ฝืนกติกา..แล้วไง
นำเข้าเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2559 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [623]  

ชมคลิปเก๋งฮอนด้า ปิดไฟวิ่งย้อนศรด่วนวิภาวดี ชนประสานงาแท็กซี่พังยับ! .....

 



มายังไง? เก๋งฮอนด้าปิดไฟวิ่งสวนเลนบนถนนวิภาวดีรังสิต ช่องทางด่วน ก่อนชนประสานงาแท็กซี่เจ็บ 2 ราย…

เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 22 ก.ค. พ.ต.ท.พินิจ จันทร์ประสิทธิ์ สว. (สอบสวน) สน.วิภาวดี รับแจ้งเหตุรถชนกันจำนวนหลายคัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายรายติดอยู่ในรถ บริเวณถนนวิภาวดี-รังสิต ด้านขาเข้า ช่องทางด่วนตรงข้ามอาคารแสงโสม แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ จึงรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

 

ที่เกิดเหตุบนถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้าในช่องทางด่วน พบแท็กซี่สาธารณะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีเขียว เหลือง หมายเลขทะเบียนป้ายเหลือง 1 ม 3721 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายด้านหน้าซ้ายพังยับเยิน จอดนิ่งอยู่ในเลนขวาสุด ห่างออกไปอีก 20 เมตร พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีดำ หมายเลขทะเบียน ธม 7246 กรุงเทพมหานคร เสียหายพังยับเยินเกือบทั้งคันขวางในเลนกลาง ใกล้กันพบรถยนต์โตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีดำ หมายเลขทะเบียน ฌว 5347 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายบริเวณหน้ารถด้านขวาพังยับเยิน จอดขวางในเลนซ้ายสุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย รายแรกทราบชื่อนายศักดา สนองสัตย์ อายุ 44 ปี คนขับรถยนต์เก๋งฮอนด้า ได้รับบาดเจ็บศรีษะแตกหมดสติอยู่ในรถ เจ้าหน้าที่จึงเร่งนำตัวส่ง รพ.รามาธิบดี อีกรายทราบชื่อ Mr.HONG PENG WU อายุประมาณ 30 ปี สัญชาติจีน ผู้โดยสารที่นั่งมากับรถแท็กซี่ ได้รับบาดเจ็บกะโหลกศีรษะร้าว อาการสาหัสถูกนำตัวส่งรพ.เปาโลเมโมเรียล สะพานควาย

 
สภาพเก๋งแอคคอร์ด ปิดไฟวิ่งสวนเลน บนถนนวิภาวดีรังสิต

จากการสอบสวนนายสะอาด จันทร์หอม อายุ 60 ปี โชเฟอร์รถแท็กซี่ ให้การว่าก่อนเกิดเหตุตนรับผู้โดยสารเป็น 2 สามีภรรยาชาวจีน มาจากสนามบินดอนเมืองและกำลังจะพาไปส่งแถวสวนลุมพินี โดยใช้เส้นทางมาตามถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้าในช่องทางด่วน ก่อนถึงที่เกิดเหตุขณะที่ตนขับอยู่ในเลนกลาง สังเกตเห็นรถยนต์เก๋งสีดำวิ่งย้อนศรมาหาตนในเลนเดียวกันในลักษณะปิดไฟหน้า ตนได้พยายามชะลอความเร็วก่อนจะหักหลบไปทางด้านขวาแต่ไม่ทันทำให้ถูกรถเก๋งคันดังกล่าวชนเข้าที่หน้ารถมุมซ้ายก่อนรถจะหมุนไปจอดในเลนขวาสุด ทำให้ผู้โดยสารที่เป็นชายชาวจีนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนผู้หญิงชาวจีนบาดเจ็บเล็กน้อย

 
สภาพเก๋งฮอนด้าแอคคอร์ด หลังวิ่งสวนเลนชนคู่กรณีเสียหาย 2 คัน

นายเอกรัตน์ พินธุกาศ อายุ 22 ปี คนขับฟอร์จูนเนอร์ ให้การว่าตนขับรถอยู่ในเลนขวาสุดเมื่อใกล้ถึงทางออกแยกสุทธิสารตนได้เปลี่ยนเลนมาเลนกลางก่อนจะเห็นรถแท็กซี่ที่อยู่ข้างหน้าเบี่ยงออกทางด้านขวา แต่ทันใดนั้นมีรถยนต์เก๋งสีดำ ปิดไฟหน้ารถวิ่งสวนทางมาในช่องกลางก่อนจะชนกับแท็กซี่ แล้วหมุนมาชนกันรถของตนได้รับความเสียหาย

 
ฟอร์จูนเนอร์ ที่ขับมาเลนกลาง ถูกท้ายเก๋งฮอนด้า ฟาดด้านหน้าฝั่งขวาตัวรถ

พ.ต.ท.พินิจ เปิดเผยว่า จาการสอบสวนคู่กรณีที่เป็นรถแท็กซี่ และรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ในเบื้องต้นให้การตรงกันว่ารถเก๋งฮอนด้า ได้ขับมาในช่องทางด่วนในลักษณะย้อนศรอีกทั้งยังปิดไฟหน้ารถ จนทำให้ชนเข้ากับรถคู่กรณีทั้ง 2 คันได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้ตั้งข้อหาใดๆกับคนขับรถเก๋งฮอนด้า เนื่องจากยังไม่ได้สอบปากคำคนขับว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร คงต้องรอให้อาการดีขึ้นเสียก่อน อีกทั้งยังไม่ได้สอบปากคำคู่กรณีอย่างละเอียดเนื่องจากบางคนยังไม่สะดวกมาให้การ หากสอบสวนจนครบแล้วก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 
สภาพฟอร์จูนเนอร์และแท็กซี่ หลังถูกเก๋งฮอนด้าปิดไฟวิ่งสวนเลนชน

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้