คำว่า “ชิตังเม”
นำเข้าเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2559 โดย  
อ่าน [1946]  

‘พระ’ หรือ ‘หลวงพ่อ’ อย่ากระดากปาก กระดากใจนะจ๊ะ .....

 

แกะรอย45ปีสำนักจานบิน อาณาจักรลัทธิสุดอื้อฉาว

สำนักธรรมกายก่อตั้งมาตั้งแต่เมื่อ 45 ปีที่แล้ว ซึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งมาจนทุกวันนี้ สำนักธรรมกายตกเป็นสุดข่าวอื้อฉาวครึกโครมมาตลอด ขณะเดียวกันก็ถูกมองว่าเป็นอาณาจักรรัฐอิสระที่เหมือนแดนสนธยาซึ่งซ่อนความลับมากมายที่สังคมไม่เคยล่วงรู้

การถือกำเนิตของสำนักธรรมกายตกเป็นข่าวอื้อฉาวตั้งแต่ยังไม่ก่อสร้างสำนักธรรมกายอันยิ่งใหญ่อลังการด้วยซ้ำ  โดยเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างสำนักธรรมกายกับชาวบ้านในพื้นที่อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานีซึ่งสำนักธรรมกายพยายามใช้อิทธิพลเข้าครอบครองพื้นที่หลายพันไร่เพื่อก่อสร้างสำนัก แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ยอมจึงเกิดเหตุการณ์กลุ่มอันธพาลยกพวกไล่ทุบตีทำร้ายชาวบ้านอย่างป่าเถื่อนก่อนที่จะกลายเป็นสำนักธรรมกายซึ่งยิ่งใหญ่ทรงอิทธิพลในทุกวันนี้

หลังก่อกำเนิดสำนักธรรมกายจนแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วประเทศก็เกิดเรื่องอื้อฉาวกรณีที่ ธัมมชโย เจ้าสำนักธรรมกาย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีฐานยักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังถูกร้องเรียนว่าเผยแพร่ลัทธิอันผิดเพี้ยนไปจากหลักธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นการทำผิดพระธรรมวินัยร้ายแรงจนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงไต่สวนแล้วพบว่ามีความผิดจริงจึงมีพระบัญชาและพระลิขิตให้ ธัมมชโย ปาราชิกพ้นความเป็นพระตั้งแต่ปี 2542

ขณะที่คดียักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวของ ธัมมชโย ยืดเยื้อมานานหลายปีจนมาถึงยุคระบอบทักษิณเรืองอำนาจปรากฏว่าเกิดเรื่องเหลือเชื่อเพราะขณะที่ศาลกำลังใกล้จะพิพากษาโทษ ธัมมชโย โดยเหลือนัดสืบพยานอีกเพียง 2 ปาก แต่แล้วก็เกิดปรากฏการณ์เหลือเชื่อเมื่อจู่ๆอัยการยุคระบอบทักษิณเรืองอำนาจกลับยกเลิกมติของอัยการชุดเดิมที่เคยเป็นโจทก์ฟ้อง ธรรมชโย แล้วกลับลำถอนฟ้องเอาดื้อๆ ซึ่งปรากฏการณ์เหลือเชื่อนี้ถูกตั้งข้อสังเกตุว่าเกิดจากอำนาจอิทธิพลของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีโทษคดีทุจริต  และสะท้อนความร่วมมือที่แนบแน่นลึกซึ้งระหว่างระบอบทักษิณและสำนักธรรมกาย

ที่ผ่านมาสำนักจานบินกับขบวนการระบอบทักษิณเกื้อหนุนกันทางการเมืองมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งพยายามแผ่ขยายอิทธิพลกุมอำนาจฝ่ายศาสนจักร ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งผูกขาดอำนาจฝ่ายอาณาจักรผ่านรัฐบาล ซึ่งหากสองพันธมิตรสำนักธรรมกายและขบวนการระบอบทักษิณสามารถยึดครองประเทศทั้งศาสนจักรและอาณาจักรได้อย่างเด็ดขาดต่อเนื่องโดยไม่เกิดการรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมาเชื่อว่าหากสองพันธมิตรคิดที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศผูกขาดอำนาจทุกมิติอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในอนาคตเป็นเรื่องที่ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ

เหตุการณ์ก่อการร้ายทำลายเมืองเมื่อปี 2553 ก็มีเสียงร่ำลือตั้งข้อสงสัยว่า สำนักธรรมกายอาจเป็นแหล่งพักรวมพลของกองกำลังเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆ

สำนักธรรมกายยังตกเป็นข่าวอื้อฉาวและถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากพระสงฆ์ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนาว่าเผยแพร่ลัทธิที่ผิดเพี้ยนจากคำสอนของพุทธศาสนา

พระอดิศักดิ์ วิริยะสักโก 1 ในผู้ร่วมก่อตั้งสำนักธรรมกาย ที่ปัจจุบันแยกตัวออกมาจากสำนักธรรมกายเนื่องจากรับไม่ได้กับพฤติกรรมของ ธัมมชโย วิพากษ์เทคนิคการสอนของสำนักธรรมกายที่พยายามบอกบุญหรือเรี่ยไรในรูปของธุรกิจมากกว่าการสร้างศรัทธาให้คนทำบุญด้วยจิตใจ ไม่ใช่การบอกบุญธรรมดา แต่เป็นการพยายามเซ๊าซี๊เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเกรงใจ ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ถ้าเขาไม่มีเงินก็ทำให้เกิดความงมงายโดยการให้ไปกู้เงินมาทำบุญ และเร้าให้คนทำบุญเพื่อแลกกับนิพพาน ยิ่งทำบุญมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้ไปขึ้นสวรรค์

นอกจากนี้การที่ออกมาพูดว่าเข้าถึงธรรมกายแล้วจะสามารถสื่อสารกับพระพุทธเจ้าได้เป็นเรื่องที่สร้างขี้นมาเพื่อยกย่องสร้างสัญญลักษณ์ ธัมมชโย ว่าเป็นผู้วิเศษและพยายามโน้มน้าวให้ผู้คนศรัทธาว่าตัวเองเป็นหัวหน้าของพระพุทธเจ้าทั้งหมด  สามารถทำอะไรก็ได้ ซึ่งขัดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าและผิดหลักพุทธศาสนาซึ่งถือเป็นการเผยแพร่แนวคิดในทางที่ผิด

ขณะที่ ดร.น.พ.มโน เลาหวณิช  ซึ่งเคยบวชในสำนักธรรมกายและเป็นหนึ่งในคนใกล้ชิดของ ธัมมชโย แต่ภายหลังแยกตัวออกมากล่าวว่า สำนักธรรมกายทำให้มาตรฐานของพระธรรมวินัยหมดไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมหาเถรสมาคมออกมาอุ้มพระธัมมชโยแล้วคดีความต่างๆที่บอกว่าคืนทัรพย์สินแล้วไม่ปาราชิกมันสวนทางกับพระธรรมวินัยสิ้นเชิง และสำนักจานบินเป็นองค์กรที่มีอำนาจล้นฟ้าสามารถเอาอำนาจตัวเองไปใช้ทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ได้ใช้ในทางที่ดี เอาไปใช้โดยบอกว่าพัฒนาศีลธรรมโลก แต่ตัวเองโกงชาวบ้านเขา มันเหมือนกับหน้าเนื้อใจเสือ คนได้รับความทุกข์ทรมานจากสำนักจานบินมากมาย  ครอบครัวแตกแยกเป็นหมื่นครอบครัว มีการบั่นศรัทธาคนทำบุญอย่างบ้าคลั่ง ทำบุญโดยการดูดเอาเงินดูดทรัพย์เข้ามอย่างมโหฬาร

ดร.น.พ.มโน ยังชี้ว่าการที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังหราช ทรงชี้ว่า ธัมมชโย ปาราชิกนั้นเพราะหลักฐานชัดเจนว่ามีการเอาเงินวัดเป็นพันล้านไปซื้อที่ในชื่อตัวเอง ซึ่งเมื่อมีพระลิขิตให้ปาราชิกถือว่า ธัมมชโย พ้นความเป็นพระไปตั้งนานแล้ว แต่ยังมีพรรคพวกที่ถืออำนาจอยู่จนสามารถเป็นใหญ่ต่อไปได้อย่างหน้าชื่นตาบานโดยไม่มีความละอาย

ในส่วนแนวคิดที่ผิดเพี้ยนของสำนักธรรมกาย ดร.น.พ.มโน ชี้ว่า มีการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนาไปมาก อย่างการเกิดขึ้นของพระต้นธาตุต้นธรรม พระพุทธศาสนาไม่มีพระผู้เป็นเจ้า  แต่ ธัมมชโยอวดอุตริมนุสธรรมพยายามทำให้เห็นว่าตัวเองเป็นต้นธาตุ พยากรณ์ด้วยญาณทัสสนะ ซึ่งผิดอยู่แล้ว

นอกจากนี้สำนักธรรมกายยังบริหารราวกับธุรกิจกลายเป็นธรรมมะยุคเงินเป็นใหญ่ ทุนนิยมครอบครองประเทศไปหมดแล้ว พระสงฆ์ตอนนี้แข่งกันรวย ทั้งๆที่พระพุทธองค์สอนว่า การเป็นพระต้องสละเงินทอง สมบัติส่วนตัว ไม่เช่นนั้นถือเป็นอาบัติ แต่ปัจจุบันบิดเบือนคำสอนทำให้ศาสนาไม่เหลืออะไรเลย เหลือเพียงคนห่มผ้าเหลืองหลอกลวงชาวบ้านสะสมทรัพย์สมบัติ

ดร.น.พ.มโน ยังเปิดเผยถึงเบื้องหลังที่แตกหักแยกตัวออกจากสำนักธรรมกายว่า เมื่อครั้งยังบวชอยู่ที่สำนักธรรมกายเคยเตือน ธัมมชโย เรื่องการนำเงินของชาวบ้านไปลงทุนทำธุรกิจต่างๆว่าขอให้หยุดเถอะ แต่กลับได้รับคำตอบจากธัมมชโย ว่า “อย่ามายุ่ง นี่มันเรื่องส่วนตัว” ซึ่งเมื่อได้ยินคำตอบสุดท้ายนี้ ดร.น.พ.มโน ก็หันหลังเดินออกจากสำนักจานบินเพราะมองทะลุแล้วว่า นี่ไม่ใช่วิถีพุทธ แต่คือธุรกิจของ ธัมมชโย เพื่อต่อยอดให้เขาได้ความยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ ดร.น.พ.มโน ยังฝากข้อคิดถึงพุทธศาสนิกชนให้ตื่นเลิกงมงายโดยต้องแยกแยะสิ่งที่เป็นสาระแก่นสารของพุทธศาสนาโดยพระดีต้องไม่มีเงิน ไม่ขับรถเบนซ์หรูหรา ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ และไม่แสดงตัวเป็นผู้วิเศษ

พระแท้อย่าง ท่านว.วชิรเมธี ก็เคยทำวิทยานิพนธ์ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า สำนักธรรมกายทำให้พระธรรมวินัยวิปริต ยกเรื่องการทำบุญมาเป็นสินค้า นำเอาลัทธิทุนนิยมมาผสมผสานกับการบริหารจัดการวัด ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาและต่อสังคมไทย และหากสำนักธรรมกายเผยแพร่แนวคิดและยึดครองได้สำเร็จตามความมุ่งหมายจะส่งผลให้พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทในประเทศไทยต้องสูญสิ้น

พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปยุตโต) ก็เคยแสดงความวิตกต่อปัญหาของสำนักธรรมกายว่าเป็นปัญหาร้ายแรงอาจทำให้พุทธศาสนาล่มสลาย ด้วยการเผยแพร่คำสอนที่ผิดเพี้ยนจากหลักพระพุทธศาสนา อาทิ สอนว่า นิพพานเป็นอัตตา สอนเรื่องธรรมกายเป็นภาพมิติและมีตัวตน เป็นอัตตาของพระพุทธเจ้ามากมายหลายพระองค์ไปรวมอยู่ในอายตนนิพพาน สอนเรื่องอายตนนิพพานที่ปรุงแต่งถ้อยคำขึ้นมาเองใหม่ให้เป็นดินแดนที่จะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงกับมีพิธีถวายข้าวพระที่จะนำข้าวไปบูชาถวายแด่พระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน นอกจากนี้ยังเผยแพร่แนวคิดที่จวบจ้วงพระธรรมวินัยชักจูงให้คนเข้าใจผิดสับสนหรือแม้แต่ลบหลู่พระไตรปิฏกที่เป็นหลักของพระพุทธศาสนาเถรรวาท อาทิ ทำให้เข้าใจว่าพระไตรปิฏกบันทึกคำสอนไว้ตกหล่น หรือมีฐานะเป็นเพียงความคิดเห็นอย่างหนึ่งเชื่อถือหรือใช้เป็นมาตรฐานไม่ได้

ด้วยแนวคิดที่ผิดเพี้ยนจึงไม่แปลกที่ ธัมมชโย ส่อพฤติการณ์ล้างสมองเหล่าสาวกให้งมงายเคลิบเคลิ้มด้วยการอ้างว่า ตัวเองได้ถอดร่างไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงแดนสวรรค์  หรือไปพบ สตีพ จอบส์ ที่เสียชีวิตไปแล้ว พร้อมอ้างว่าปัจจุบันสตีฟ จ็อบส์ มีสถานะเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ขณะเดียวกัน ธัมมชโย พยายามแสดงตัวราวกับว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด นอกจากนี้ทุกครั้งที่เทศนาปลุกเร้ายังส่อเจตนาหลอกล่อเหล่าสาวกให้ทำบุญเข้าสำนักธรรมกายโดยพยายามชี้ให้เห็นว่า ยิ่งทำบุญมากหรือแม้แต่กู้เงินมาทำบุญก็จะยิ่งได้ไปสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำพิธีกรรมธุรกิจขายบุญด้วยการขายของวิเศษ อาทิ ”ค้อนศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งหากสาวกคนใดทำบุญซื้อค้อนวิเศษจะร่ำรวยทันตาเห็น

ข้อน่าสังเกตุก็คือขณะที่ ธัมมชโย ทำตัวดุจผู้วิเศษที่สามารถถอดร่างแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้ แต่กลับต้องหนีหมายจับของดีเอสไอและอาศัยเหล่าสาวกเป็นเกราะกำบังตัวเอง

เรื่องอื้อฉาวล่าสุดที่กำลังตึงเครียดร้อนแรงก็คือกรณีที่ ธัมมชโย ส่อเจตนาตั้งป้อมใช้เหล่าสาวกเป็นโล่ห์มนุษย์เพื่อขวางหมายจับข้อหาพัวพันการฟอกเงินและรับของโจรในคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)และฝ่ายอัยการ ซึ่งการใช้เหล่าสาวกเป็นเกราะป้องกันตัวเองของ  ธัมมชโย เคยถูกใช้ได้ผลมาแล้วเมื่อปี 2541 เมื่อครั้ง ธัมมชโย ถูกออกหมายจับในข้อหายักยอกทรัพย์สินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัว

ทั้งนี้ปัญหาตึงเครียดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการกลั่นแกล้งหรือย่ำยีพระพุทธศาสนาอย่างที่ฝ่ายสำนักธรรมกายหรือขบวนการระบอบทักษิณอ้าง แต่การออกหมายจับ ธัมมชโย ของดีเอสไอเกิดจากคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาทที่มีการจับกุมดำเนินคดี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งจากการขยายผลทางคดีของดีเอสไอพบหลักฐานชัดเจนว่า นายศุภชัย ได้ยักย้ายถ่ายเทเงินที่โกงไปยัง ธัมมชโย และคนในสำนักธรรมกายซึ่งเท่าที่ตรวจสอบพบเป็นมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาทโดยเช็คสั่งจ่ายธัมมชโย คนเดียวเกือบ 1,000 ล้านบาท

นายศุภชัย ซึ่งขณะนี้ถูกขังอยู่ในเรือนจำยอมรับสารภาพหมดเปลือกและมีการยอมรับว่าเป็นคนใกล้ชิด ธัมมชโยโดยเคยเป็นไวยวัจกรณ์ที่สำนักธรรมกาย โดยตัวเองและ ธัมมชโย จะใช้ชื่อเป็นรหัสลับเฉพาะเวลาสื่อสารกัน

คำถามที่คนจำนวนมากสงสัยก็คือทั้งๆที่ ธัมมชโย และสำนักจานบินถูกเปิดโปงและตกเป็นข่าวอื้อฉาวมาตลอดแต่ก็ยังมีเหล่าสาวกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ตื่นจากความงมงายโดยยังศรัทธาคอยปกป้อง ธัมมชโย ดุจเทพเจ้าอย่างไม่ลืมหูลืมตา และไม่แยกแยะผิดถูกชั่วดี  ซึ่งนักวิเคราะห์ให้เหตุผลเพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าวดังนี้คือ

สำนักจานบินก่อตั้งโดยปัญญาชนกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะตัว ธัมมชโย หรือ นายไชยบูลย์ สิทธิผล ก็จบการศึกษาถึงระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยช่วงที่เป็นนักศึกษา นายไชยบูลย์ เป็นผู้นำนักศึกษาและนักพูดตัวยงที่มีลีลาโน้มน้าวมัดใจคนฟังจนเคลิบเคลิ้ม ขณะที่สานุศิษย์ของสำนักจานบินล้วนเป็นปัญญาชนจำนวนไม่น้อย ดังนั้นการบริหารจัดการของสำนักจานบินจึงแยบยลด้วยการใช้หลักการตลาดและพิธีกรรมด้วยรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ อลังการ ตระการตาตื่นตาตื่นใจด้วยเทคนิคแสงสีเสียงสมัยใหม่ที่เพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดเป็นระเบียบสร้างความน่าเชื่อถือประทับใจ รวมทั้งการพยายามสร้างพลังศรัทธาจนเคลิบเคลิ้มหัวปักหัวปำโดยเน้นภาพลักษณ์ของ ธัมมชโย ดุจผู้วิเศษดั่งตัวแทนของพระพุทธเจ้า ตลอดจนปลูกฝังในเรื่องอิทธิปาหาริย์ต่างๆจากการดลบันดาลของ ธัมมชโย  และแนวคิดที่ว่ายิ่งทำบุญให้สำนักธรรมกายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้บุญไปสวรรค์ที่สูงขึ้นเท่านั้น  นอกจากนี้ยังอาศัยบารมีของ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ เสริมจุดขายสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสำนักธรรมกายมากขึ้น

การที่สาวกสำนักธรรมกายจำนวนไม่น้อยศรัทธาที่ส่อไปในทางงมงามอย่างไม่ลืมหูลืมตาอาจเนื่องจากยึดติดในรูปแบบเปลือกนอกของ ธัมมชโย ที่สร้างภาพดุจผู้วิเศษดั่งพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด รวมทั้งเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ตลอดจนพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ตระการตาตื่นตาตื่นใจโดยไม่สนใจแก่นแท้ในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาแม้แต่น้อย ขณะที่สาวกธรรมกายอีกส่วนหนึ่งมีเบื้องหลังเรื่องผลประโยชน์เป็นแรงจูงใจ

สำนักธรรมกายยังบริหารจัดการที่มีชั้นความลับอย่างแนบเนียน โดยเหล่าสาวกทั่วไปไม่มีทางรู้ความลับสุดยอดและแผนการที่แท้จริงของ ธัมมชโย โดยจะมีคนใกล้ชิดซึ่ง ธัมมชโย ไว้วางใจเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะรู้แผนลับสุดยอดและเป้าหมายของ ธัมมชโย นอกจากนี้จะมีชั้นความลับแตกต่างกันไปตามความไว้วางใจ

จากเหตุการณ์ระดมสากลธรรมกายเพื่อต่อต้านดีเอสไอที่เกิดขึ้นล่าสุดหากแยกแยะและพิเคราะห์ให้ดีจะพบว่า มวลชนที่เป็นโล่ห์มนุษย์เพื่อปกป้อง ธัมมชโย เชื่อว่าไม่ใช่สาวกที่ศรัทธาในสำนักจานบินทั้งหมด แต่ประกอบด้วยมวลชนหลายส่วนทั้งเครือข่ายระบอบทักษิณโดยเฉพระกลุ่มเสื้อแดง และมวลชนที่เป็นฐานะคะแนนของพรรคเพื่อไทยในจ.ปทุมธานีและใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีมวลชนอีกส่วนหนึ่งที่เชื่อว่ามีการจัดตั้งด้วยการว่าจ้างมาเป็นโล่ห์มนุษย์และการ์ดคอยรักษาความปลอดภัยและต่อต้านดีเอสไอหากเข้าจับกุม ธัมมชโย

ปัญหาสำนักธรรมกายถูกตั้งข้อสังเกตุว่า นอกจากจะเป็นภัยร้ายแรงต่อพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติด้วย โดยมีการประเมินว่า ทรัพย์สินของสำนักธรรมกายคาดว่ามีมูลค่ามหาศาลจนน่างตกใจ โดยทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศรวมกันอาจมีมูลค่ามหาศาลถึงกว่า  4 ล้านล้านบาทซึ่งมากกว่างบประมาณแผ่นดินปีล่าสุดถึงเท่าตัว ซึ่ง เฉพาะพื้นที่สำนักธรรมกายที่จ.ปทุมธานีก็กินอาณาบริเวณกว่า 4,000 ไร่เข้าไปแล้วยังไม่รวมสาขาทั่วประเทศและในต่างประเทศอีกจำนวนมากที่มีการใช้กลยุทธแบบธุรกิจและการตลาดใช้เงินต่อเงินขยายทั้งรายได้รวมทั้งเครือข่ายอิทธิพลของสำนักธรรมกายไปเรื่อยๆจนในที่สุดกลายเป็นขุมพลังแห่งอำนาจที่ยึดครองประเทศไว้ในมือ

และยิ่งหากสำนักธรรมกายจับมือเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับระบอบทักษิณโดยมีแนวคิดเป้าหมายเดียวกันนั่นคือยึดครองประเทศทั้งศาสนจักรและอาณาจักรไว้ในอุ้งมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะยิ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติเพราะมีความพร้อมทั้งอิทธิพลเครือข่ายมวลชนและพลังเงินที่มีอยู่อย่างมหาศาล

และอาจเพราะมั่นใจในพลังอิทธิพลอำนาจของตัวเองจึงทำให้ธัมมชโยไม่แคร์อำนาจรัฐ ไม่แคร์หมายจับของดีเอสไอ ไม่แคร์กฏหมาย เพราะพร้อมใช้สาวกที่มีอยู่ทั่วประเทศและทั่วโลกภายใต้การสนับสนุนจากพันธมิตรคือขบวนการระบอบทักษิณทำสงครามขั้นแตกหักกับฝ่ายตรงข้าม


 

                     พระมหานพพร ปุญฺญชโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ให้สัมภาษณ์เรียกร้องต่อสื่อมวลชนว่า ในการนำเสนอข่าว อยากจะให้เรียกพระเดชพระคุณหลวงพ่อของชาววัดพระธรรมกาย ด้วยคำนำหน้าว่า “พระ” หรือ                                      “หลวงพ่อ” การเรียกว่า “ธัมมชโย” เฉยๆ ทางวัดรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะหลวงพ่อเป็นพระผู้ใหญ่ แม้จะมีคดีความ ท่านก็ยังอยู่ในสมณเพศ ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนเรียกท่านด้วยสรรพนามให้เกียรติพระมหาเถระด้วย

                       1) คุณพระช่วย!

หลวงพ่อ พระเดชพระคุณท่าน ท่านเจ้าอาวาส พระมหาเถระ ฯลฯ

ร้องขอจากดีเอสไอให้เปลี่ยนตัวทีมพนักงานสอบสวน

ร้องขอจากสังคมให้เชื่อมั่นในตัวหลวงพ่อ

ร้องขอจากสื่อให้เรียก “พระ” หรือ “หลวงพ่อ”

                       ร้องขอจากทุกคน แต่ฝ่ายท่านทำไมไม่ทำตามคำร้องขอบ้าง...ไม่ใช่สิ... หมายจับของศาลอาญา คดีร่วมกัน สมคบกัน ฟอกเงิน รับของโจร ก็ยังไม่ยอมเดินทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

                      แพทยสภาฯ จะให้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจเพื่อพิสูจน์ว่าท่านป่วยหนักถึงขนาดไม่สามารถเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาได้จริงหรือไม่? ทำไมยังไม่ยอมให้เข้าไปตรวจพิสูจน์?

2) แถมยังปล่อยให้ลูกศิษย์ แนวร่วม กระทำการบิดเบือนประเด็นสาระสำคัญแห่งคดีในกระบวนการยุติธรรม

ยกตัวอย่าง

                            ใส่ความเท็จว่า มีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐเป็นหลักฐานยืนยันการป่วย แต่ดีเอสไอยังไม่ยอมพิจารณา หาว่าดีเอสไอไม่ให้ความเป็นธรรม ปัจจุบัน โรงพยาบาลของรัฐดังกล่าวยืนยันแล้วว่าใบรับรองแพทย์ดังกล่าวออกโดยมิชอบ แต่ถึงวันนี้ ทางฝ่ายลูกศิษย์พระยังไม่แถลงยอมรับความผิด ไม่ขอโทษ กลับยังกล่าวหาดีเอสไอต่อเนื่อง

                            บิดเบือนว่า ดีเอสไอจ้องเล่นงานหลวงพ่อองค์เดียว ทั้งๆ ที่ นายศุภชัยบริจาคตั้งหลายแห่ง ถวายหลวงพ่อเป็นเพียง 5% ทั้งๆ ที่ ความจริง ดีเอสไอดำเนินคดีกับทุกกลุ่มที่ได้รับเงิน โดยมีทั้งคดียักยอกทรัพย์สิน-ฉ้อโกง-ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ เจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และคดีฟอกเงิน-รับของโจร มูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 2 หมื่นล้านบาท มีการอายัดทรัพย์ไว้จำนวนมากอยู่ระหว่างดำเนินคดี

                            นอกจากคดีสมคบกัน ร่วมกัน ฟอกเงิน รับของโจร ที่มีพระธัมมชโยเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาแล้ว ยังมีคดีฟอกเงินที่เฉียดใกล้วัดพระธรรมกาย เช่น กลุ่มนายสถาพร (อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย), กรณีเอาเงินไปซื้อที่ดินข้างวัดพระธรรมกาย, กรณีเอาเงินไปซื้อหุ้นบริษัทที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินใกล้วัดพระธรรมกาย ฯลฯ

                              การที่พระธัมมชโย และทางวัดพระธรรมกาย ยังไม่ออกมาปฏิเสธ ไม่ชี้แจงความจริงแก่แนวร่วมของตนเอง หากแต่อาศัยประโยชน์จากการใช้ความเท็จบิดเบือนดังกล่าวอยู่นั้น จะถือว่าบาปกรรมหรือไม่? เจตนาอาศัยความเท็จเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือไม่?

3) แนวทางคำสอน การกระตุ้นรุกเร้าให้คนบริจาคเงินทองทำบุญกับทางวัดพระธรรมกาย โดยอ้างเสมือนตนเองล่วงรู้ถึงนรก-สวรรค์ แถมโฆษณาว่าทำบุญกับวัดอย่างไร จะได้บุญขนาดไหน ขึ้นสวรรค์ชั้นใด เฟสใด เป็นที่ครหาสงสัยต่อวิญญูชนว่า ถูกต้องตามพระพุทธศาสนาจริงหรือไม่? ผิดพระธรรมวินัยหรือไม่? เช่น

                           พระธัมมชโยเทศนาผ่านทีวีช่อง DMC TV 6 พฤษภาคม 2559 ออกอากาศทั่วโลก อ้างกรณีศึกษา Case Study โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (คุณพ่อวิศิษฎ์) เสียชีวิต อ้างว่า ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ด้วยผลบุญจากที่ทำกับวัดพระธรรมกายเป็นอย่างไร พูดเป็นคุ้งเป็นแคว เพื่อให้ลูกๆ ทำบุญกับวัดพระธรรมกายต่อไป เช่น

                          ...เมื่อกายละเอียดคุณพ่อของลูกสามารถนึกถึงหลักวิชชาธรรมกายขึ้นมาได้ ตัวท่านจึงได้แว้บบบบ มากราบมหาธรรมกายเจดีย์ แล้วก็นั่งสมาธิทบทวนบุญทุกๆ บุญที่ตัวท่านได้เคยตั้งใจสั่งสมเอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัว บุญหล่อรูปเหมือนพระเดชพระคุณหลวงปู่พระผู้ปราบมารด้วยทองคำ บุญถวายไทยธรรม 30,000 วัด บุญถวายภัตตาหารพระที่หอฉัน และบุญบวชพระลูกชาย เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงส่งผลทำให้กายละเอียดของท่านค่อยๆ สว่างขึ้น...สว่างขึ้น...แล้วก็สว่างขึ้นไปเรื่อยๆ

                           ...ส่งผลทำให้ตัวท่านได้แว้บบบบบไปบังเกิดเป็น “เทพบุตรสุดหล่อ” อยู่ในวิมานทองแก้วลายไม้ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เฟส 3 ในทันที...

...ส่วนสาเหตุที่ทำให้คุณพ่อของลูกได้มาบังเกิดเป็นเทพบุตรสุดหล่ออยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เฟส 3 ทั้งๆ ที่ ตัวท่านควรจะไปบังเกิดอยู่ในภพภูมิที่ดีและประณีตยิ่งไปกว่านี้นั้น ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะในสมัยที่ตัวท่านยังเป็นมนุษย์บางช่วง ตัวท่านก็ทำบุญด้วยความปลื้มอย่างถูกหลักวิชชา แต่บางช่วง ตัวท่านก็เกิดความรู้สึกเสียดายทรัพย์ขึ้นมาในเวลาทำบุญ เพราะเป็นห่วงกังวลถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจจะต้องใช้ในอนาคต เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ตัวท่านได้บุญไม่เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น...

                            แต่ที่สุดยอดเป็นที่สุด คือ เมื่อลูกๆ มาทำบุญกับวัดพระธรรมกายเพิ่มเติม พระธัมมชโยก็เล่าเพิ่มเติมในอีกวันด้วยว่า ผลบุญได้ทำให้พ่อที่อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เฟส 3 ได้ย้ายขึ้นไปอยู่เฟส 1 ซึ่งมีความหรูหรา และไฮโซกว่าเดิม!!!!

ทั้งหมดออกอากาศผ่านโทรทัศน์ดาวเทียม DMC TV

4) คำว่า “ชิตังเม” ถูกพระธัมมชโยนำมาใช้ประโยชน์ในการระดมเงินทำบุญอย่างหนัก

ทั้งๆ ที่ “ชิตังเม” ตามความหมายที่แท้จริงในพระพุทธศาสนานั้น คือ “ชนะแล้ว” ชนะกองกิเลสแล้ว

มิใช่สอนให้โลภมากในผลบุญ หรือเร่งหาเงินมาบริจาคเพื่อหวังจะขึ้นสวรรค์ หรือมิให้คิดกังวลภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวเลย หรือแม้กระทั่งจัดกิจกรรมระดมเงินบริจาคเป็นเนืองนิตย์ สารพัดโครงการ มีอีเว้นท์ทุกเดือน ทุกต้นเดือน มีสินค้าบุญขายในนามบริจาค ยึดติดวัตถุ เน้นความตื่นตาตื่นใจ ฯลฯ

5) เมื่อ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน นพ.ดร.มโน เลาหวณิช ยื่นคำร้องกล่าวหาพระเทพญาณมหามุนี หรือ “พระธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กระทำการอวดอุตริมนุสธรรม ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย อันเป็นครุกาบัติ ยื่นต่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น และ พระราชวิสุทธิเวที เจ้าคณะภาค 1 ในฐานะผู้พิจารณาชั้นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากพระเทพญาณมหามุนี เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ แต่ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าเจ้าคณะภาค ดังนั้น จึงนำความตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ข้อ 9 (2) กำหนดให้นำความในข้อ 7 (5) ก มาใช้โดยอนุโลม

                       ระบุในคำร้องว่า กระทำการอวดอุตริมนุสธรรม ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอันเป็นครุกาบัติ หลายกรณี

อาทิ การกล่าวอ้างว่าพบเห็นใครต่อใครในนรก รวมถึงพระผู้ใหญ่บางรูป ก่อนที่จะช่วยให้ขึ้นมาอยู่ในสวรรค์

สะท้อนว่า มีเหตุอันควรสงสัยในความเป็นพระอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

6) ทั้งหมดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย หรือวิญญูชนทั่วไป หรือพุทธศาสนิกชนที่รักและศรัทธาในพระพุทธศาสนาจริงแท้จำนวนมาก จะเกิดข้อครหา คลางแคลงสงสัย หรือเกิดความรู้สึกกระดากปาก

ไม่สะดวกใจที่จะเรียกพระธัมมชโย โดยใช้คำนำหน้าว่า “พระ” หรือ “หลวงพ่อ”

จะไปขืนใจให้คนอื่นเขาเรียก ได้อย่างไร?

แทนที่จะมาร้องขอให้คนอื่นเรียกด้วยคำยกย่องบูชา กลับไปสำรวจตรวจสอบพฤติกรรมแห่งตน จะดีกว่าไหม?


ควรจะรุดเข้าไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน ตามหมายจับของศาลอาญา จะดีกว่าไหม?

สารส้ม


 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้