำคลิปไปประจาน
       
                  3. เมื่อ น.ส.เกศ เรียนจบม. 6 แล้วได้ไปทำงานในกรุงเทพฯ พระไชยาได้โทรศัพท์ไปบังคับให้กลับมาร่วมหลับนอนอีกหลายครั้ง จนน.ส.เกศ ทนไม่ไหวได้บอกแก่พ่อแม่ และได้เข้าแจ้งความ แต่พระไชยาแอบสึกและหนีไปก่อน แต่ในที่สุดถูกจับกุมได้
       
                    จากข่าวนี้จะเห็นได้ว่า โครงการสอนศีลธรรมโดยนิมนต์พระภิกษุมาเป็นครูในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ถึงแม้ในภาพรวมจะได้ผลดี แต่ถ้าไม่มีการควบคุมให้รัดกุม ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายเป็นรายบุคคล แต่ส่งผลในมุมกว้างทั้งแก่พระพุทธศาสนา และสถาบันการศึกษาได้
       
                    ด้วยเหตุนี้ ถ้ายังจะให้โครงการสอนวิชาพระพุทธศาสนา โดยให้พระภิกษุเป็นครูต่อไป ก็ควรจะได้มีการจัดการให้รอบคอบ รัดกุม ซึ่งสามารถกำหนดเป็นแนวทางได้ดังนี้
       
       1. ทางวัดและโรงเรียนจะต้องร่วมมือกันคัดเลือกพระภิกษุ ซึ่งจะมาเป็นครูโดยยึดวิธีการปฏิบัติดังนี้
       
       1.1 จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งใดแห่งหนึ่งใน 2 แห่ง และมีพรรษา 5 พรรษาขึ้นไป
       
       1.2 จะต้องไม่อนุญาตให้นำเด็กไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่ แม้กระทั่งในวัดก็ห้าม
       
       2. ทางโรงเรียนจะต้องร่วมมือกับทางฝ่ายผู้ปกครองสอดส่องดูแลพฤติกรรมของเด็กมิให้ไปคลุกคลีกับพระภิกษุเกินกว่าศิษย์กับครู และคฤหัสถ์กับนักบวชจะพึงกระทำต่อกันได้
       
                      อีกประการหนึ่ง ในการสอนศีลธรรมในโรงเรียนทั่วไป และในโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จะต้องมีการติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับพฤติกรรม ทั้งของผู้สอนและผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่ของศรัทธาซึ่งเด็กมีต่อครูผู้สอน และถ้าพบว่าเด็กเสื่อมศรัทธา และเริ่มแสดงออกทางวาจา ท่าทางอันเป็นภาษากายบ่งบอกถึงความหมายว่าไม่เคารพครูเยี่ยงที่นักเรียนควรทำ และที่สำคัญเยี่ยงที่ชาวพุทธควรแสดงออกต่อพระสงฆ์ ตามนัยแห่งประเพณีและวัฒนธรรมไทย ทางโรงเรียน และพ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กจะต้องหาข้อมูล ทั้งจากตัวเด็กที่เป็นปมปัญหา และจากเพื่อนร่วมชั้นของนักเรียน ทั้งนี้เพื่อนำมาแก้ไขป้องกันมิให้เด็กเกิดวิกฤตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของคนคนเดียวเป็นเหตุ และที่นำเสนอเช่นนี้เนื่องจากผู้เขียนเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภิกษุสอนศีลธรรมในโรงเรียนแห่งหนึ่ง และปรากฏว่ามีนักเรียนส่วนหนึ่งแสดงกิริยาท่าทางไม่เคารพต่อพระภิกษุรูปนั้น จึงได้สอบถามและได้ความว่า พระภิกษุรูปนั้นไม่เหมาะสมกับเพศภาวะของนักบวช เนื่องจากมีความเอียงไปในทางชู้สาวกับนักเรียนหญิงคนหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้นักเรียนส่วนหนึ่งที่มีความเคารพพระสงฆ์ในทำนองที่ชาวพุทธจะพึงมี มีปฏิกิริยาต่อต้านเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าพวกเขาไม่ศรัทธานักบวชเยี่ยงนี้
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้