'Stronger Together ' ปลุกพลังคนไทย!
นำเข้าเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [735]  

พิสูจน์พลังโซเชียลจากปรากฏการณ์บึ้มราชประสงค์ 'Stronger Together ' ปลุกพลังคนไทย! .....

พิสูจน์พลังโซเชียลจากปรากฏการณ์บึ้มราชประสงค์  'Stronger Together ' ปลุกพลังคนไทย!
       

 
        ถอดบทเรียน โซเชียลมีเดียกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในเหตุการณ์วางระเบิดที่บริเวณศาลพระพรหม ย่านราชประสงค์ พบข้อดี - ข้อเสียของสื่อในโลกโซเชียลที่คนต้องรู้ทันทั้งการรับและส่งข้อมูล ส่วนแนวทางรับมือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต แนะรัฐตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน สกัดผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลือ เชื่อการกู้สถานการณ์ด้วยแคมเปญ Stronger Together ปลุกพลังคนไทย เติบโต และแข็งแกร่งไปด้วยกัน จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
       
       กรณีศึกษา ปฏิบัติการโซเชียลมีเดียของเหตุการณ์วางระเบิดบริเวณหน้าศาลพระพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ นับว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่คนไทยและรัฐบาลไทยจะต้องนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อทำให้ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ผ่านไปอย่างไร้ค่า
       
       เพราะเพียงไม่กี่นาทีหลังเหตุการณ์วางระเบิดบริเวณหน้าศาลพระพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ เมื่อเวลา 18.55 น. ของวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ปฏิบัติการส่งข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียของผู้ไม่หวังดีก็เริ่มขึ้น ซึ่งมีทั้งการปล่อยข่าวลวงสร้างความวุ่นวาย หรือเพื่อดิสเครดิตสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายมากขึ้น ทั้งการปลอมคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้โรงเรียน - สถานที่ราชการ - สถาบันการเงิน ปิดทำการในวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ซึ่งจากการปล่อยข่าวผ่านสื่อโซเชียล ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ที่มีการวางแผนกันอย่างดีและทำกันเป็นขบวนการนี้ ทำให้ข้อความดังกล่าวแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว โดยมีสื่อมวลชน และประชาชนผู้ที่หวังดีถูกดึงเป็นเครื่องมือในการกระจายข่าวไปในวงกว้างด้วย
       
       ในวันถัดไปหลังจากที่มีเหตุการณ์วางระเบิด “ไปป์บอมบ์” ท่าเรือสาทร ก็ยังมีพวกก่อกวน ปล่อยข่าวลวงเหตุระเบิดจุดที่ 3 ซ.ยิ้มประยูร ย่านบางแค และจากการปล่อยข่าวผ่านทวิตเตอร์ ที่อ้างว่าเป็นของสื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ก็กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการปล่อยข่าวลือที่เหมือนวันแรกเรื่องการสั่งปิดธนาคารและโรงเรียน
       
       ส่วนข้อดีของโซเชียลมีเดียนั้นก็มี ตั้งแต่การระดมขอความช่วยเหลือ ในด้านขออาสาสมัครล่ามเพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวจีนที่ประสบเหตุและได้รับบาดเจ็บ รวมไปถึงการขอรับบริจาคโลหิต จนกระทั่งในขั้นตอนการเสาะหามือวางระเบิดของนักสืบโซเชียล ที่ร่วมมือร่วมใจช่วยกัน
       
       แต่พลังมโนโซเชียลในครั้งนี้อาจจะมีทั้งผิด - ถูก เช่น กรณีนายแบบหนุ่มออสซี “ซันนี เบิร์นส์” เข้าพบตำรวจ หลังถูกกล่าวหาเป็นมือระเบิดเสื้อเหลืองที่อยู่ในภาพจากกล้องวงจรปิด

 
พิสูจน์พลังโซเชียลจากปรากฏการณ์บึ้มราชประสงค์  'Stronger Together ' ปลุกพลังคนไทย!
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ส.ค.58 เวลา 14.55 น.
       

 
        บิ๊กตู่ยกระดับคุมเข้มการเคลื่อนไหวโลกโซเชียล
       
       อย่างไรก็ตาม นับว่าการตั้งรับหลังเกิดเหตุการณ์นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็รู้ทันและเข้าใจสถานการณ์ดีว่า โซเชียลมีเดียเป็นอีกกลไกสำคัญของเหตุการณ์วางระเบิดครั้งนี้ โดยกล่าวว่า ”เหตุการณ์ครั้งนี้ต้องถือเป็นบทเรียนที่ต้องหาวิธีแก้ปัญหาในแนวใหม่ ไม่อยากให้ใช้การประโคมข่าวหรือโซเชียลมีเดียในการรับรู้ในเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนเพราะจะมีผลเสียทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวซึ่งเป็นความต้องการของผู้ก่อเหตุที่จะทำให้ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวแย่ลงไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
       
       และในสถานการณ์นี้คนวางระเบิดในจุดที่ชาวต่างชาติอยู่เยอะ เพื่อสร้างผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ และยังเกิดเหตุมีการปล่อยข่าวทางโซเชียลมีเดียหรือตามสื่อบางสื่อว่าจะปิดสถาบันทางการเงิน ตรงนี้แสดงให้เห็นว่ามีขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นขบวนการ โดยได้ขอร้องไปยังสื่อและประชาชนที่ใช้โซเชียลมีเดีย ต้องรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ซึ่งอาจเกิดได้ทุกที่ตลอดเวลาไม่เฉพาะประเทศไทย ดังนั้นทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวัง แต่ไม่ใช่การตื่นตระหนก”

 
พิสูจน์พลังโซเชียลจากปรากฏการณ์บึ้มราชประสงค์  'Stronger Together ' ปลุกพลังคนไทย!
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงข่าวกรณีพิเศษผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 17สิงหาคม เวลา 23.48 น.
       

 
        สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสงครามการปล่อยข่าวผ่านโซเชียลมีเดียนั้น มีให้เห็นตั้งแต่การแกะรอยจากการเรียกตัวมือโพสต์เฟซบุ๊กที่โพสต์เตือนเหตุการณ์ล่วงหน้า ซึ่งเป็นคนที่เคยอยู่ในกลุ่มต่อต้านรัฐบาล
       
       รวมถึง พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า “คสช.ต้องขอขอบคุณประชาชน และสื่อมวลชน โดยเฉพาะในเรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ในการตักเตือน และแนะนำการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ทั้งนี้ก็คงต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยยังคงเป็นประเทศที่มีความสุขและความเอื้ออาทรต่อชนทุกชาติและศาสนาที่เดินทางเข้ามาประกอบกิจการ หรือท่องเที่ยวในประเทศของเรา” โฆษก คสช. กล่าว.
       
       พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีห่วงว่ามีคนบางส่วนที่อาศัยสถานการณ์นี้แอบแฝงการส่งข้อความผ่านโซเชียลโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ และตั้งข้อสงสัยในแนวทางสืบสวนคดี หรือกล่าวร้ายให้เข้าใจไปว่าสถานการณ์รุนแรงกว่าความเป็นจริง
       
       ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการให้หน่วยงานกำกับดูแลโซเซียลมีเดียวิเคราะห์กลุ่มคนที่ออกมาซ้ำเติมประเทศ รวมถึงเพิ่มระดับต่อการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย และผู้ที่ออกมาสร้างเหตุก่อกวน จนทำให้สังคมเกิดความสับสนหรือตื่นตระหนกอย่างจริงจัง

 
พิสูจน์พลังโซเชียลจากปรากฏการณ์บึ้มราชประสงค์  'Stronger Together ' ปลุกพลังคนไทย!
แคมเปญที่รณรงค์ผ่านโลกโซเชียลของรัฐบาล
       

 
        นอกจากนั้น แคมเปญที่รณรงค์ผ่านโลกโซเชียลของรัฐบาล “OUR HOME OUR COUNTRY STRONGER TOGETHER” หรือ “เราจะเติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน เพราะที่นี่ คือ ประเทศของเรา บ้านของเรา” โดยพลเอกประยุทธ์ กล่าวว่าความหมายข้อความมีวัตถุประสงค์ต้องการให้สามัคคีกันเพื่อผ่านพ้นวิกฤตการต่างๆ และขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการส่งต่อข่าวสารข้อมูล รูปภาพ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพความเสียหายในสถานที่เกิดเหตุ ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย เพราะนอกจากจะละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานแล้ว ยังเป็นการไม่ให้เกียรติหรือซ้ำเติมกับบุคคลเหล่านั้น รวมทั้งจะขยายความรุนแรงขึ้นไปให้มีผลกระทบด้านอื่น
       
       นับได้ว่ารัฐบาลได้มีการรับมือเพื่อควบคุมสถานการณ์หลังเกิดเหตุระเบิดให้กลับคืนมาสู่เหตุการณ์ปรกติ ควบคู่กับทีมโฆษกรัฐบาล และทีมโฆษกคสช. ทีมีการแถลงสถานการณ์ออกมาเป็นระยะ
       
       ข้อดี-ข้อเสียการนำเสนอข้อมูลข่าวสารโซเชียลมีเดีย
       
       ผศ.นันทวิช เหล่าวิชยา หัวหน้าภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้วิเคราะห์โซเชียลมีเดียกับการสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ของเหตุการณ์วางระเบิด บริเวณศาลพระพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ว่าโลกโซเชียลนับว่ามีทั้งข้อดี-ข้อเสีย และการควบคุมเหตุการณ์ในวันนี้และวันข้างหน้าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
       
       “ด้วยจุดเด่นของโซเชียลมีเดียที่มีความรวดเร็ว และเป็นการสื่อสาร 2 ทางระหว่างผู้ส่ง-ผู้รับ ที่ทำได้ง่ายขึ้นแค่คลิกเข้าไปดูและแชร์ ซึ่งพฤติกรรมของผู้รับสารหลายคน อยากมีบทบาทในการสื่อสารที่ไม่เป็นเพียงผู้รับ แต่มีบทบาทเป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง จึงเกิดพฤติกรรมการแชร์ส่งต่อข้อมูลจำนวนมาก และเมื่อได้ข้อมูลมาจะแชร์และส่งต่อทันที ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบหรือกลั่นกรอง
       
       จากความรวดเร็วของโซเชียลมีเดียนั้น ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปหลายเรื่อง เช่นเรื่องของการประกาศปิดสถาบันการศึกษา ตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน หลังเหตุระเบิดที่แพร่สะพัดในโซเชียล ซึ่งที่จริงแล้วต้องหาที่มาว่ามาจากไหน ยิ่งเป็นเรื่องของกระบวนการหาตัวผู้กระทำผิด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจด่วนสรุป เพราะต้องให้เป็นกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น”
       
       อันที่จริงแล้ว ความรวดเร็วก็มีข้อดี คือ เป็นการเตือนภัยทำให้คนรู้ข่าวได้เร็วขึ้น คนที่วางแผนจะไปในบริเวณดังกล่าวจะได้มีการเตรียมตัวหรือเปลี่ยนเส้นทาง หรือคนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไม่รู้ข่าว จะได้ออกนอกบริเวณในกรณีที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น
       
       ส่วนข้อเสีย คือ ความรวดเร็วทำให้ข้อมูลไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ไม่สามารถรู้ต้นทางข้อมูลว่าส่งมาจากที่ใด พฤติกรรมของคนที่ใช้โซเชียลบางครั้งกดแชร์ข้อมูลและแสดงความเห็น โดยไม่ได้อ่านเรื่องราวทั้งหมดด้วยซ้ำ ซึ่งการที่คนแชร์ไม่ได้ตรวจสอบ จะนำไปสู่การแชร์ข้อมูลที่ผิดพลาด และจะสร้างความตื่นตระหนก หรือเกิดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลจากน้อยไปหามาก
       
       รวมถึงตัวคนที่ใช้โซเชียลมีเดีย ที่นำไปใช้ไม่ถูกทางนั้น ก็ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือน้อยลง เช่น ใช้เพื่อหลอกลวงคนอื่น สร้างประเด็นตอบสนองความต้องการของตนเอง ทำให้สังคมวุ่นวาย การสร้างประเด็นที่ไม่เหมาะสม การสื่อสารในทางที่ผิด บิดเบือนประเด็น ทำให้โซเชียลมีเดียดูแย่ลง และไม่น่าเชื่อถือ
       
       อย่างไรก็ตาม โซเชียลมีเดียยังไม่ทรงพลังเท่าสื่อหลัก เพราะในปัจจุบันคนยังติดตามข่าว ความน่าเชื่อถือยังอยู่ทางสื่อหลักมากกว่า โซเชียลมีเดียอาจจะได้เปรียบเรื่องของความรวดเร็ว การแชร์ การแบ่งปันข้อมูลในวงกว้าง แต่พลังหลักๆ ที่จะทำให้คนตัดสินใจว่าใช่หรือไม่ เชื่อหรือไม่ยังอยู่ที่สื่อหลัก
       
       ประเด็นที่สำคัญคือสื่อหลักเองนั้นต้องมีการกลั่นกรองที่มีประสิทธิภาพกว่านี่ไม่ใช่เอาข้อมูลที่ยังไม่มั่นใจ 100% มานำเสนอ จะกลายเป็นว่าเอาข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมาเสนอ และจึงเหมือนกับโซเชียลมีเดียมีพลัง เพราะในความเป็นจริงยังไม่ถึงขั้นนั้น โดยสังเกตได้ว่า ข่าวที่เกิดจากโซเชียลมีเดียที่มองว่ามีพลังมากๆ นั้น เกิดจากสื่อหลักนำไปเล่นต่อ นำไปจัดวาระ แต่ถ้าสื่อใหญ่ไม่สนใจ ประเด็นเหล่านั้นก็จะจุดไม่ติด มีหลายประเด็นที่เข้าข่ายนี้ ซึ่งสื่อหลักก็จะต้องมองและเลือกเอาไปต่อยอด คือเป็นลักษณะโซเชียลมีเดียเป็นคนสร้างประเด็นและสื่อหลักนำไปต่อยอดให้มีพลังและมีอิทธิพลต่อคนรับสารมากขึ้นในวงกว้าง
       
       ตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารควบคุมสถานการณ์สกัดปล่อยข่าวลวง
       
       ผศ.นันทวิช กล่าวว่า กรณีเหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ภาครัฐควรมียุทธศาสตร์การเผยแพร่ข่าวสารเพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย โดยตั้งศูนย์ให้ข้อมูลข่าวสารขึ้นมาให้ข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว ซึ่งเหตุการณ์ระเบิดบริเวณศาลพระพรหม ถนนราชประสงค์ ถือว่ารัฐบาลและทีมงานออกมาเคลื่อนไหวช้า จึงทำให้ข่าวกระพือไปอย่างรวดเร็ว หากเกิดภาวะวิกฤตลักษณะนี้ขึ้นทุกองค์กรต้องรีบออกมาแถลงข่าว
       
       เพราะต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าข่าวลือกระจายไปได้ง่ายและรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อออกมาช้า จะกลายเป็นความผิดพลาด และการแก้ข่าวก็จะไม่ทันการ องค์กรใดๆ หากเกิดภาวะวิกฤตต้องรีบแก้ทันที ตัวอย่างเช่นกรณีสายการบินต่างๆ ที่เคยมีปัญหา
       
       ส่วนการวางแผนในเชิงรุกเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการข้อมูลผ่านสื่อ คงไม่สามารถดำเนินการได้ง่ายนัก เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากเข้มข้นเกินไป สื่อก็จะมองว่าเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการนำเสนอ แต่ถ้าเบาไปก็จะไม่ต่างจากเดิม จึงเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งเป็นงานใหญ่เพราะความต้องการอยู่บนพื้นฐานมุมมองที่แตกต่างกัน เช่นรัฐบาลอาจจะมองว่ายังไม่ได้มีการควบคุมที่มากพอ แต่ฝั่งสื่อมองว่าเข้มข้นควบคุมลิดรอน ขณะที่รัฐบาลมองว่าทำเพื่อประชาชน เพื่อความถูกต้อง
       
       เห็นได้ว่า สื่อหลักในอดีตที่ควบคุมโดยกรมประชาสัมพันธ์นั้น วันนี้โดยบทบาทของสื่อที่เปลี่ยนไป ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลก็พยายามให้อยู่ในการดูแล การนำเสนอเพื่อไปสู่การปฏิรูปที่ดีจึงต้องมีการปรับตัวและใช้เวลา และต้องมีบทบาทร่วมกันทั้งภาคสื่อ ภาคประชาชน ภาคการเมือง และรัฐบาล ช่วยวางแผน
       
       ขณะที่ฟากของผู้รับสารก็ต้องได้ข้อมูล ได้รับการศึกษาที่มากกว่านี้ ส่วนสื่อเองก็ต้องปฏิรูปตนเองด้วย เพราะต้องยอมรับว่ามีบางปัจจัยที่เป็นตัวแปรทำให้การทำงานในหน้าที่ของสื่อทำได้ไม่เต็มที่ หรือในทางกลับกันทำหน้าที่เกินจริงไปมาก เช่น ปัจจัยเรื่องของทุนที่เข้ามาอุดหนุนสื่อ ที่ทราบกันว่าสื่ออยู่ได้ด้วยทุนหรือโฆษณา การที่สื่อได้รับทุนก็จะมีผลต่อการทำหน้าที่ ก็ต้องมีความเกรงใจต่อเจ้าของทุนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือในเรื่องของการเมืองก็ต้องยอมรับว่ามีส่วนเพราะวันนี้เราก็เห็นว่ามีสื่อที่ฝักใฝ่ในทางการเมืองอยู่ ถึงแม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอมองออกว่าฝักใฝ่ฝ่ายไหน

 
พิสูจน์พลังโซเชียลจากปรากฏการณ์บึ้มราชประสงค์  'Stronger Together ' ปลุกพลังคนไทย!
การรณรงค์แคมเปญผ่านเฟสบุ๊คเพจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
       

 
        เชื่อแคมเปญบิ๊กตู่ปลุกคนไทยเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนได้เร็ว
       
       ผศ.นันทวิช กล่าวถึงการควบคุมสถานการณ์ด้วยแคมเปญ Stronger Together ผ่านโลกโซเชียล เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ และต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้มีผลอย่างมากต่อการท่องเที่ยว เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าต่างประเทศก็มีการเตือนภัยในประเทศของตน เช่น ฮ่องกงมีการเตือนภัยถึงระดับ 4
       
       ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่ต้องออกมาสื่อสาร และปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้นโดยเร็ว เพื่อสร้างความเข้าใจว่าประเทศไทยมีความปลอดภัย ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวเลย ก็เหมือนยอมรับว่าเราไม่ปลอดภัยจริง ดังนั้นเป็นความถูกต้องแล้วที่ต้องออกมาบริหารประเด็นและแก้ไขสภาวะวิกฤต
       
       สถานการณ์จะดีขึ้นและรัฐบาลจะเรียกความเชื่อมั่นได้หรือไม่ อยู่ที่ปัจจัยรอบด้านเป็นตัวสำคัญ หากไม่มีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ที่เป็นการสุมไฟมากขึ้น เชื่อว่าภายใน 1-2 เดือนนี้ ทุกอย่างจะกลับมาสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยเองก็ผ่านภาวะการชุมนุมที่ผ่านการบาดเจ็บล้มตายกันมามาก มีการใช้อาวุธสงครามทำร้ายฝั่งตรงข้ามกันก็มาก ซึ่งเราก็ผ่านตรงนั้นมา ต้องยอมรับว่าประเทศเรามีจุดดี มีข้อได้เปรียบหลายอย่าง ทั้งเรื่องแหล่งท่องเที่ยว และปัจจัยของประเทศ ดังนั้นภาวะวิกฤตเหล่านี้จึงทำให้การท่องเที่ยวเสียหายได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น หากไม่มีการเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีการออกมาตรการที่ยืนยันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจน อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ
       
       ในข้อเท็จจริงแล้วลักษณะการก่อวินาศกรรมก็มีเกิดขึ้นในแทบทุกประเทศทั่วโลก และหลายประเทศที่พบกับปัญหานี้ จึงต้องใช้วิธีการบริหารประเด็นเพื่อให้เข้าสู่ภาวะปกติเช่นกัน ยกตัวอย่าง เกาหลีใต้ที่เพิ่งประสบปัญหาโรคเมอร์ส หรือญี่ปุ่นที่เคยประสบปัญหาสึนามิ และมีประเด็นต่อเนื่องเรื่องสารกัมมันตรังสี การท่องเที่ยวซบเซา ก็ต้องมีแคมเปญออกมากระตุ้นการท่องเที่ยวต่างๆ กรณีของไทยไม่น่าใช้เวลาเกิน 1-2 เดือน ความเชื่อมั่นจะกลับมาพร้อมรับนักท่องเที่ยวภายในสิ้นปี
       
       ผศ.นันทวิช ทิ้งท้ายว่า เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของสื่อ และเหยื่อของโซเชียลมีเดีย โดยการรู้เท่าทันสื่อ จะต้องรู้จักคิดวิเคราะห์ มีการกลั่นกรองข้อมูลข่าวสาร และเปิดรับสื่อหลายประเภท และไม่ควรอ่านเฉพาะที่อยู่ในเครือเดียวกัน และรู้จักคิดวิเคราะห์เพื่อไม่ให้ถูกปลูกฝังในความคิดแบบเดิมๆ ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะโดนปั่นหัวไปในทิศทางที่สื่อนั้นต้องการให้เชื่อ ถ้าสื่อนั้นฝักใฝ่การเมือง
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้