CVS ภาวะเสพติด.....ต้องรักษา
นำเข้าเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [628]  

.....

ไอทีที่ !/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

        โรคไข้เลือดออกกำลังเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากจากผู้คนในสังคม มีทั้งการตื่นตัวและการตื่นกลัวจากกรณีของ คุณปอ - ทฤษฎี สหวงษ์ ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก และกลายเป็นคุณูปการต่อสังคมไทยที่ทำให้ผู้คนตื่นรู้กับโรคเก่าสายพันธุ์ใหม่นี้ หันมาใส่ใจ และพยายามหาทางป้องกันตั้งแต่ต้นทาง
       เรื่องโรคไข้เลือดออกไม่ใช่เรื่องใหม่ มันอยู่กับเรามาอย่างยาวนาน แต่ครั้งนี้มันถูกกระตุกให้ผู้คนหันมาเรียนรู้จักเจ้าโรคนี้ได้อย่างน่าทึ่ง
       แต่ก็ยังมีอีกหลายโรคที่กำลังคุกคามสังคมไทยและสังคมโลกเป็นอย่างมาก
       โดยเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อลำดับต้น ๆ
       อาจจะไม่โด่งดังเป็นกระแสเหมือนโรคไข้เลือดออก แต่ก็อยากให้ผู้คนในสังคมตื่นรู้ก่อนที่ภัยจะมาถึงคนใกล้ตัวของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่มากับการเสพเทคโนโลยี
       โรค “คอมพิวเตอร์ วิชัน ซินโดรม” (Computer Vision Syndrome : CVS) เป็นอีกโรคหนึ่งที่กำลังคุกคามเด็ก ๆ ในบ้านเรา
       เจ้าโรค CVS เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ไอที เช่น แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน ฯลฯ เป็นเวลานานโดยไม่ได้พักสายตา ทำให้กล้ามเนื้อตาล้า ส่งผลต่อความผิดปกติทางสายตา ซึ่งเดิมทีมักพบในผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่อายุมากกว่า 40 ขึ้นไป แต่ตอนนี้ปรากฏแนวโน้มในหลายประเทศว่า เด็กวัย 10 - 15 ปี ที่เพ่งจอนาน ๆ เริ่มมีปัญหาสายตาสั้นเพิ่มขึ้น
       สาเหตุหลักเกิดจากการก้มดูหน้าจอในระยะใกล้เกินไป การมองจอภาพที่อยู่ห่างประมาณครึ่งฟุต หรือน้อยกว่านั้น กระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและประสาทตาต้องเพ่งตลอดเวลา เกิดภาวะตึงเครียด ตาแดง แสบตา มองภาพไม่ชัดเจน และมักนำไปสู่อาการปวดศีรษะ หากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตราย และตามมาด้วยอาการปวดตามต้นคอ ปวดหลังและไหล่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนที่เอาแต่ก้มศีรษะ
       จะว่าไปแล้วเจ้าโรค CVS ก็เป็นซับเซ็ทของเด็กติดเกมหรือเด็กติดสมาร์ทโฟนนั่นแหละ เพราะในแต่ละวันเด็กจำนวนมากมักจมจ่อมอยู่หน้าจอเครื่องมืออิเลคทรอนิกส์
       จากสถิติของสถาบันสุขภาพจิตและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข เก็บข้อมูลเด็กและเยาวชนกลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นคน ทั่วประเทศ เมื่อปี 2556 พบว่า มีเด็กติดเกม 15% เล่นเกมออนไลน์ ใช้ไลน์ ไอจี เฟซบุ๊ก 15% และเมื่อเปรียบเทียบกับสถิติจำนวนเยาวชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน 18 ล้านคน นั่นหมายความว่ามีเด็กไทยติดเกมแล้วมากกว่า 2.7 ล้านคน
       สอดคล้องกับตัวเลขของบริษัทเอเยนซีแห่งหนึ่งในบ้านเราที่ทำการสำรวจพบว่า ใน 24 ชั่วโมงของแต่ละวัน คนไทยโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงกว่า ๆ ไปกับหน้าจอต่าง ๆ กล่าวคือ ใช้เวลากับหน้าจอสมาร์ทโฟนเยอะที่สุดเกือบ 3 ชั่วโมง คอมพิวเตอร์ 1 ชั่วโมงครึ่ง แท็บเล็ต 1 ชั่วโมงครึ่ง และโทรทัศน์ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
       โรคเกม หรือภาวะติดเกม คือ การที่เด็กใช้แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง/วัน และมีแนวโน้มการใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ
       จนถึงขนาดที่องค์การอนามัยโล เตรียมตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเรื่อง “เสพติด” ว่า นอกจากสารเสพติดแล้วยังรวมไปถึงการเสพติดประเภทอื่น ๆ เช่น เกม หรือคอมพิวเตอร์ ถูกจัดว่าเป็นโรคชนิดหนึ่งด้วย
       เรียกว่า “ภาวะการติดเกม” จัดอยู่ในกลุ่มโรคย้ำคิดย้ำทำ และต้องการการบำบัดรักษา
       นี่ยังไม่นับรวมกับอีกสารพัดโรคที่มาพร้อมกับภาวะเสพติดเทคโนโลยีอีกนะ บางประเทศถึงกับต้องมีองค์กรหรือหน่วยงานเพื่อทำการบำบัดโรคกันทีเดียว
       อย่างในประเทศจีนมีการริเริ่มโครงการช่วยเหลือวัยรุ่นที่เสพติดโลกออนไลน์ จนถึงปัจจุบันทั่วประเทศจีนมีการตั้งค่ายเพื่อบำบัดและช่วยเหลือเยาวชนให้พ้นจากอาการเสพติดอินเทอร์เน็ตกว่า 400-500 แห่ง
       ขณะที่ในสิงคโปร์ก็ติดอันดับหนึ่งประเทศใช้สมาร์ทโฟนในเอเชีย - แปซิฟิก เท่ากับฮ่องกง แม้กระทั่งเกาหลีใต้ก็ไม่น้อยหน้า เรียกว่า แทบจะทั่วโลกเลยก็ว่าได้ที่เด็กและเยาวชนทั่วโลกมีแนวโน้มจะป่วยด้วยสารพัดโรคภัยที่มากับเทคโนโลยี และเชื่อแน่ว่าสายตาของเด็กรุ่นใหม่ในอนาคตจะเป็นปัญหามาก
       แนวโน้มเด็กทั่วโลกจะมีความผิดปกติทางสายตาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเทคโนโลยี และสุดท้ายก็จะใช้เทคโนโลยีมาแก้ปัญหาสายตาของคนที่มีปัญหาอีกที
       โลกยุคหน้า เราคงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีกันไม่รู้จบ ประเภทข้อกำหนดให้เด็กอ่านหนังสือระยะห่างหนึ่งฟุตหรือระยะหนึ่งไม้บรรทัดโดยมีแสงสว่างเพียงพอที่คนรุ่นก่อนหน้านี้ยึดถือปฏิบัติ กลายเป็นเรื่องที่เด็กสมัยนี้ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง และปฏิบัติตรงกันข้ามเป็นส่วนใหญ่
       แม้จะเปรียบเทียบกับโรคไข้เลือดออกไม่ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตข้างหน้า CVS จะสร้างความเสียหายให้สังคมไทยและสังคมโลกมากขนาดไหน
       หากพยายามมีสติระลึกรู้ แล้วลองห่าง ๆ มันเสียบ้างสักวันละเล็กวันละน้อย อาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่าปล่อยไปเลยตามเลย
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้