“หมดอนาคต”
นำเข้าเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2559 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [1007]  

ผันตัวเป็น “เอเย่นต์” ระดับ “รายใหญ่” เสียเลย!!! .....

 

 

“คนติดยามันก็มีแค่ 2 ทาง หนึ่งไปงัดบ้านคนอื่น ขโมยของมาซื้อยา ซึ่งเสี่ยงมาก ถูกจับ ถูกยิง มีกล้องวงจรปิด กับสองคือไปขายยา ซึ่งง่ายกว่า ซื้อมา 10 เม็ด ไว้ใช้เอง 2 เม็ด แถมยังขายได้เงินกินข้าวอีก เราจึงมีผู้ค้าที่ก็เป็นผู้เสพ”

เรื่องเล่าจาก นายวันชัย รุจนวงศ์                   

              อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงราชบุรี ในฐานะอดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวในงานเสวนาเรื่อง“โปรตุเกสโมเดล : กรณีศึกษาทิศทางใหม่นโยบายยาเสพติด” บ่ายวันที่ 5 ก.ค. 2559 จัดโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ณ รร.ดุสิตธานี แยกศาลาแดง กรุงเทพฯ ว่านับตั้งแต่ที่นโยบายรัฐไทย จัดให้ แอมเฟตามีน (Amphetamine) สารเคมีสำหรับผลิต “ยาบ้า” เป็นยาเสพติดร้ายแรง

จำนวนของ “ผู้ค้า” ก็เพิ่มขึ้น “ไม่หยุดหย่อน”!!!

          เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?..นายวันชัย อธิบายว่า เมื่อปราบปรามหนัก มีโทษสูง แต่ความต้องการใช้ยายังมีอยู่ผลคือ “ราคายาแพงขึ้น” แบบก้าวกระโดด เช่น ยาบ้าปัจจุบันราคาเม็ดละ 200-400 บาท ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ราว300-350 บาท แน่นอนว่าเมื่อผู้เสพไม่มีเงินพอจะซื้อมาเสพก็มีทางเลือก 2 ทาง

ไม่เป็น “หัวขโมย” ก็ต้องเป็น “เด็กเดินยา”!!!

                  อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวและเล่าต่อไปว่า ปกติแค่เป็นผู้เสพ สังคมก็มองในแง่ลบ เป็น “ขี้ยา” อยู่แล้ว เมื่อคนเหล่านี้ถูกจับกุมติดคุกตะราง หลังพ้นโทษก็ได้ชื่อเป็น “ขี้คุก” เพิ่มมาอีก ยากจะกลับตัวเพราะมักหางานสุจริตทำไม่ได้ “หมดอนาคต” เนื่องจากสังคมไม่ยอมรับ แต่เมื่อชีวิตต้องดำเนินต่อไป หนทางอยู่รอดจึงมีแค่ทางเดียว..

ผันตัวเป็น “เอเย่นต์” ระดับ “รายใหญ่” เสียเลย!!!

               “งานที่เคยทำก็ถูกให้ออก กลับไปหางานใหม่ก็ไม่ได้ ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากเป็นอาชญากร ไม่ก็ไปขายยาเป็นรายใหญ่ เราผลักคนให้ไม่มีที่ยืน เราผลักให้เขาเป็นอาชญากรทุกวันๆ จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคนขายยามันเพิ่มขึ้นๆ เพราะเราไม่เคยแยกว่า ใครเป็นรายใหญ่ตัวจริง เรือนจำก็เลยกลายเป็นเรือนเพาะชำผู้ค้าให้เพิ่มขึ้น” นายวันชัย ระบุ

                นี่จึงเป็นที่มาของปัญหานักโทษล้นคุก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ณ วันที่ 1 ม.ค. 2558 มีนักโทษคดียาเสพติดในเรือนจำ เป็นชาย 190,346 คน เป็นหญิง 37,955 คน รวม 228,301 คน คิดเป็นร้อยละ 70.17 ของจำนวนนักโทษทั้งหมด

                 ซึ่งนายวันชัยกล่าวว่า ในบรรดานักโทษคดียาบ้าร้อยละ 17.82 เป็นความผิดฐาน “ครอบครอง (เกิน 5 เม็ด)” ซึ่งตามกฎหมาย “ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูได้” ไม่ว่าจะเกินมากี่เม็ดก็ตาม . ร้อยละ 17.96 เป็นความผิดฐาน “เสพและครอบครอง (ไม่เกิน 5 เม็ด)” และร้อยละ 4.49 เป็นความผิดฐาน “เสพ (แต่ไม่มีเม็ดยาเหลือในครอบครอง)” รวมทั้งสิ้นมีนักโทษคดียาบ้า “เกือบครึ่ง” หรือร้อยละ 40.27

ที่เป็นเพียง “ผู้เสพและครอบครอง” เท่านั้น!!!

                   “ถ้าเราเอาพวกที่เสพออกมาเข้ากระบวนการสังคมและสาธารณสุข เราจะเอาออกมาได้เกือบๆ แสนคน อย่างน้อยๆก็แปดหมื่นกว่าคน เอาออกจากเรือนจำ” อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวย้ำ

                 ขณะที่ นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า กฎหมายยาเสพติดของไทยมีปัญหาหลายประการ อาทิ 1.มียาบ้า 15 เม็ดขึ้นไป ให้ถือเป็น “ผู้ค้า” ทันที ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีสิทธิ์ในการพิสูจน์ว่ามีไว้เพื่อค้าหรือไว้เพื่อใช้เอง 2.นำเข้ามาในประเทศ “โทษหนัก” แม้จะเพียงเม็ดเดียวก็ตาม มีโทษตั้งแต่จำคุกตลอดชีวิตถึงประหารชีวิต

                 3.แค่มอบยาบ้าให้ผู้อื่น ให้ถือว่า “จำหน่าย” ทันที แม้จะไม่ได้แลกเปลี่ยนกับสิ่งใดๆ เลยก็ตาม เช่น แบ่งยาบ้าให้เพื่อนหรือญาติเสพแบบฟรีๆ ไม่คิดเงิน ก็เข้าข่ายความผิดฐานจำหน่ายแล้ว 4.แค่ “แบ่งบรรจุ” ก็มีความผิดฐาน “ผลิต” ได้ โทษหนักถึงจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตเช่นกัน และย้ำว่า..

“ร้อยละ 60-70 ของคดีในศาล” เป็นคดียาเสพติดทั้งสิ้น!!!

                  “ท่านนำเข้ามาแค่ 1 เม็ด ตำรวจถามว่านำเข้ามาทำไม ท่านตอบไปว่าเอาไปให้ญาติที่ติดยา อันนี้โทษประหารชีวิต เพราะเป็นการนำเข้ามาเพื่อจำหน่าย ส่วนนิยามคำว่าผลิต คือการผสม ปรุง และรวมถึงการแบ่งบรรจุด้วย ท่านเอายาเสพติดมา 2 เม็ด แล้วท่านไปแบ่งใส่หลอดกาแฟอย่างละเม็ด ท่านกลายเป็นผู้ผลิตทันที” นายนวรัตน์ ระบุ

                 แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามของรัฐที่จะบอกว่า“ผู้เสพคือผู้ป่วย” พร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสพยาเข้ารับการบำบัดรักษาโดยสมัครใจ แต่ในความเป็นจริงพบว่ามีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนน้อยมาก ซึ่ง นพ.วิโรจน์ วีรชัย ผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ ให้ความเห็นว่า เพราะข้อกฎหมาย“ลักลั่น” ขัดแย้งกันเอง

ผู้เสพเป็น “ผู้ป่วย” แต่กฎหมายมีโทษอาญาถึง “ติดคุก”!!!

                      “ในทางสาธารณสุขเรามองผู้เสพเป็นผู้ป่วย แต่เพราะเราไปคิดกันว่าถ้ากฎหมายโทษสูงจะยับยั้งได้ วิธีคิดดั้งเดิมเราเชื่อว่าโทษสูงจะลดการเสพติด อันแรกมันต้องชัดเจนว่าผู้ติดยาคือผู้ป่วย โทษก็ต้องไม่ไปอยู่เรือนจำ ผมมองอย่างไม่ขาวไม่ดำโทษน่าจะเป็นการสั่งให้รักษา แต่ก็ต้องไปกำหนดระยะเวลาให้เหมาะสมว่าควรจะรักษานานเท่าไร คือโทษปรับจะมีก็มีไป แต่โทษอาญามากสุดไม่ควรถึงจำคุก ถ้าโทษคือสั่งให้ไปรักษาจะเหมาะสมกว่า” ผอ.สถาบันธัญญารักษ์ ฝากข้อเสนอแนะ

                  ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดทั้งระบบ” ที่ก่อนหน้านี้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม(รมว.ยธ.) เปิดเผยว่า ตนพยายามผลักดัน “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ที่ขณะนี้อยู่ในการดำเนินการของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยสาระสำคัญคือ เปิดช่องให้ศาลมีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการลงโทษจำคุก หรือการปรับที่น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เมื่อมีเหตุอันสมควรเฉพาะราย โดยพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของผู้กระทำความผิด และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง

                โดยแนวคิดดังกล่าวจะคล้ายกับในประเทศ โปรตุเกส ซึ่งในอดีตเคยประสบปัญหา “นักโทษล้นคุก-ขี้ยาล้นเมือง” เช่นกัน จากนโยบายที่เน้นการปราบปรามเป็นหลัก แต่เมื่อ “กลับหลังหัน” ยอมรับความผิดพลาดและปรับเปลี่ยนนโยบาย จำนวนนักโทษและจำนวนคนเสพยาลดลงอย่างมาก กลายเป็น “ต้นแบบ” ที่ถูกพูดถึงกันทั่วโลก

เขาทำได้อย่างไร?..โปรดติดตามต่อฉบับหน้า!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้