ห้ามเข้า (โลง) เด็ดขาด"
นำเข้าเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [1031]  

.....

"ก่อนถึงอายุ 99
"สุขภาพดีคือต้นทุน ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง คุณจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร" ชื่อเรื่องและประโยคข้างต้นเป็นคำกล่าวของ นพ.สุรพล รักปทุม ท่านเป็นหมอรักษาคนไข้มาตลอดชีวิต และป่วยเป็นมะเร็งตับลามไปมะเร็งปอด และในที่สุดท่านก็เสียชีวิต
แต่คำกล่าวของท่านที่ฝากไว้มีแง่คิดและเป็นคติสอนใจเราหลายข้ออาทิ

-อย่าเอาแรงกดดันมาเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้ร่างกายจนเกินกำลัง เท่ากับทำร้ายร่างกาย
 
- อย่าเห็นชื่อเสียง และลาภยศเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ชื่อเสียงลาภยศเปรียบดังหมอกควัน สุดท้ายก็มลายสูญ

- อย่าคิดว่าหมอจะช่วยชีวิตคุณได้ หมอที่ดีคือตัวคุณ ดูแลชีวิตดีกว่าใครมาช่วยคุณ

- คำถามที่น่าคิด คุณมีเงิน แต่คุณมีค่าไหม เรามักแสวงหาสิ่งที่เราคิดว่ามีค่ามากที่สุดในชีวิต แต่สุดท้ายทุกคนหนีไม่พ้นอนิจจัง

- หมั่นคิดดี พูดดี ทำดี คุณค่าของชีวิต สร้างได้โดยไม่ต้องใช้เงิน

ฉันคิดว่าเราคงเคยได้อ่านข้อคิดคติเตือนใจเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพกันบ่อยครั้งแต่มันกระตุกให้ใจเราฉุกคิดและลุกขึ้นลงมือทำแค่ไหนวันเราขยับจะทำอาจต้องเป็นวันที่เราจะขยับร่างกายไม่ได้หรือเปล่า

เรามักขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราให้เราหายจากโรคร้ายทั้งๆที่คนที่จะช่วยและลงมือทำให้เป็นจริงคือตัวเราเอง แต่เรากลับไม่ทำ

เรื่องการดูแลสุขภาพคืบคลานเข้าใกล้ตัวฉันเข้ามาเรื่อยๆ มันเข้ามาเตือนและส่งสัญญาณเป็นระยะ ทั้งจากตัวเองโดยตรงและคนรอบตัว

ในคนรุ่นฉันยังไม่เห็นถึงความรุนแรงอะไรกับร่างกายแต่สำหรับคนรุ่นพ่อแม่แล้วมันเริ่มแสดงให้เห็นชัดขึ้นพ่อแม่เพื่อนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหลายคนเวลาไปงานศพทีไรมันคอยเตือนใจฉันว่า มันใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที และไม่ให้เราใช้ชีวิตอย่างประมาท

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา คนใกล้ตัวฉันมีเรื่องพ่อแม่เจ็บป่วยเกิดขึ้นไม่เว้นวัน และรวมถึงแม่ฉันด้วย

ฉันจึงได้รู้จักความทุกข์ในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างนั่นคือ ตอนพ่อแม่เจ็บป่วยนั่นเอง เป็นความทุกข์ใหม่ที่ฉันต้องเรียนรู้ และหาวิธีการจัดการกับมัน

สิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือสังขารที่ร่วงโรยไป ความอ่อนแอของร่างกายที่ปรากฏขึ้นมาเมื่อวัยเพิ่มขึ้น

พ่อแม่เพื่อนเป็นหลายต่อหลายโรค เบาหวาน ความดัน ไต เกาต์ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จนถึงมะเร็ง ส่วนแม่ฉันเป็นกระดูกคอทรุดและไหล่ติด
การได้ไปพบปะหมอบ่อยครั้งขึ้นทำให้เรารู้ว่าหมอก็เป็นคนเหมือนเรานี่แหละและบางคนก็ไม่ดูแลสุขภาพเช่น หมอสมองบางคนก็ต้องกินยาลดไขมันไปตลอดชีวิต (ทำไมหมอไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต ทั้งๆ ที่หมอบอกให้คนไข้กินอาหารดีๆ ออกกำลังกายนะครับ) หรือหมอกระดูกก็คอทรุดได้เหมือนกัน แล้วหมอก็เอาวิธีการทำกายภาพที่บอกคนไข้มาทำกับตัวเองแล้วหาย

และทำให้เรารู้อีกว่าหมอก็คือคนทั่วไปที่ต้องทำมาหากินและต้องมีรายได้ถ้าเจอหมอผ่าตัดหมอก็จะบอกว่าแบบนี้ต้องผ่าเท่านั้นอย่าไปเลเซอร์หรือกายภาพ เจอหมอที่สั่งเครื่องเลเซอร์ราคาแพงเข้ามาก็จะบอกให้ทำเลเซอร์ ไม่ต้องผ่า ไม่ต้องกายภาพ

จะเอายังไงดีนะชีวิตคนไข้อย่างเรา หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเองจริงๆ

หมอเฉพาะทางเขาก็ร่ำเรียนมาแต่ทางของเขา เขาก็คงบอกในทางที่เขารู้ แต่ชีวิตเรามีทางเลือกให้เหมาะกับตัวเรา ซึ่งคนที่รู้ดีที่สุดคือตัวเอง เราจึงต้องรู้จักตัวเองให้มาก เรียนรู้และเข้าใจร่างกายตัวเอง

อย่างเรื่องอาหารสุขภาพ หรือการออกกำลังกาย บางทีหมอบางคนก็ไม่รู้เรื่อง อย่างตอนนี้มีเมล็ดเชียร์ (เจีย) หรือ Chia seeds เข้ามาในบ้านเรา คนฮิตกินกัน หมอบางคนก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร กินยังไง กินแล้วดีกับอะไรบ้าง พอคนไข้ถามไป หมอบอกหมอไม่รู้จัก

หรือวันก่อนถกเถียงกับหมอเรื่องการออกกำลังกาย หมอบอกแค่ทำคาร์ดิโอก็พอ ไม่เห็นจำเป็นต้องเวต เทรนนิ่ง แล้วเราจะสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและกระดูกแต่ละส่วนยังไงล่ะคะ เถียงกันจนหมออีกคนต้องมาช่วยให้ข้อมูล

เหมือนกับที่คำกล่าวของคุณหมอสุรพลข้างต้น อย่าคิดว่าหมอช่วยคุณได้ทุกอย่าง เราต้องช่วยตัวเราเองด้วย ไม่ใช่สุดท้ายเอะอะจะฝากร่าง ฝากชีวิตไว้กับหมออย่างเดียว เพราะคิดว่ายังไงเราก็มีเงิน หมอก็ต้องช่วยเราได้สิ โยนร่าง โยนเงินให้หมอ รวมทั้งโยนความรับผิดชอบให้เขาด้วย โดยที่เรากลับไม่รับผิดชอบชีวิตตัวเองเลย
 
 

เมื่อถึงวัยหนึ่งสุขภาพจะฟ้องในสิ่งที่คุณทำกับมันมาตลอดชีวิตในวันที่ยังหนุ่มสาวมีแรงเดินเหิน กินอาหารได้ พูดได้ คิดได้ จำได้ เราก็ยังไม่ตระหนักว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเรา เพราะเรายังไม่เห็นอาการของมัน

แต่พอเราแก่ตัวลง ความเสื่อมโทรมที่เราไม่ได้รักษามัน มันจะแสดงตัวออกมา เคยกินแย่ๆ มันจะแสดงออกมาตามอวัยวะต่างๆ ไม่เคยออกกำลัง ไม่ขยับร่างกาย กล้ามเนื้อมันก็ไม่แข็งแรง เครียด ไม่พักผ่อน มันก็จะแสดงออกมาตามร่างกาย

เมื่อไปโรงพยาบาลบ่อยเข้า ฉันรู้สึกเลยว่ามันไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่เราต้องมาเยี่ยมชมหรือใช้ชีวิตหลายๆ วันที่นั่น

ฉันเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ที่คนเราต้องมี เกิด แก่ เจ็บ ตาย

แต่ระหว่างทางของแต่ละคน เราไม่จำเป็นต้องปล่อยไปตามยถากรรมหรือปล่อยไหลไปเรื่อยๆ นี่มันใช่ที่สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แต่ "กรรม" มันก็คือการกระทำของเรานี่แหละ ไม่ต้องคิดย้อนชาติที่แล้ว เอาแค่ชาตินี้เถอะ คุณทำอะไรกับร่างกายตัวเองบ้าง

ตัวฉันเองยังมานั่งคิดเลยว่า "นี่กรูจะทันไหมเนี่ย เพิ่งมาดูแลตัวเองเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเอง กินของชั่วของเลวกับร่างมาตั้งเยอะ ทำงานก็หนัก เครียดก็เครียด นอนก็น้อย กำลังกายก็มาออกตอนสามสิบกว่าๆ แล้ว"

ฉันว่าความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่นอกเหนือจากเราต้องทำเพื่อคนอื่นแล้ว เราต้องมีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบต่อร่างกายตัวเอง ต่อให้เราไปหาหมอเก่งขนาดไหน จ่ายค่ายาแพงสักเพียงใด แต่ถ้าเรายังไม่ช่วยหมอในการดูแลรักษาร่างกายตัวเอง

จะเอาเงินมากองเท่าภูเขา มันก็ไม่ช่วยยื้อชีวิตเราไว้ได้จริงๆ
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้