คร่าคนที่คุณรัก! ...????
นำเข้าเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [2116]  

ดูกันหน้าชัดๆ! เจาะ 5 ยุง 'มัจจุราชร้าย' แดร็กคูล่า คร่าชีวิตคนที่คุณรัก! ไข้เลือดออกถึงตาย ไม่เลือกยากดีมีจน .....


 


 


 

“ไข้เลือดออก”...เป็นกระแสร้อนขึ้นมา เพราะพระเอกดัง“ปอ ทฤษฎี” ป่วยด้วยโรคนี้

สถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทยปี 2558 ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยสะสมช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีรายงานว่า มีจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 102,762 ราย...ผู้ป่วยเสียชีวิต 102 ราย...มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรอยู่ที่ 157.79 ราย...อัตราตายต่อแสนประชากรอยู่ที่ 0.16 ราย และมีอัตราป่วยตายอยู่ที่ร้อยละ 0.10 ราย

เรื่องสำคัญมีอยู่ว่า คนไม่น้อยยังไม่รู้ว่า “ไข้เลือดออก” อันตรายแค่ไหน เพราะขนาดมีสถิติผู้ป่วยไข้เลือดออกเสียชีวิตทุกปี ก็ยังไม่ค่อยรู้?

“Wasin Thongsongkrit” โพสต์มุมมองไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ถูกแชร์ส่งต่อๆกันมา มีหลายประเด็นน่าสนใจ เขาบอกว่า ในฐานะที่เคยทำวิจัยไข้เลือดออกในเชิงระบาดวิทยาชุมชน ไข้เลือดออกเป็นโรคใกล้ตัว คนไทย อยู่ในโซนแดง มีการระบาดทุกปี มากน้อยแล้วแต่สายพันธุ์

“ประชาชนยังไม่รู้อีกมากว่า ไข้เลือดออกสยบการระบาดไม่ได้ด้วยการพ่นยาฆ่ายุง เพราะยุงมีปีกบินหนีได้...ต้องกำจัดก่อนมันบินได้ ก็คือกำจัดช่วงเป็นลูกน้ำสถานเดียว”

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ต่อไปอีกก็คือ การกำจัดต้องทำกันเองทุกบ้าน เจ้าหน้าที่ รพ.สต. อสม.ทำให้ตายยังไงก็ทำได้ไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ นอกจากนี้ถ้าทำกันหลายบ้าน แต่ไม่ทำบ้านเดียวก็ทำให้ยุงลายระบาดได้ทั้งละแวก

ข้อมูลเหล่านี้ แพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พยายามพร่ำบอกมานาน ไม่น้อยกว่า 30 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีคนไม่น้อยอ้างว่า “ไม่รู้”...บ้างก็นิ่งเฉย ไม่ยินดียินร้ายกลัวภัยใกล้ตัวนี้แต่อย่างใด

ถ้าไปถามมุมมองของหมอก็ยังไม่รู้ว่า “ไข้เลือดออก” จะหมดไปจากประเทศไทยได้เมื่อไหร่ หากประชาชนคนไทยยังพร้อมใจกันง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่ดูแลปกป้องชีวิตตนเองและลูกหลาน รอให้คนอื่นมาทำให้

“...พอคนไม่พอ ของไม่พอ ทำได้ไม่ทั่ว ก็ดันบ่นกับคนที่พยายามทำและตั้งใจช่วย ทั้งที่ไม่มองดูตัวเองเลยว่า...มือไม่พายยังเอาเท้าราน้ำ ในคนที่ทำดีเต็มที่แล้ว ก็ขอชมเชยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ”

คู่มือวิชาการโรคติดเชื้อเดงกีและโรคไข้เลือดออกเดงกี ด้านการแพทย์และสาธารณสุข จัดทำโดยสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 2558 ระบุว่า โรคติดเชื้อเดงกี มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมี 4 ชนิด โดยมี “ยุงลายบ้าน” เป็นพาหะนำโรค

จำแนกการป่วยได้เป็นกลุ่มอาการดังนี้ กลุ่มอาการไข้เดงกี, ไข้เลือดออกเดงกี และไข้เลือดออกช็อก เป็นกลุ่มไข้เลือดออกที่มีอาการรุนแรง

“ไข้เดงกี” รู้จักครั้งแรกเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว มีอาการไม่รุนแรง ไม่ทำให้เสียชีวิต ต่อมาในปี 2497 พบการระบาดครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ นับเป็นโรคอุบัติใหม่ และระบาดในประเทศไทยในปี 2501 หลังจากนั้นก็มีการระบาดไปในประเทศต่างๆที่อยู่ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย

ปัจจุบันมีประเทศที่มีโรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นมากกว่า 100 ประเทศ อยู่ในแถบภูมิภาคเอเชีย อเมริกา แอฟริกา เมดิเตอร์เรเนียน และประเทศในแถบแปซิฟิกตะวันตก

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “โรคไข้เลือดออก” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในแต่ละปีจะพบผู้ติดเชื้อไวรัสเดงกี 50-100 ล้านราย และเสียชีวิตประมาณ 22,000 ราย

ขีดวงกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ข้อมูลผู้ป่วยเฉลี่ยระหว่างปี 2547-2553 พบว่า ประเทศอินโดนีเซียมีผู้ป่วยเฉลี่ยสูงสุด

รองลงมาคือเวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย กัมพูชา เมียนมา โดยบรูไน ลาว สิงคโปร์ มีแนวโน้มพบผู้ป่วยไข้เลือดออกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ในบ้านเราช่วงปี 2551-2557 เป็นช่วงที่มีการระบาดใหญ่รองจากปี 2530...ในปี 2556 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยทั้งสิ้น 154,444 ราย...อัตราป่วย 241.03 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 136 ราย...อัตราป่วยตายร้อยละ 0.09 กระทรวงสาธารณสุขต้องเปิดศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน เร่งดำเนินการในพื้นที่เสี่ยงและเกิดโรค

สถานการณ์ปี 2557 มีแนวโน้มดีขึ้น มีการพยากรณ์โรคและประเมินพื้นที่เสี่ยงในปีถัดไป เพื่อควบคุมโรคอย่างเข้มแข็งยั่งยืน สำหรับกลุ่มอายุและกลุ่มอาชีพ พบว่าผู้ป่วยเป็นได้ทุกกลุ่มอายุ ข้อมูลรายงานย้อนหลัง 11 ปี กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 5-14 ปี รองลงมา 15-24 ปี

สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพนักเรียนที่พบร้อยละ 50 ของผู้ป่วยทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามในกลุ่มผู้ใหญ่มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น

วิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มอายุตามรายภาคพบว่า ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ มีสัดส่วนพบผู้ป่วยกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปมากกว่าผู้ป่วยวัยเด็ก อายุน้อยกว่า 15 ปี และพบในกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปมากขึ้น โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังเป็นวัยเด็ก แต่ก็มีแนวโน้มพบผู้ป่วยกลุ่มผู้ใหญ่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

“ฤดูกาลการเกิดโรค” อีกข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ รายงานย้อนหลัง 5 ปี พบว่าในแต่ละปีมีช่วงการระบาดของโรคเพียง 1 ช่วงเวลา อาจจะกล่าวได้ว่า...โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่แปรผันตามฤดูกาล โดยจะเริ่มมีรายงานผู้ป่วยมากขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนของทุกปี พบสูงสุดช่วงฤดูฝน...เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม และลดลงเรื่อยๆ

ฤดูฝน...เมื่อมีฝนตกลงมาในภาชนะที่ยุงลายไปไข่ไว้ จะช่วยให้การเกิดยุงลายได้มากขึ้น ประกอบกับช่วงเวลานี้เด็กๆส่วนใหญ่มักจะอยู่ในบ้านช่วงเวลากลางวันมากขึ้น ก็ช่วยให้การแพร่โรคมากขึ้นตามไปด้วย

“ยุงลาย”...ทั้ง “ยุงลายบ้าน” และ “ยุงลายสวน” เป็นพาหะนำโรค ได้ทั้งนั้น ยุงตัวเมียที่กัดเวลากลางวันจะดูดเลือดคนเป็นอาหาร ถ้ากัดดูดเลือดผู้ป่วยในระยะไข้สูงจะเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในเซลล์ผนังกระเพาะ...เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วเดินทางออกมาสู่ต่อมน้ำลาย พร้อมเข้าสู่คนที่ถูกกัดครั้งต่อไป

เชื้อมีระยะฟักตัวในยุง 8-10 วัน...เมื่อยุงตัวนี้ไปกัดคนอื่น เชื้อเข้าสู่ร่างกายคนที่ถูกกัดจะมีระยะฟักตัว 5-8 วัน...สั้นที่สุด 3 วัน หรือนานที่สุดอาจใช้ถึง 15 วัน ก็จะทำให้เกิดอาการของโรคได้ น่าสนใจด้วยว่ายุงที่มีเชื้อมีอายุแพร่เชื้อได้นาน 30-45 วัน...การแพร่เชื้อจะเป็นลูกโซ่ถ้ามียุงและคนที่มีเชื้อไวรัสเดงกีอยู่ในชุมชนที่มีคนหนาแน่น

“ยุงลาย” มีขนาดค่อนข้างเล็ก สีขาวสลับดำ แหล่งเพาะพันธุ์อยู่ในภาชนะที่มีน้ำขังเกิน 7 วัน น้ำใส...นิ่ง ชุกชุมหน้าฝน ไข่ที่ติดผิวภาชนะทนต่อความแห้งแล้งได้นานเป็นปี เมื่อมีความชื้น...อุณหภูมิที่เหมาะสมก็จะฟักเป็นตัวได้ใน 9-12 วัน ปัญหาก็คือเมื่อยุงวางไข่ มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกก็สามารถถ่ายทอดผ่านทางไข่ยุงสู่รุ่นต่อไปได้เช่นกัน

สุดท้าย...การจำแนกกลุ่มอาการโรคเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการติดเชื้อส่วนมากร้อยละ 80-90 จะไม่มีอาการ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เมื่อติดเชื้อครั้งแรกมักจะไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง กระนั้นก็อย่าชะล่าใจ โดยเฉพาะถ้ามีอาการไข้ 2-3 วัน บางครั้งอาจมีผื่นที่มีอาการคล้ายกับโรคที่เกิดจากไวรัสอื่นๆ

กรณีเด็กโตผู้ใหญ่...อาจมีเพียงอาการไข้ร่วมกับปวดหัว เมื่อยตัว หรือไข้สูงกะทันหัน ปวดหัว ปวดรอบกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกและมีผื่น บางรายอาจมีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง

ถ้าชัดเจนไปเลยก็คือมีไข้สูงลอยร่วมกับอาการเลือดออก ตับโต และมีภาวะช็อกในรายที่รุนแรง ลักษณะเฉพาะโรคจะมีเกล็ดเลือดต่ำ...มีการรั่วของพลาสมา และที่มีอาการแปลกออกไป อาจจะมีอาการทางสมอง มีตับวาย ไตวาย ผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนหนึ่งพบการติดเชื้อ 2 อย่างร่วมกัน หรือมีโรคประจำตัวเดิมอยู่แล้ว

ทั้งหมดนี้คือ “ไข้เลือดออก” โรคประจำถิ่น...ภัยใกล้ตัวคนไทยที่ไม่เลือกยากดีมีจน.

 

อย่าวางใจ! ไข้เลือดออก อันตรายกว่าที่คิด

 

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคอันตรายถึงชีวิตได้ถ้าได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที โดยมียุงลายเป็นพาหะของโรค ซึ่งในแต่ละปีประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยจำนวนมาก ดังเช่นกรณีที่ดาราหนุ่ม "ปอ-ทฤษฎี" ซึ่งกำลังป่วยด้วยโรคนี้ ดังนั้น "ไทยรัฐออนไลน์" จึงได้นำเสนอข้อมูลว่าด้วยโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะข้อควรระวังและการป้องกัน

ขณะเดียวกันยังหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ตื่นตัวในการป้องกันโรคไข้เลือดออกระบาด พร้อมเชิญชวนผู้อ่านส่งกำลังใจไปให้ "ปอ-ทฤษฎี" และผู้ที่กำลังป่วยโรคนี้ทุกคนให้หายเร็วๆ.  

 


 

ช่วงเดือนนี้พบว่าเป็นช่วงที่โรคไข้เลือดออกกำลังระบาดหนัก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ มีผู้ป่วยจากโรคไข้เลือดออกมากกว่า 12,700 คน รวมถึงดารานักแสดงขวัญใจมหาชนอย่าง ปอ ทฤษฎี ก็ถูกหามส่งโรงพยาบาล ด้วยอาการของโรคไข้เลือดออกเช่นกัน

ไทยรัฐออนไลน์ ขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยส่งกำลังใจให้พระเอกหนุ่มและครอบครัว ให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ นอกจากอันตรายของโรคไข้เลือดออกที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคแล้ว รู้หรือไม่? ว่าประเทศไทยยังมียุงตัวร้ายที่เป็นพาหะนำโรคอื่นๆ อีกหลายชนิด

วันนี้เราเลยจะพาไปรู้จักยุงเหล่านี้ให้ดีขึ้น เพื่อที่คุณจะได้จำแนกแยกแยะให้ออกว่า ชนิดไหนเป็นตัวการนำไปสู่โรคอะไร จะได้ป้องกันและรักษาตัวเองได้ทันท่วงที ส่วนจะมียุงชนิดไหนบ้าง มาดูกัน

1. ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti)

 
ยุงลายบ้าน

เป็นพาหะสำคัญของโรคไข้เลือดออก พบบ่อยในเขตเมือง มีขนาดค่อนข้างเล็ก บินได้ว่องไว หนวดมีลายสีขาวรูปเคียว 2 อันอยู่ด้านข้าง มีขาลายชัดเจน

ยุงชนิดนี้เพาะพันธุ์ในภาชนะที่มีน้ำขังทั้งในและนอกบ้าน ชอบกินเลือดคนมากกว่ากินเลือดสัตว์ มักหากินเวลากลางวัน ช่วงสายและบ่าย ยุงลายชอบเข้ากัดคนทางด้านมืดหรือที่มีเงา โดยเฉพาะบริเวณขาและแขน ขณะที่กัดมักไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ คนถูกกัดจึงไม่รู้สึกตัว มักเกาะพักตามมุมมืดในห้อง โอ่ง ไห หรือตามพุ่มไม้ที่เย็นชื้น

2. ยุงลายสวน (Aedes albopictus)

 
ยุงลายสวน

เป็นพาหะสำคัญของโรคไข้เลือดออกเช่นกัน พบได้ทั่วไปในเขตชานเมือง ชนบท และในป่า มีลวดลายที่หนวด แตกต่างจากยุงบ้าน คือมีแถบยาวสีขาวพาดผ่านตรงกลางหัว ยาวไปตามความยาวของลำตัว เพาะพันธุ์ในภาชนะที่มีน้ำขัง กระบอกไม้ โพรงไม้ กะลามะพร้าว ใบไม้ ฯลฯ มีอุปนิสัยคล้ายๆ กับยุงลายบ้าน แต่มีความว่องไวน้อยกว่า

3. ยุงรำคาญ (Culex)

 
ยุงรำคาญ

เป็นพาหะที่สำคัญของไวรัสไข้สมองอักเสบและโรคเท้าช้าง พบบ่อยในเขตเมือง เป็นยุงสีน้ำตาลอ่อน เพาะพันธุ์ในน้ำเสีย ตามร่องระบายน้ำ คู และหลุมบ่อต่างๆ

ส่วนยุงรำคาญที่พบบ่อยในชนบท ได้แก่ ยุงชนิด Cx tritaeniorhynchus และชนิด Cx vishnu เนื่องจากมีท้องนาเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หลัก โดยเฉพาะช่วงที่ไถนา และบริเวณหญ้าแฉะรกร้าง จะชุกชุมมากในฤดูฝน ยุงชนิดนี้ชอบกัดและดูดเลือดสัตว์มากกว่าคน

นอกจากนี้ยังมียุงชนิด Armigeres เป็นยุงก่อความรำคาญเช่นกัน มักกัดในเวลาพลบค่ำ มีขนาดใหญ่ บินช้าๆ และกัดเจ็บ

4. ยุงก้นปล่อง (Anopheles)

 
ยุงก้นปล่อง

เป็นพาหะนำโรคมาลาเรีย ในประเทศไทยเท่าที่พบในปัจจุบันมียุงก้นปล่องอย่างน้อย 73 ชนิด แต่มีเพียง 3 ชนิดที่เป็นพาหะสำคัญ การสังเกตยุงชนิดนี้ทำได้ง่าย คือ เวลามันเกาะพัก จะยกก้นชี้ขึ้นเป็นปล่องสูงจากพื้น

ยุงก้นปล่องจะออกหากินเลือดในเวลากลางคืน พบได้บ่อยบริเวณป่าเขา เชิงเขา ป่าไร่ทั่วไป แหล่งเพาะพันธุ์ ได้แก่ ลำธารหรือลำห้วยที่น้ำไหลช้าๆ แหล่งน้ำซึม จะชุกชุมมากช่วงต้นฤดูฝน ในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และปลายฤดูฝนเดือนกันยายน-พฤศจิกายน

5. ยุงเสือหรือยุงลายเสือ (Mansonia)

 
ยุงเสือ

เป็นพาหะของโรคเท้าช้าง ลำตัวและขามีลวดลายค่อนข้างสวยงาม บางชนิดมีสีเหลืองขาวสลับดำ คล้ายลายของเสือโคร่ง บางชนิดมีลายออกเขียวคล้ายตุ๊กแก ยุงเหล่านี้ชอบเพาะพันธุ์ในบริเวณที่เป็นหนอง คลอง บึง สระ ที่มีพืชน้ำพวกจอกและผักตบชวา

ยุงลายเสือจะมีปีกแตกต่างจากยุงกลุ่มอื่น คือ เส้นปีกจะมีเกล็ดใหญ่สีอ่อนสลับเข้ม ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดเช่นกัน ทำให้ดูคล้ายมีฝุ่นผงเกาะติดทั่วตัว ขาลายเป็นปล้องๆ มักจะกินเลือดสัตว์มากกว่าคน มักชุกชุมเวลาพลบค่ำหลังพระอาทิตย์ตกดิน พบมากในภาคใต้ของประเทศไทย บางชนิดพบมากบริเวณชายแดนไทย-พม่า

อย่างไรก็ตาม การป้องกันอันตรายจากยุงเหล่านี้ก็คือ พยายามหลีกเลี่ยงไปในแหล่งที่ยุงชุกชุม ถ้าจำเป็นต้องไปบริเวณนั้น ก็ต้องสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด ทายากันยุง หรือฉีดสเปรย์กันยุงเสมอ ส่วนรอบๆ บ้านเรือนที่พักอาศัย ก็ต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง คว่ำภาชนะทุกอย่างที่มีน้ำขัง และนอนในมุ้ง เป็นต้น

 

ที่มาข้อมูล : med.cmu.ac.th

ที่มาภาพบางส่วน : en.wikipedia.org

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้