อย่าปล่อยให้ความมักง่าย
นำเข้าเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2559 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [1102]  

อย่าปล่อยให้ความมักง่าย ฆาตกรรมต้นไม้ .....

จากกรณีต้นไม้ริมถนน/ทางเท้า/ทางจักรยาน บริเวณรอบสวนจิตรลดาฯ โค่นล้มจำนวนมาก สะท้อนปัญหาการจัดการเกี่ยวกับต้นไม้ในเมืองใหญ่ ว่าจะต้องเร่งใช้ความรู้ แทนความมักง่ายโดยด่วน

1) แฟนเพจที่ให้ความรู้ด้านภูมิสถาปนิก TALA Thai Association of Landscape Architects ให้คำอธิบายที่น่าสนใจมาก “step by step เหตุที่ต้นไม้ล้ม” ระบุว่า

“1. ความจริงตามธรรมชาติ : “ราก” ทำหน้าที่ยึดเกาะให้ต้นไม้ทรงตัวอยู่ได้ รากต้องแผ่อย่างสมดุลเพื่อ “ดึง” และ “ยัน” น้ำหนักของลำต้นกิ่งก้านที่แผ่ออกไปรอบๆ ต้นไม้อย่างสมดุล

2. สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุ : ต้นมะขามและมะฮอกกานีในภาพ เดิมรากไม่สามารถแผ่ได้รอบอยู่แล้ว เพราะมีขอบถนน และทางจักรยาน(ทางตรง) กีดขวางอยู่ โดยเฉพาะกรณีต้นมะขาม (รูปข้างล่าง) ที่ด้านซ้ายติดกับขอบถนนคอนกรีตที่วางลึกลงไปใต้ดินอีกอย่างน้อย 50 ซม. เป็นกำแพงกันรากดีๆ นี่เอง ต้นมะขามนี้จึงเอียงไปทางขวา ซึ่งเดิมมีสนามหญ้ากว้างพอควร ก่อนที่จะเป็นทางลาดยาง (ไม่ได้มีโครงสร้างฝังลึกใต้ดิน ไม่แย่เท่าด้านขอบถนน)

3. ความเสี่ยงเดิมที่มี : เมื่อรากทางฝั่งซ้ายขยายไม่ได้ จึงมีเพียงรากทางฝั่งขวาที่ทำหน้าที่ “ดัน” ไม่ให้ต้นไม้ล้มลงมา จะเห็นว่าต้นไม้เอียงไปทางขวาอยู่แล้วด้วย เปรียบได้กับการที่เราออกแรงยันบางอย่างที่เกือบล้มอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถปล่อยมือได้

4. เหตุกระตุ้น : เมื่อมีการสร้างทางเดินโค้ง บนพื้นที่สนามทางฝั่งขวา และยังวางในแนวที่ติดกับโคนต้นไม้เลยด้วย รากที่ทำหน้าที่ “ยัน” ต้นไม้อยู่ ก็เลยถูกตัดออก เหมือนกับใครมาผลักมือเราที่กำลังยันของไม่ให้ล้ม ... ผลที่เกิดขึ้นก็เลยเป็นอย่างที่เห็น ต้นไม้ล้มลงทางด้านขวา ซึ่งเป็นด้านที่เอียงอยู่เดิมนั่นเอง”

2) น่าสนใจว่า TALA เขาไม่ได้เพิ่งจะมาโชว์ภูมิหลังจากต้นไม้ล้มแล้ว แต่เขาได้มีการเตือนพร้อมให้คำแนะนำไว้แล้ว ตั้งแต่ตอนที่ต้นไม้ยังไม่ล้ม เมื่อเริ่มเห็นการทำทางเท้าและทางจักรยานของ กทม. ที่มีผลกระทบต่อต้นไม้ ระบุว่าไว้ก่อนนี้แล้วว่า

“สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับต้นไม้รอบวังสวนจิตรลดา คืออีกหนึ่งโครงการ “ปรับปรุงภูมิทัศน์ทางเท้าและทางจักรยานรอบวัง” โดยกทม.คือหน่วยงานผู้รับผิดชอบทางสมาคมฯ กำลังประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อหยุดการพัฒนาอย่างผิดหลักวิชาการเช่นนี้ โดยจะพยายามเสนอแนะแนวทางการออกแบบ เพื่อรักษาสภาพที่ดีของต้นไม้ไว้ ขณะเดียวกันก็ให้สามารถเพิ่มการรองรับกิจกรรมเดิน วิ่ง และปั่นจักรยาน เพื่อออกกำลังกาย ให้ได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่... โครงการนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง หากมองตามหลักวิชาภูมิสถาปัตย์

1.ด้านประโยชน์ใช้สอย... 2.ด้านความปลอดภัย... 3.ด้านสิ่งแวดล้อม : การตัดรากต้นไม้ใหญ่และถากโคนและลำต้นรวมทั้งการตัดกิ่งออก ระหว่างการก่อสร้าง ประกอบกับการเทพื้นดาดแข็งทับบริเวณรอบโคนต้น ซึ่งเป็นพื้นที่เติบโตของรากแขนงยึดเกาะดิน จะทำให้ในระยะกลางถึงยาว ต้นไม้จะอ่อนแอลง รากจะตายเพราะขาดอากาศและน้ำที่พอเพียง ทำให้ต้นไม้ที่ลำต้นใหญ่อยู่แต่เดิม ไม่สามารถทรงตัวได้ดีนัก และจะล้มลงในที่สุด นอกนั้นการเพิ่มทางคอนกรีตในบริเวณนี้ ยังเป็นการลดพื้นที่ซึมน้ำ น้ำฝนที่ตกลงมาเอ่อล้นมากขึ้น และยังขังแช่เป็นจุดๆ เพราะไหลเชื่อมต่อกันไม่ได้ ทำให้น้ำท่วมขังในบริเวณนั้นๆ มากขึ้น”

น่าเสียดาย ในที่สุด ต้นไม้ก็ล้มจริงๆ

3) ล่าสุด TALA ก็ออกมาเตือนอีกครั้ง เมื่อเห็นการจัดการกับต้นไม้ที่ล้มแล้วอย่างไม่ถูกหลักวิชาการ ระบุว่า

“วันนี้ ต้นมะขามที่เอนล้มหน้าวังสวนจิตรถูกจับค้ำขึ้นตั้งแล้ว ไม่ถูกหลักการบริบาลต้นไม้ มีโอกาสตายถาวรสูง และพร้อมเป็นอันตรายต่อเนื่องกับผู้ใช้ทาง สภาพไม่ต่างกับค้ำท่อนซุงอย่างไรอย่างนั้น เพราะ

- การจับวางตั้งโดยปัญหาต้นเหตุยังไม่ถูกแก้ไข (ตัดรากจนขาดการยึดโยง ทำท่อนทางคอนกรีตกดทับตุ้มราก ฯลฯ) ไม่ต่างอะไรกับการยัดเสาลงหลุม ต้องรีบรื้อถอนทางคอนกรีตใหม่โดยด่วน

-ทรงพุ่มใบที่เสียหายจากการล้มเอนถูกริดออกไปจนเกือบหมด กว่าจะแตกใหม่คงใช้เวลา หรือแตกยากมากหากระบบรากไม่สามารถเจริญได้ และอาจได้ฟอร์มต้นใหม่ไม่สวย ไม่สมดุล

-วัสดุและกรรมวิธีค้ำยันไม่ถาวร ไม่แน่ว่าจะทนแรงพายุได้ อาจพาลล้มลงมาทับผู้ใช้ทางในวันข้างหน้า การรัดพยุงทำผิดหลักการจะมีผลให้เกิดแผลต่อลำต้น เป็นบ่อเกิดของเชื้อโรคแมลงเข้าในแผลใหม่นั้นอีก

-ยังไม่เห็นร่องรอยการบำรุงหรือเฝ้าระวัง เพื่อเร่งรากและการเติบโตในอนาคต...”

ควรที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้รับรู้รับฟัง และนำไปพิจารณาดำเนินการอย่างแท้จริง ไม่ต้องกลัวเสียหน้า

4) ความตื่นตัวของภาคประชาสังคมต่อการจัดการต้นไม้ในเมืองใหญ่ เป็นเรื่องสร้างสรรค์ ควรส่งเสริมสนับสนุน และภาครัฐควรใช้เป็นประโยชน์ในการทำงานสร้างสรรค์ มิใช่มองว่ากำลังถูกจับผิด เกิดอคติ

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” บอกว่า

“เรื่องของการดูแลต้นไม้ในเมืองอย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก เพราะต้นไม้กว่าจะโตต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะโตเป็นต้นใหญ่ได้ มีทั้งเรื่องไม่สำเร็จของการดูแลต้นไม้ในเมือง การปลูกป่าที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการตัดต้นไม้ที่เรียกว่า
มองเห็นกันทั่วไป บั่นยอดบ้าง แทนที่เราจะบั่นยอดไม่ให้มันสูงเกะกะได้อย่างไร เพื่อไม่ให้รบกวนระบบสายไฟฟ้า ไม่ใช้ตัดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ตลอดจนการที่จะต้องทำลายอุโมงค์ต้นไม้ที่ไปกีดขวาง เพราะเมื่อมีพายุก็ทำให้สายไฟขาดไฟดับทั้งเมือง อะไรทำนองนี้ ตนว่ามันมีวิธีการเยอะ ถ้าระยะยาวจะแก้ไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนเส้นทาง

ถ้ามันแก้ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีการดูแลการตัดต้นไม้ มีการตัดแต่งให้มีศิลปะบ้าง เพื่อจะอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ไว้ เป็นต้น ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สร้างระบบการจัดการบริหารต้นไม้ในเมืองเช่นเดียวกับนานาชาติ เขาทำตั้งหลายประเทศแล้ว ทำไมเราไม่เอาความรู้เขามา ตามองค์ความรู้ด้านรุกขกรรม ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรุงเทพมหานคร การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค องค์การบริหารส่วนจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด กรมทางหลวง รวมถึงกรมทางหลวงชนบท กระทรวงพลังงานได้เพิ่มตำแหน่งรุกขกร หรือ หมอต้นไม้ มาทำหน้าที่ดังกล่าว

นอกจากนั้น ผมขอให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงานได้มีการแก้ปัญหาร่วมกันปัญหาไม่สามารถจะแก้ได้เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น ต้องร่วมมือกันในกิจกรรมเดียวกัน... อาจจะต้องมีการจ้างคนตัดแต่งต้นไม้ เขาเรียกว่าตัดแต่งให้สวยงามมีศิลปะ ไม่ใช้จ้างใครมาตัดตัดต้นไม้ก็ได้ เพราะฉะนั้น จะต้องมีคนที่เรียกว่า รุกขกร จะทำอย่างไร จะทำให้มันเป็นศิลปะตรงไหน มีช่องให้สายไฟลอดได้ยังไง ผมไปต่างประเทศเห็นเขาทำ รถนี้วิ่งเรียบต้นไม้ กิ่งต้นไม้ที่มันยื่นออกมา รถบัสติดดันเกือบชิดแต่ไม่โดน ของเราตัดเกลี้ยงนั้นแหละคือปัญหาของเรา”

ก่อนหน้านั้น ในภาคประชาสังคม มีการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมของ “เครือข่ายต้นไม้ในเมือง :: Thailand Urban Tree Network” มีกิจกรรม “สายตรวจต้นไม้” โดยวิธีการ “4 ขั้นตอนของ #สายตรวจต้นไม้ “1) ออกไปถ่ายรูป “ต้นไม้เอ๋อ”?? ละแวกบ้านคุณ 2) โพสต์รูปลงเฟซบุ๊ค หรือไอจี ของคุณเอง 3) บอกตำแหน่งถนน และจังหวัด ของภาพ 4) อย่าลืมใส่ แฮชแทค #สายตรวจต้นไม้”

“ต้นไม้เอ๋อ” คือ ต้นไม้ที่ถูกตัดแบบบั่นยอด จนกิ่งงอกเป็นสิบๆ กิ่ง แต่ทุกกิ่งจะอ่อนแอตลอดชีวิต!!

พลเมืองกลุ่มนี้ ยังร่วมทำงานกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปท. ผลักดันการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในระดับนโยบาย ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อรักษา ดูแล ต้นไม้ใหญ่ในเมือง (urban trees) ทั่วประเทศไทย รวมทั้งความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างบุคลากรด้าน “รุกขกรรม” (Arboriculture) ตามนโยบายจากนายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลต้นไม้เมืองมีเจ้าหน้าที่ “รุกขกร” (Arborist) ประจำหน่วยงานภายใน 3 เดือน!

เรื่องที่จับต้องได้ ใกล้ตัวเช่นนี้ ควรเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วเถิด!

สารส้ม

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้