ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
นำเข้าเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2558 โดย นายวิรัช พัฒนะสาร
อ่าน [1295]  

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ วิรัช พัฒนะสาร การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่างๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้นหาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองไม่ การปล่อยให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่เอกชนให้เป็นไปตามหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่เหมาะสม โดยจะต้องรับผิดเต็มตามจำนวนที่เกิดความเสียหายทั้งที่บางครั้งเกิดความเสียหายจากความไม่ตั้งใจหรือผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนั้นยังนำเอาหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับโดยหน่วยงานของรัฐนั้นมุ่งหมายที่จะให้ได้เงินครบตามจำนวนแต่ไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมที่จะมีต่อเจ้าหน้าที่แต่ละคนและยังเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ บางครั้งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารงานเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจเพราะเกรงความรับผิดชอบที่จะเกิดขึ้นแก่ตน ดังนั้นจึงสมควรให้เจ้าหน้าที่รับผิดทางละเมิดเฉพาะในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลในการตราพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ขึ้นมาบังคับใช้ เมื่อทราบหลักการและเหตุผลความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวแล้ว นิยามของคำว่า “ละเมิด” แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มิได้กำหนดเป็นการเฉพาะไว้ ดังนั้นจึงนำหลักความรับผิดเพื่อละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 3 ประการคือ 1) ต้องกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ 2) กระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย 3) บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย ส่วนหลักความรับผิดทางละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 8 นั้น กรณีที่หน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวได้ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำด้วยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีโดยมิต้องให้ใช้เต็มตามจำนวนความเสียหาย คำนึงถึงความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐให้หักส่วนแห่งความรับผิดออก และมิให้นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น การกระทำโดยจงใจคือการกระทำโดยรู้สำนึกถึง การกระทำของตนว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ส่วนประมาทเลินเล่อเป็นการกระทำมิใช่เจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลแต่เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ส่วนความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นการกระทำโดยขาดความระมัดระวังที่เบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก หรือเป็นการกระทำโดยมิได้เจตนาแต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลควรคาดหมายได้ว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นได้และหากใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้แต่กลับมิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นเลย ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ในการละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐหรือละเมิดต่อผู้เสียหายนั้น การที่หน่วยงานของรัฐจะรับผิดแทนเจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายไปแล้ว หน่วยงานของรัฐก็สามารถเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือกรณีการละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ เช่น การที่เจ้าหน้าที่การเงินได้ยักยอกเงินของหน่วยงานที่สังกัดทำให้หน่วยงานของรัฐเสียหาย หากเป็นการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ให้ใช้หลักของมาตรา 8 กล่าวคือ หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หากกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งต่อไปจะแยกพิจารณาว่าผู้เสียหายจะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องจากใครหรือจะสามารถฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง ดังนี้ 1. กรณีเอกชนหรือบุคคลภายนอกเป็นผู้เสียหายจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่ การละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายนั้น เจ้าหน้าที่ต้องได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นผู้เสียหายอาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐโดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ได้ทั้งนี้ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง เช่น พลตำรวจขาวไล่จับผู้ร้ายเกิดยิงต่อสู้กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงพลาดไปถูกนายดำเสียชีวิต ภรรยานายดำจะต้องร้องขอต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนจะฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดไม่ใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัวจะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ ทั้งนี้ตามมาตรา 6 ดังนั้นภรรยานายดำจะสามารถใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานของรัฐได้ 2 วิธี ดังนี้ 1.1 ฟ้องต่อศาลยุติธรรม โดยฟ้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ไล่จับผู้ร้ายและยิงพลาดไปถูกนายดำเสียชีวิตซึ่งถือเป็นการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของพลตำรวจขาวแต่การกระทำละเมิดดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง 1.2 ยื่นคำขอต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามหลักการมาตรา 11สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณาคำขอโดยไม่ชักช้า เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากไม่พอใจผลการวินิจฉัยก็มีสิทธิยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อศาลยุติธรรม ทั้งนี้ตามมาตรา 106 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กล่าวคือ คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องต่อศาลยุติธรรมต่อไป เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ภรรยานายดำไปแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีสิทธิเรียกให้พลตำรวจขาวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนตามมาตรา 12 โดยออกคำสั่งเรียกให้พลตำรวจขาวชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดหากไม่ชำระสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถใช้วิธีการบังคับทางปกครองตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กล่าวคือ คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงินถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบ ส่วนพลตำรวจขาวหากเห็นว่าคำสั่งให้ชดใช้เงินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง โดยต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ก่อนทั้งนี้ตามมาตรา 42 วรรคสอง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ 2. กรณีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้เสียหายจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 คือจะต้องจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากเป็นการประมาทธรรมดาก็ไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายจึงตกเป็นพับแก่หน่วยงาน ดังนั้นเมื่อหน่วยงานเห็นว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดจะต้องมีการออกคำสั่งให้ชำระค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 12 โดยออกคำสั่งเรียกให้ชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดหากไม่ชำระหน่วยงานของรัฐสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยสั่งให้ผู้ใดชำระเงินถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วนตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หากเห็นว่าคำสั่งให้ชดใช้เงินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ทั้งนี้ต้องดำเนินการตามมาตรา 42 วรรคสอง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ โดยต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ก่อนที่จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันรับแจ้งคำสั่งดังกล่าว กรณีตัวอย่าง นายเล็กและนายใหญ่มีหน้าที่รับชำระภาษีให้กับกรมสรรพากรได้ร่วมกันทุจริตยักยอกเงินภาษีไปจำนวน 4 ล้านบาท กรมจึงสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงผลปรากฎว่าบุคคลทั้งสองได้ทุจริตเงินภาษีไปจริง อธิบดีจึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 ให้ชดใช้เงินคืนคนละ 2 ล้านบาท ภายใน 30 วัน นายเล็กรับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2547 ต่อมาได้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ส่วนนายใหญ่เสียชีวิตก่อนออกคำสั่ง กรมสรรพากรจะเรียกให้บุคคลทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่อย่างไร เมื่อปรากฎตามข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่าบุคคลทั้งสองจงใจยักยอกเงินภาษีทำให้เกิดความเสียหายต่อกรมสรรพากรต้องรับผิดจากการละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐทั้งนี้ตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 หัวหน้าหน่วยงานมีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่นั้นให้ชดใช้เงินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 12 หากไม่ชดใช้จะต้องใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยไม่ต้องฟ้องต่อศาลปกครอง ถึงแม้ว่าบุคคลทั้งสองจะลาออกจากราชการหรือเสียชีวิตก็ตาม ส่วนกรณีนายใหญ่แม้ว่าเสียชีวิตไปแล้วหากไม่สามารถใช้มาตรการบังคับดังกล่าวได้ก็ให้ทำการสืบสวนหากองมรดกขณะเสียชีวิตหากมีทรัพย์สินเพียงพอก็สามารถติดตามจากผู้รับมรดกหรือทายาทต่อไปได้ ภายในอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานรู้หรือควรรู้ว่าเจ้าหน้าที่ได้ตายลง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแก้งกะอาม สพป.กาฬสินธุ์ เขต 3 ค.บ., น.บ., ศษ.ม., หลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองที่ ก.ศป.รับรอง รุ่นที่ 5 .....

 

Type the title here

Type the text here

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้