“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
นำเข้าเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2559 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [1439]  

.....

       
                            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ยินดี ขอบคุณที่โรงเรียนซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศจะได้รับการดูแลตามแนวทางประชารัฐอย่างเป็นรูปธรรม ภาคเอกชนจะเข้ามาเสริมเติมเต็มภาครัฐ ในส่วนที่ขาดตกบกพร่องไม่เพียงพอ ทั้งนี้ ไม่ได้จำกัดเพียงเอกชน 12 รายเท่านั้น

                     ก็ขอเชิญชวนเอกชนรายอื่น ๆ ที่มีอุดมการณ์เพื่อชาติเข้าร่วมโครงการได้ตลอดเวลา หลักการที่สำคัญในการทำงานร่วมกัน คือ การน้อมนำยุทธศาสตร์พัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นแนวทางดำเนินการ โดยภาคเอกชน มีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนหลักในการให้คำปรึกษา งบประมาณ และบุคลากรในองค์กร ที่สมัครใจเป็นผู้นำรุ่นใหม่ ลงพื้นที่ ปฏิบัติจริง

                     ทำงานร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษา มีบทบาทเป็นเจ้าบ้าน เป็นผู้แทนโรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครอง ผู้เรียน ที่ต้อง “ระเบิดจากข้างใน” คือ รู้ศักยภาพและความต้องการท้องถิ่นของตนเอง
       
       เป้าหมายของโครงการ ระยะแรก ภายในปีนี้ 3,342 โรงเรียน และระยะต่อมาภายใน 3 ปี จะขยายให้ครบ 7,424 โรงเรียน ในทุกตำบล ทั่วประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ 10 ด้าน มีกิจกรรมที่สำคัญ ๆ ได้แก่
       
       (1) การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอล และการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตของสถานศึกษา
       
       (2) การพัฒนาหลักสูตรที่เน้นให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ดึงศักยภาพของเด็กในการคิดวิเคราะห์ ค้นคว้า ศึกษาด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
       
       (3) การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและผู้สอน ให้มีทักษะและกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ
       
       (4) การยกระดับทักษะ ความรู้ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ โดยการศึกษาตรง จากเจ้าของภาษา สอดแทรกในรายวิชาต่าง ๆ
       
       (5) การจัดตั้ง “กองทุนโรงเรียน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและพัฒนาโรงเรียน เป็นต้น
       
                        ก้าวต่อไป คือ การยกระดับสถานศึกษาของไทย ให้เป็น “ศูนย์กลางการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีแห่งอนาคต” เช่น ไบโอเทคโนโลยี นาโน เทคโนโลยี และหุ่นยนต์ เป็นต้น เพื่อจะสอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ สิ่งสำคัญ ที่ต้องไม่ลืม คือ “การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่ต้องมีภูมิคุ้มกัน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ความรู้คู่คุณธรรม หากเราทุกคนช่วยกันแบบนี้นะครับ “การพัฒนาทางวัตถุ จะสมดุลกับการพัฒนาทางจิตใจ” เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน
       
                       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการพัฒนาศักยภาพ จากสิ่งที่เรามีอยู่ ภายในประเทศ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อเศรษฐกิจมหภาค ระดับชาติ ระดับภูมิภาค เช่น การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย โดยได้มีการปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพท่าอากาศยานอู่ตะเภา ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคมเสนอมา ซึ่งผลจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ สรุปได้ว่าพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น “ศูนย์อุตสาหกรรมอากาศยาน” ครบวงจร ซึ่งจะประกอบไปด้วย
       
       (1) กิจกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO) ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ของท่าอากาศยาน ไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณ ส่งเครื่องบินไปซ่อมในต่างประเทศ เพราะเราพร้อม ทั้งเรื่องการร่วมทุนและนักลงทุนของไทยอยู่แล้วนะครับ จะขยายการซ่อมเครื่องบินไปทุกสายการบินด้วย
       
       (2) คือ กิจกรรมผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน (Original Equipment Manufacturing: OEM) ซึ่งจะต้องอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออก ซึ่งมีอยู่หลายที่ด้วยกันนะครับ และที่สำคัญคือ
       
       (3) การยกระดับท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 ของประเทศ นอกเหนือจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ด้วยการใช้ประโยชน์สูงสุดตอบสนองต่อภารกิจ 2 ด้านอย่างสมดุล ภายใต้แนวคิด “One Airport Two Missions” ทั้งภารกิจด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์
       
                      ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับโดยการใช้งานสนามบิน ที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมการบิน ทั้งในประเทศและในภูมิภาค ที่มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นทุกวัน อีกทั้งจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงถึงศักยภาพ ความพร้อมต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออก โดยบูรณาการพัฒนาการท่องเที่ยวหาดทรายชายทะเลสู่การท่องเที่ยวสีเขียว เชื่อมโยงกันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
       
                       โดยแผนการดำเนินงาน มี 3 ระยะ 13 ปี ประกอบไปด้วย การพัฒนาโรงซ่อมอากาศยาน โรงงาน โรงซ่อมเครื่องยนต์ และการเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารเป็น 3 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2561 และ 5 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2563 เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า เราต้องดำเนินการให้ได้ ตามมาตรฐานสากล เช่น ของ ICAO ด้วย เราจะปล่อยปละละเลยจนเป็นปัญหาเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้