ไม่ไกลเกินเอื้อม...
นำเข้าเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [585]  

.....

ปฏิรูปตำรวจ ไม่ไกลเกินเอื้อม...บทเรียนจากเกาหลี

หากพูดถึงองค์กรของรัฐ ที่ประชาชนอยากให้มีการปฏิรูป หรือมีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม ถ้าให้ประชาชนโหวต ผมว่า "องค์กรตำรวจ" เป็นองค์กรหนึ่งที่ผู้คนอยากให้เปลี่ยน อยู่ในอันดับท็อปเท็นอย่างแน่นอน

แต่ทุกคนรู้ว่า ยากเย็นแสนเข็ญที่จะเปลี่ยนแปลงได้

แม้แต่ยุคนี้ ที่ คสช.บอกว่าจะเข้ามาปฏิรูปและรัฐบาลก็มีอำนาจอย่างเต็มที่ เมื่อมีเสียงเรียกร้องให้ดำเนินการปฏิรูปตำรวจเสียที  เสียงจากท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เท่าที่เคยปรากฎเป็นข่าว ก็ตอบทำนองว่า เอาไว้เป็นหน้าที่รัฐบาลสมัยหน้า สมัยนี้จะให้ศึกษาและเสนอว่าจะปฏิรูปอย่างไร

ความลำบากในการเปลี่ยนแปลงองค์กรนี้ พอจะเห็นได้

"สถาบันตำรวจ" มีขนาดใหญ่โต เปรียบเหมือนกองทัพกองทัพหนึ่ง มีอัตรากำลังทั่วประเทศประมาณ 230,000 คน มีนายตำรวจระดับ "นายพล" ประมาณ 300–400 คน ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในส่วนกลาง

แน่นอน การเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมด ย่อมมีแรงกระเพื่อมมหาศาล

ดู คสช.และรัฐบาล จึงเลือกทิศทางเดิมเหมือนรัฐบาลอื่นๆ คือเข้ามาคุมส่วนยอดของปิระมิด โดยตั้งผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติเป็นคนของตนที่ไว้ใจได้ เพื่อใช้องค์กรนี้เป็นเครื่องมือในการจัดการปัญหาด้านต่างๆ ตามทิศทางของตน

และด้วยโครงสร้างเดิมที่ใหญ่โต รวมศูนย์อำนาจ เชื่อมโยงด้วยระบบ "อุปถัมภ์" จึงควบคู่ไปกับระบบ “ต่างตอบแทน” ดังคำพูดที่สะท้อนวัฒนธรรมในองค์กรที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือ "มีวันนี้ เพราะพี่ให้" สภาพภายในจึงไม่น่าต่างไปจากเดิม มีการแบ่งเป็นสายๆ ขึ้นอยู่กับเจ้านาย และลูกน้องแต่ละสายก็ต้องหาผลประโยชน์ตอบแทนที่พี่ให้ "ตำแหน่ง" ให้ "อำนาจ" ไม่แปลกที่ผู้กำกับใน สน.ที่เกี่ยวพันกับธุรกิจจำนวนมาก จึงมีข่าวว่าค่าตำแหน่งเป็นจำนวนเงินถึง 30 -40 ล้านบาทก็มี เมื่อถึงช่วงจะมีการโยกย้ายตำแหน่ง แต่ละคนจึงต้องวิ่งหาเส้นสายหรือเจ้านาย เพื่อให้สามารถยังอยู่ในตำแหน่งเดิม หรือสามารถย้ายไปตำแหน่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม งานการในหน้าที่ไม่เป็นอันทำ สภาพเช่นนี้เครือข่ายธุรกิจด้านมืด ได้แก่ หวยเถื่อน สถานบันเทิง บ่อนและซ่อง จึงยากที่จะลดน้อยลงไป เพราะเป็นแหล่งของส่วยที่จะนำมาตอบแทนเจ้านายเป็นหลัก

ดังนั้น เมื่อใดก็ตาม หากทิศทางของส่วนยอดเป็นไปในทิศทางเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนแล้ว หรือควบคุมองค์กรไม่ทั่วถึง ก็จะกลายเป็นอีหรอบเดิมทันที จะเหมือนองค์กรในสมัยนักการเมืองในอดีตที่อาจใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อราษฏร์บังหลวง หรือเป็นองค์กรที่ค้ำบัลลังก์อำนาจของตนเอง

ดูตัวอย่างง่ายๆ กรณีของการเกิดเหตุคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงไม่นานมานี้ ทำให้มีการตรวจสอบเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการสืบสวนสอบสวนกลาง ซึ่งทำให้มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงเครือข่ายมาเฟียในตำแหน่งนายตำรวจ ที่เกี่ยวพันกับการทุจริตต่างๆ การฟอกเงิน ซึ่งตรงกันข้ามกับหน้าที่ของตนอย่างขาวกับดำ และเมื่อเกิดคดีหมิ่นสถาบันของ “หมอหย่อง” เร็วๆนี้ เครือข่ายที่พัวพันเกี่ยวกับการหลอกลวงกรรโชกทรัพย์ใช้อิทธิพล ก็หนีไม่พ้นเกี่ยวพันกับนายตำรวจใหญ่อีกเช่นกัน

แล้วความคาดหวัง ในการปฏิรูปองค์กรตำรวจ จะเป็นจริงได้หรือ? หรือถ้าจะทำควรมีทิศทางเช่นไร?

ผมได้มีโอกาสคุยกับ ดร.สัญญพงศ์ ลิ่มประเสริฐ อดีต ผู้ก่อตั้งสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ในมหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันท่านเป็นอาจารย์ประจำ อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต

ท่านเล่าประสบการณ์ ที่ได้มีโอกาสไปศึกษาการเปลี่ยนแปลงขององค์กรตำรวจในเกาหลีใต้ และอาศัยที่มีเพื่อนเป็นนายตำรวจในเกาหลีใต้ ทำให้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเกาหลีที่ประเทศไทยก็น่าจะเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกัน ถ้าประชาชนเรียกร้องและรัฐบาลเอาจริงเอาจัง

สมัยก่อน องค์กรตำรวจของเกาหลีใต้ก็เป็นองค์กรใหญ่และเป็นเครื่องมือของเผด็จการ แต่ปัจจุบันเขารื้อโครงสร้างเดิม และเปลี่ยนแปลงทำให้ปัจจุบัน มีผลต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม คดีอาชญากรรมเกิดขึ้นน้อยลงมาก เพราะเขาควบคุมได้

การเปลี่ยนแปลงก้าวแรก เขารื้อระบบรายได้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้มีรายได้ที่เหมาะสมเพียงพอ โดยเฉพาะสวัสดิการครอบครัว เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่เสี่ยงภัยเพื่อประชาชน จึงให้สวัสดิการมากเพียงพอเป็นหลักประกันแก่ครอบครัว และเพื่อไม่ต้องหาประโยชน์ในทางที่มิชอบด้วย และเมื่อให้หลักกันแล้ว ตำรวจก็ยอมรับการตรวจสอบการทุจริตที่เข้มงวดมากขึ้น
การลงทุนอีกประการหนึ่งคือ เขาติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด หรือ CC TV ทั่วประเทศ ในทุกเมือง ในทุกถนนถี่ยิบ และมีจอมอนิเตอร์ใหญ่ควบคุมดูภาพอยู่ที่ส่วนกลาง และควบคุมดูอยู่ที่โรงพักหรือ สน.ทุกพื้นที่

ประการต่อมาที่สอดคล้องกัน เขารื้อระบบโครงสร้างที่ใหญ่โตของส่วนกลาง เลิกระบบยศตำแหน่งแบบทหาร มีแต่ระดับชั้นของการปฏิบัติหน้าที่ และให้กำลังพลทั้งหมดรวมถึงนายตำรวจกระจายไปอยู่ที่ สน.หรือสถานีตำรวจแต่ละท้องที่ โดยตำรวจแต่ละ สน.มีหน้าที่หลักอยู่ที่ การรักษาความสงบ ดูแลความปลอดภัย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในเขตพื้นที่ สน.ของตน
ตำรวจส่วนใหญ่ทั้งหมดต้องไปอยู่ในถนน ขับรถหมุนเวียนดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ของตน ที่โรงพักและส่วนกลางจะมีเฉพาะนายตำรวจไม่กี่คน คอยดูสถานการณ์ในพื้นที่จากจอมอนิเตอร์ตลอดเวลา และเมื่อเห็นเหตุการณ์ผิดสังเกตที่อาจจะเกิดอาชญากรรม เขาก็จะประสานให้ตำรวจที่อยู่ในถนน อยู่ในพื้นที่เข้าคุมสถานการณ์ได้ทันที

งานส่วนอื่น ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยหรือการป้องกันอาชญากรรมโดยตรง ก็โอนไปสู่หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ

ดังนั้น ระบบตำรวจใหม่ของเกาหลีใต้ จึงเล็กกว่าเดิมมากและมีขอบเขตที่ชัดเจนสำหรับพื้นที่ที่ตนต้องรับผิดชอบ เขาเข้มงวดถึงขั้นว่า ตำรวจเกาหลีจะพกอาวุธปืนได้เฉพาะเมื่อปฏิบัติหน้าที่ เมื่อพ้นเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนจะต้องถอดชุดตำรวจเป็นประชาชนธรรมดา เมื่อมาจากบ้านเขาจะแต่งตัวธรรมดา และมาแต่งชุดตำรวจและติดอาวุธที่โรงพัก แล้วก็ออกไปอยู่ในพื้นที่ตลอด

ดูแล้วแตกต่างจากตำรวจไทยปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ที่นายตำรวจแต่ละคนจะมีลูกน้องไม่รู้กี่คนและนั่งโต๊ะอยู่ที่ส่วนกลางเป็นหลัก ทั้งๆที่เรามีโรงพักอยู่ประมาณ 1,488 แห่ง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นอีกประเทศ เขามีตำรวจประมาณ 270,000 คน มีเพียง 7,000 คนเท่านั้นที่สังกัดอยู่ส่วนกลาง นอกนั้นร้อยละ 97 กระจายตัวสังกัดอยู่กับ 47 จังหวัด

ที่เล่ามาทั้งหมด ก็เพื่อเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่า การปฏิรูปองค์กรตำรวจนั้นทำได้ ถ้าตั้งใจทำอย่างจริงจัง ปัญหาอยู่ที่ว่า จะทำจริงหรือไม่เท่านั้น

ปราโมทย์ พิพัฒนาศัย

คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต


 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้