เกียร์ว่างเกียร์ว่าง...
นำเข้าเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [961]  

.....

ข้าราชการเกียร์ว่าง กับการปราบทุจริต?

ขณะนี้เราอยู่ในสถานการณ์ ที่ประชาชนกำลังสับสนและลังเล

เครื่องมือที่พลเอกประยุทธ์ใช้อยู่กำลังถูกมองว่าเป็น “ดาบสองคม”

ด้านหนึ่ง ประชาชนรอความหวังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ แก้ไขปัญหาที่สังคมเชื่อและรับรู้กันว่า ในสถานการณ์ปกติไม่มีใครแก้ได้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นปัญหา และรอเข้าคิวให้ลงดาบแก้ไข โดยก่อนหน้านี้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงออกมาบ้างแล้ว อย่างเช่น การปราบปรามทุจริตใต้โต๊ะปราบอิทธิพลเถื่อน การออกกฎหมายอำนวยความสะดวกในการบริการประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อีกด้านหนึ่งกลับกลายมากระทบกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม นั่นคือ ข้าราชการเลวบางกลุ่มบางคน ที่ยังคงเป็นเหลือบคอยกินหัวคิวเก็บค่าคอมมิชชั่นอยู่

ที่ต้องบอกว่า บางกลุ่มบางคน เพราะจากข้าราชการกว่า 2 ล้านคน อาจจะมีกลุ่มนี้เพียงไม่ถึง 10% แต่ข้าราชการเลวที่คาดว่า มีเพียง 10% เหล่านี้ สามารถเป็นผู้วางยารัฐบาลได้ตลอด เพราะเคยทำการทุจริตเช่นนี้มาตลอดชีวิต อยู่ในสายเลือด แต่หากจัดการได้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเองแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์กับประชาชนที่เหลืออีกกว่า 50 ล้านคนอีกด้วย

คดีค่าโง่ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์, คดีค่าโง่คลองด่าน กรณีการทุจริตบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ที่รัฐต้องเสียค่าโง่กว่า 9 พันล้านบาท, คดีค่าโง่โฮปเวลล์ กรณีโครงการโฮปเวลล์ที่บริษัทเอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท, คดีโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่สุดท้ายบริษัทเอกชนฟ้องเรียกค่าก่อสร้างเพิ่มกว่า 6 พันล้านบาท,
คดีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นำเข้าบุหรี่ข้ามชาติเลี่ยงภาษี 6.8 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลต้องฟ้องบริษัทเอกชน, คดีบริษัท วอลเตอร์ บราว จำกัด ฟ้องรัฐบาลในโครงการก่อสร้างโทลล์เวย์มูลค่า 36 ล้านยูโร ฐานผิดสัญญา, คดีข้อพิพาททีโอทีกับ AIS มูลค่าความเสียหาย 7.2 หมื่นล้านบาท ที่ AIS ต้องชดใช้ให้ทีโอที แต่ปัจจุบันยังไม่คืบหน้า รวมถึง คดีทุจริตโรงพัก และล่าสุดกรณีสร้างสภาใหม่ล่าช้า มีการต่ออายุให้อีก 1 ปี

คดีโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร ที่เสียหายกว่า 5 แสนล้าน ที่มีความเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่เปิดรับจำนำ เก็บข้าวตรวจข้าว จ่ายเงิน รักษาข้าว ขายข้าว แทบจะทุกขั้นตอน ถ้าพิสูจน์ได้ว่า มีการทุจริต? ถามว่าหัวโจกคนทำให้คือใครบ้าง?

คดีทุจริตที่เกี่ยวเนื่องกับภาครัฐเหล่านี้ แม้จะมีที่มาที่ไปที่แตกต่างกัน แต่เมื่อสาวไปแล้ว ล้วนต้องพบว่ามีข้าราชการเหลือบประเภทที่ว่านี้ เข้ามาเกี่ยวข้อง ชงเรื่องให้ ชี้ช่องให้ วางเส้นทางโกงให้ แล้วสุดท้ายตัวเองก็รวยไปด้วยไม่รู้ตัว เหมือนกับที่ไม่นานนี้ มีคดีข้าราชการระดับสูงโดนปล้นบ้านจนเป็นข่าว จึงรู้ว่า มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ระบุที่มาของเงินไม่ได้

แต่บางกรณีแม้ไม่ได้เกิดจากการชงเรื่องวางให้ แต่ไปเจอแล้ว แต่ไม่จัดการ หลับตาข้างหนึ่งเลือกเส้นทางจับผิดในมุมที่เอกชนได้มากสุด จนกลายเป็นกรณีค่าโง่ทั้งหลายเหล่านี้ หรือบางทีตั้งข้าราชการมาตรวจงานราชการแม้เจอปัญหาก็ไม่จัดการ เพราะเป็นพวกกัน เข้าตำรา “หมาไม่กินเนื้อหมา เสือไม่กินเนื้อเสือ” ข้าราชการเช่นนี้มี ส่วนข้าราชการที่เป็นคนดี ไม่ทำเช่นนี้ ก็มี

เช่นนั้นแล้ว หากท่านนายกฯจะปราบทุจริต นี่คือตัวการใหญ่ แม้จะมีหลายระดับ แต่มีอยู่มากและอยู่กันมาอย่างยาวนาน จนหลายที่กลายเป็นวัฒนธรรมหลายชั่วคน จะปราบได้ก็ต้องใช้อำนาจเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้จะคอยร่วมมือกับผู้มีอำนาจซึ่งก่อนหน้านี้คือนักการเมือง แนะลู่ทางให้ เปิดจุดอ่อนกฎหมายให้แนะวิธีให้โกง แต่ตอนนี้ไม่มีนักการเมืองแล้ว แต่เหตุใดยังมีการเรียกรับเงินกินหัวคิวกับพ่อค้าภาคเอกชนกันอยู่

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องล่อแหลมกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะถ้าเขาไม่สามารถจะร่วมมือกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ หรือที่ทำบางอย่างตอนนี้ไปขัดผลประโยชน์ของเขาเข้า เขาก็จะไปร่วมมือกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามของพลเอกประยุทธ์แทน แล้วหันมาชี้ช่องให้เล่นงาน ให้จัดการรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เหมือนที่ทำอยู่ทุกวันนี้

เรื่องผิดก็ต้องว่าไปตามผิด แต่สิ่งที่ท่านต้องคิดด้วยคือ มีประเด็นส่งต่อไปถึงฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไร? ใคร? กลุ่มใด? ท่านนายกฯต้องคิดและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เพราะฉะนั้น ท่านนายกฯต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยใช้มาตรา 44 จัดการ และต้องจัดการอย่างเป็นระบบ เหมือนที่ท่านทำกับการปราบมาเฟีย ปราบบ่อน ปราบผู้มีอิทธิพล เสนอให้สนช.ออกกฎหมายยึดทรัพย์ทายาทคดีปัญหายาเสพติด ปัญหาบัญชีทรัพย์สินข้าราชการร่ำรวยผิดปกติ บรรดาข้าราชการเลวทั้งหลาย รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและผู้กระทำผิดที่หลบอยู่ข้างหลังทั้งหลาย

ยังมีอีกกลุ่มที่ควรใช้โอกาสนี้จัดการไปด้วยวิธีเดียวกัน

พวกที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ประเภท-พวกที่สู้แล้วรวย

ปกติพวกนักการเมืองท้องถิ่น นักการเมืองระดับชาติพวกนี้จะต้องมีการแสดงบัญชีทรัพย์สินอยู่แล้วมีกระบวนการตรวจสอบและมีเครื่องมือดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ แต่พวกที่สู้แล้วรวย ประเภทนักเคลื่อนไหวบางกลุ่ม ที่เมื่อก่อนนุ่งผ้าขาวม้าตกปลา ตั้งแก๊งอยู่ในมหาวิทยาลัยเปิด อาชีพไม่มี แต่บัดนี้เปลี่ยนไป กลายเป็นร่ำรวยในพริบตา ส่งลูกเรียนปีละหลายแสน นั่งรถตู้คันละ 3-4 ล้าน มีบ้านราคา 20 ล้าน ถามว่า เอาเงินมาจากไหน ทำไมไม่มีการตรวจสอบ น่าจะมีกลไกบางอย่างที่จะเข้าไปตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติและเส้นทางการเงินของคนกลุ่มนี้ได้

ก่อนจะมาสู้แล้วรวย พวกนี้เคยลำบากมาแล้ว ก็กลัวอดอยาก ไม่มีใครอยากจนอีก

ดังนั้นถ้าจุดอ่อนอยู่ที่บัญชีทรัพย์สิน ก็ควรจัดการที่ตรงนั้น แต่เครื่องมือ ปปง.คงไม่พอแล้วในยุคนี้

ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์หลักฐานเส้นทางของเงินทางบัญชี (forensic accounting) ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีความสามารถที่จะเข้ามาดูและพิสูจน์ได้หมดว่า เส้นทางการเงินจริงๆ เหล่านี้มาจากใคร เผลอๆ จะสาวไปถึงผู้ก่อการร้ายด้วย

นายกฯ ควรใช้โอกาสนี้กวาดล้างเสียทีเดียว ประเทศได้ประโยชน์ ประชาชนได้ประโยชน์ และรัฐบาลก็จะปลอดภัยจากการถูกเจาะยางของหนอนในบ้านที่เดินกันยั้วเยี้ยตอนนี้ ให้กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามวางยาและเก็บข้อมูลกลับมาทิ่มแทงรัฐบาลให้เสียกระบวนอย่างตอนนี้

....................................

“ในชีวิตของคน ความจริงเต็มไปด้วยการขัดแย้ง ระหว่างผลได้ผลเสียยิ่งยากจำแนกโดยชัดแจ้ง”


(โกวเล้งจาก ซาเสียวเอี้ย)

‘ป๋า’ย้ำเกลียดที่สุด! ชี้คอร์รัปชั่นคือปล้นชาติ เผยขรก.-นักการเมืองโกง

‘ป๋า’ย้ำเกลยดที่ด!

ชี้คอร์รัปชั่นคือปล้นชาติ

เผยขรก.-นักการเมืองโกง

ค่าเสียหายปีละ1.6แสนล.

รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (ประเทศไทย) ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 ธันวาคม โดยนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวเปิดงานดังกล่าว

จากนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประเทศไทยโปร่งใส... ได้อย่างไร” ตอนหนึ่งว่า การคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ตนเกลียดมากที่สุด การต่อต้านคอร์รัปชันไม่ใช่ทำแค่วันนี้วันเดียว แต่ต้องทำทุกเวลา ซึ่งการคอร์รัปชันนั้น ตนขอให้ความหมายว่าเป็นการปล้นชาติ และคนในชาติก็กำลังถูกปล้นตลอดเวลา เป็นสิ่งเลวร้ายที่ทำให้ประเทศไทยยากจน ถูกดูหมิ่นว่าประเทศเราขี้โกง เกิดความอับอายขายหน้า

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาหนึ่งเกิดจากปัญหายาเสพติด ข้าราชการเลือกข้าง ข้าราชการเอาตัวรอด ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ปัญหาการทุจริตหยั่งรากลึกในสังคมไทยจนกลายเป็นที่ยอมรับของคนไทย มีระบบอุปถัมภ์ที่กลายเป็นเรื่องธรรมดา ผู้มีอำนาจเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้อง ทำให้บ้านเมืองเสียเงินมหาศาลในการพัฒนาประเทศ ถ้าเราไม่ทุจริต ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าไม่แพ้ประเทศชั้นนำในโลก

“แม้ปัญหาการทุจริตจะปรับตัวดีขึ้น แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายในแต่ละปีที่เกิดจากการทุจริตของข้าราชการ นักการเมือง สูงถึง 161,145 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก น่ากลัวมาก ตัวเลขนี้จะมีกลิ่นหอมหรือมีกลิ่นเหม็นแล้วแต่คนดม บางคนดมก็ว่าหอม บางคนก็ว่าเหม็น ส่วนต่างประเทศเขาจะมองเราอย่างไรพวกเราก็พอรู้กัน โดยการจัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น เราอยู่ลำดับที่85 ทั้งที่จริงประเทศของเราจะต้องดีกว่านี้ได้” พล.อ.เปรมระบุ

พร้อมทั้งระบุว่า ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำคือ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้ชาติของเราโปร่งใส สะอาด ต้องหาทางขจัดคนไม่ดีคนทุจริตให้หมดไปจากประเทศ โดยต้องเริ่มจากตัวเราเอง ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เพราะคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมจะไม่โกง ต้องเลิกระบบอุปถัมภ์นำระบบคุณธรรมมาแทนต้องไม่ช่วยคนโกง คนที่ทุจริตร่วมมือกับคนที่ทุจริต ให้เรียกว่าคนที่ทรยศต่อชาติ

พล.อ.เปรม กล่าวด้วยว่า คนเหล่านั้นไม่ควรได้รับการยกย่องนับถือ ที่สำคัญควรอบรมปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ตั้งแต่เด็กเพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักความเลวร้ายของการคอร์รัปชัน การทำธุรกิจโดยไม่โกงก็มีความก้าวหน้าได้ ไม่ปล่อยให้คนโกงลอยนวล ช่วยกันดำเนินการตามกฎหมาย ช่วยสนับสนุนการดำเนินการเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการปราบปรามการทุจริต ผู้บริหารองค์กรต้องทำองค์กรให้บริสุทธิ์ตรวจสอบได้ พูดการปล้นชาติบ่อยๆให้คนได้ยินไปปรับตัวเอง ขอให้รัฐบาลใช้ช่องทางทีวีของรัฐสร้างความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชัน และการจัดการคนทุจริต ต้องรวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาด โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม ต้องมีบทลงโทษรุนแรง กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงโทษ

ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวในตอนท้ายว่า หากมีคนเห็นคนโกงแล้วไม่ห้าม เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนเอง คนไทยคงจะหมดหวังที่จะเห็นประเทศมีกลิ่นหอมหากมีคนพวกนี้


 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้