น้ำใจมิตร..เทียมๆๆ?
นำเข้าเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [1034]  

.....

จะทำอย่างไรกับสหรัฐฯ...?

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
จะทำอย่างไรกับสหรัฐฯ...?

ป้อมพระอาทิตย์
       โดย โสภณ องค์การณ์
       
        รัฐบาลคุณท่านแป๊ะจะดำเนินมาตรการอย่างไรกับสหรัฐอเมริกา หลังจากใช้อำนาจกฎหมายของตัวเองบังคับประเทศเหยื่ออำนาจให้ทำตาม และยังใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ประเทศเหยื่อยอมสยบ ไม่อย่างนั้นจะเผชิญกับการคว่ำบาตรทางการเมือง การค้า
       
        ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ยังคงประเทศไทยในระดับเทียร์ 3 คือกลุ่มประเทศซึ่งล้มเหลว หรือยังไม่แก้ปัญหาจนเป็นที่น่าพอใจในด้านการค้ามนุษย์ จากนั้นอีก 90 วัน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา อาจพิจารณามาตรการคว่ำบาตรเพิ่มกับไทย
       
        ต้องรอดูว่า “มหามิตร” อย่างอเมริกาจะลงโทษประเทศไทยซึ่งถูกมองว่าเป็น “ลูกไล่” หรือ “ไก่รองบ่อน” ของสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง หลังจากที่ไทยไปคบหาสมาคมใกล้ชิดกับจีนและรัสเซีย ทำให้สหรัฐมองว่าไทยเป็นเด็กดื้อ ไม่ยอมอยู่ในโอวาทเป็น “เด็กสั่ง”
       
        แต่มาตรการครั้งนี้ถูกหลายฝ่าย รวมทั้งนักการเมืองอเมริกันมองว่าสหรัฐใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ เป็นการกระทำ 2 มาตรฐานไร้ความน่าเชื่อถือ โดยสหรัฐเล็งผลตอบแทนของผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นหลัก ไม่ใช่หลักการตามความเป็นจริง
       
        ครั้งนี้เห็นภาพชัดเจนว่ามาตรการครั้งนี้ไร้ความโปร่งใส เพราะอย่างน้อย 4 ประเทศที่ได้รับการยกระดับจากมาตรการนี้ คือมาเลเซีย ซาอุดิอาเรเบีย เคนยา คิวบา
       
        มาเลเซียยอมเป็นเด็กดีของสหรัฐฯ ด้วยการเป็นพันธมิตรหุ้นส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาคแปซิฟิกซึ่งสหรัฐฯ เป็นตัวตั้งตัวตีในการปิดล้อมจีน และไทยยังไม่ยอมเข้าร่วม เพราะไม่อยากให้เพื่อนบ้านเป็นศัตรูแต่มี “มหามิตร” ไกลบ้าน ไว้ใจไม่ได้อย่างสหรัฐฯ
       
        เคนยาได้รับการปรับระดับเพราะบารัค โอบามา เพิ่งไปเยือนประเทศซึ่งเป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษ ส่วนซาอุดิอาระเบียเป็นตัวแทนในการบุกโจมตีประเทศเยเมนเพื่อปราบกบฎฮูธินับถือนิกายชีอะห์โดยมีอิหร่านสนับสนุน และสหรัฐฯ ต้องการปกป้องเส้นทางเดินเรือ
       
        คิวบานั้นเป็นประเทศหลังบ้านสหรัฐฯ และมีความใกล้ชิดกับรัสเซีย จีน โดยสหรัฐฯไม่ต้องการให้คิวบามีความสัมพันธ์แนบแน่นกับทั้ง 2 คู่ปรับสหรัฐฯมากกว่าที่เป็นอยู่
       
        เมื่อเรารู้เช่นเห็นชาติ พฤติกรรมไร้ความจริงใจของ “มหามิตร” เช่นสหรัฐฯ เราควรทำอย่างไร เพราะได้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับเราซ้ำซาก เราควรใกล้ชิดสหรัฐฯ อีกหรือไม่ หรือควรบอกสหรัฐตรงๆ ว่า “เรา” ไม่ต้องการ “มหามิตร” พฤติกรรมแบบนี้
       
        มี “มหามิตร” แบบไหน คอย “ประนาม” กันซ้ำซาก เวลาลำบากก็ไม่ช่วยเหลือ?
       
       อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เคยสารภาพว่ารู้สึกเสียใจอย่างมากที่ไม่ได้ช่วยเหลือประเทศไทยแม้แต่ดอลลาร์เดียว เมื่อไทยเผชิญพิษต้มยำกุ้ง ต้องกู้เงินจากไอเอ็มเอฟในปี 2540 ทำให้ต้องโละขายทรัพย์สินในราคาถูกให้บริษัทค้าเงินของสหรัฐฯ
       
        ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เอเซีย รวมทั้งจีน ลงขันช่วยเหลือประเทศไทยจนตัวเองลำบากตามไปด้วย แต่ผลสุดท้ายไทยรอด แต่ต้องเสียกิจการหลายอย่างให้บริษัทจากสหรัฐฯ ต้นตอสำคัญในการโจมตีค่าเงินบาทก็คือนักค้าเงิน กองทุนเสือหิวสหรัฐฯ นั่นเอง
       
        สหรัฐฯ มักอ้างเสมอว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรสำคัญนอกกลุ่มสนธิสัญญานาโต มีความสัมพันธ์ยาวนาน เมื่อต้องการใช้แผ่นดินไทย หรือรัฐบาลไทยทำประโยชน์ให้สหรัฐฯ เช่นต้องการให้ทหารไทยไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศหรือใช้สนามบินอู่ตะเภา
       
        ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯไม่ขอความร่วมมือเอง เช่นให้ส่งทหารไทยไปอิรัก ก็ให้สหประชาชาติขอ เช่นให้ไทยส่งกองกำลังไปปฏิบัติหน้าที่ในติมอร์ตะวันออก
       
        ถ้าอยากหลอกใช้ไทย ก็ใช้คำหวาน ถ้าไม่พอใจ หรือหาเรื่องก็ตบหัวหนักๆ จากนั้นมาลูบหลัง เป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจ ขาดความจริงใจ ไม่ใช่เพื่อนแท้น่าคบ
       
        การกักประเทศไทยไว้ระดับเทียร์ 3 อ้างว่าไร้การปรับปรุงมาตรการ แต่สหรัฐฯ ไม่มี “หมายเหตุ” ท้ายรายงานว่า “ความล้มเหลว” นั้นเกิดในรายงานช่วงเดือนเมษายน 2556 ถึงมีนาคม 2557 แต่ คสช. เข้ามาพร้อมกฎอัยการศึกวันที่ 20 พฤษภาคม 2557
       
        นั่นเป็นการเริ่ม “ประณาม” ประเทศไทย ตามมาด้วยการประณามเมื่อเกิดรัฐประหารวันที่ 22 เดือนเดียวกัน จากนั้นสหรัฐฯ จ้องประณามประเทศไทยหลายเรื่อง ถ้าไม่ประณามโดยตรงก็ให้ “ลูกไล่” สมุนรับใช้รับงานแทน รุมกินโต๊ะประเทศไทยซ้ำซาก
       
        เช่น นายบันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ องค์กรนิรโทษกรรมสากล ฮิวแมนไรท์ วอช์ท รวมทั้งกลุ่มประเทศยูโร ฝรั่งขาว พันธมิตรของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในสภาวะจำยอมตามใจสหรัฐฯ
       
        มีการประณามไทยเรื่องมาตรา 112 เรื่องโรฮีนจา แรงงานประมง อุยกูร์ การจับกุม 14 นักศึกษาผสมนักพนัน การค้ามนุษย์หลายวาระ ทั้งการไม่เป็นประชาธิปไตย
       
        พูดตามภาษาชาวบ้าน ต้องบอกว่า “แม่งจ้องแต่ประนามกูอยู่นั่นแหละ”
       
        แล้วจะทำอย่างไร? มีแนวคิด 2 อย่าง คือ อยู่เฉยๆ สหรัฐฯ อยากทำอะไรก็ปล่อยไป เดี๋ยวก็แพ้ภัยตัวเอง เหมือนเจอวิกฤตเกือบเจ๊งในปี 2008 เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ร่อแร่ ล้มละลายก็เยอะเพราะปัญหาด้านซับไพรม์ สินทรัพย์ด้อยค่าเกิดจากทุนนิยมสามานย์
       
        สหรัฐฯ เลือกคว่ำบาตร ไม่คบเรา ก็ช่าง เราไม่มีทางเลือก เราไม่ใช่มหาอำนาจ เรา ไม่ต้องตอบโต้ หันไปกระชับความสัมพันธ์กับประเทศที่อยากคบกับเรามากกว่า แต่สหรัฐฯ จะมาขอใช้อะไรของเราเช่นสนามบินอู่ตะเภา ซ้อมรบคอบบราโกลด์ เราจะไม่ว่าง
       
        ไหนๆ ไอ้กันก็จะคว่ำบาตรเรา ยังมีอีกทางเลือกคือแสดงออกให้เห็นว่า “กูไม่ใช่ลูกไล่เอ็งนะโว้ย” จากนั้นก็ส่งสัญญานว่าอยากทบทวนสัมปทานปิโตรเลียมของบริษัทเชฟรอนในอ่าวไทย และสัมปทานอื่นๆ ของบริษัทสหรัฐฯ ประเมินความสัมพันธ์โดยรวม
       
        บางกลุ่มเรียกร้องให้คว่ำบาตรสินค้า บริการของบริษัทสหรัฐ ฯเช่นอาหารเปิบด่วน แต่มาตรการเช่นนี้มักไม่ได้ผล ถ้าจะให้ดีไม่ต้องประกาศ แต่ทำเงียบๆ คุณท่านแป๊ะเองก็บอกว่าอย่าไปคว่ำบาตรตามกระแสโซเชียลเลย เราก็อยู่แบบของเราอย่างนี้แหละ
       
        ไม่ว่าจะทำแบบไหน เราเจ็บแน่ จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง เพราะจะโดนซ้ำเติม โดย กลุ่มยุโรป เหมือนกรณีอิหร่าน คิวบา เกาหลีเหนือ และรัฐอื่นๆ ซึ่งโดยสหรัฐฯ แกล้ง
       
        ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา จะเป็นจะตายมั้ย? คงไม่ แต่พวกพ่อค้า นักธุรกิจลำบากแน่นอน การค้าระหว่างประเทศมีผลกระทบ...แล้วเราจะรอดมั้ย อ๋อ! เรารอดแน่ ถ้าใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เรายังมีประเทศอื่นๆ เป็นเพื่อน แต่สุดท้ายไอ้กันจะไม่รอด
       
        ก็ไอ้กันมีหนี้สินมากถึงขนาด 101 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ใช้คืน 101 ชาติก็ไม่หมด แต่จะพิมพ์แบงค์ดอลลาร์จนเป็นแบ็งค์กงเต๊ก ลากประเทศอื่นๆ ให้เจ๊งตามไปด้วย
       
        เพื่อศักดิ์ศรี อธิปไตย ของไทย เราจะเลือกแบบไหน?

 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
Tier 3 พี่ใหญ่ไม่รักแล้วนะเด็กดื้อ “บิ๊กตู่” บ่ยั่น ช่างมันฉันไม่แคร์
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2558
ก่อนจะมาถึงเทียร์3

ก่อนจะมาถึงเทียร์3

ก่อนจะมาถึงเทียร์3 : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

               ถึงแม้รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐจะบอกว่า ในการเยือนประเทศมาเลเซียที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ จะไปบอกกับมาเลเซียว่า ต้องแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เพิ่มอีกเป็นเท่าตัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นที่ว่า สิ่งที่สหรัฐได้ขยับอันดับของมาเลเซียและคิวบา เป็น “เทียร์ 2” นั้นไม่ใช่สาเหตุมาจากผลประโยชน์และการเมือง

               เช่นเดียวกับการคงอันดับ “เทียร์ 3” ให้แก่ประเทศไทยที่คนทั่วโลกต่างก็รู้ว่า ไทยได้ทำอะไรไปบ้างในเรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์

               ทันทีที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ก็ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวถึง 1.6 ล้านคน

               การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวก็ย่อมหมายความว่า คนเหล่านั้น มีสิทธิที่จะได้รับสวัสดิการ ค่าจ้างแรงงาน เทียบเคียงกับแรงงานที่เป็นคนไทยในประเทศ

               แต่สหรัฐก็จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มเทียร์ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เลวร้ายที่สุดของการต่อต้านการค้ามนุษย์

               โชคร้ายของไทยในช่วงเวลาเดียวกันก็คือ สหภาพยุโรป ให้ใบเหลืองแก่ไทยเนื่องจากมีปัญหาการทำประมงโดยผิดกฎหมาย และกำลังจะพิจารณาอีกครั้งใน 2 เดือนข้างหน้า

               มีคนมองว่า ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปกำลังร่วมมือกันกดดันไทย เพราะต้องการให้ไทยจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด โดยสาเหตุหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปจะไม่ทำสัญญากับประเทศที่รัฐบาลมาจากการทำรัฐประหาร

               หลายคนมองว่า ความตกลงหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก หรือทีพีพี น่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้สหรัฐตัดสินใจอย่างนั้น

               มาเลเซีย และคิวบา แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ แต่ได้รับการปรับอันดับเป็น เทียร์ 2

               หากไม่ใช่เป็นเพราะมาเลเซียมีความสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก เพราะมีช่องแคบมะละกา ก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

               เช่นเดียวกับคิวบา ที่สหรัฐเพิ่งจะมาฟื้นความสัมพันธ์หลังเสื่อมทรามนานถึง 54 ปี

               สำหรับไทย ถ้าวันนี้มี “คลองกระ” ถึงแม้จะมีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ความสำคัญ หรือพลังในการต่อรองก็น่าจะเป็นอีกเรื่อง

               แต่ถึงแม้ว่าไทยจะไม่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์อย่างที่มาเลเซียเป็น แต่ไทยกลับกำลังจะเป็นประตูให้จีนได้เข้าสู่อ่าวไทยและยาวไปถึงแปซิฟิก

               ก็เลยมีการวิเคราะห์กันว่า นี่คือสิ่งที่สหรัฐจัดการกับไทย ทั้งสาเหตุจากรัฐประหาร และไปใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป

               การแสดงท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อเรื่องนี้ ดูเหมือนจะทำใจยอมรับว่า เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องแก้ปัญหาเท่าที่จะเอื้อมมือถึง

               เปล่าประโยชน์ที่จะไปตีโพยตีพาย เพราะมาตรฐานที่ว่านั้นเป็นสหรัฐที่ตั้งขึ้นมาเอง

               แต่สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงทีพีพี ที่ว่า ได้สั่งการให้ชะลอออกไปเพราะเห็นว่า ไทยเสียเปรียบ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา นี่สิ คือท่าทีที่ชัดเจนว่า ไทยคิดอย่างไรกับสหรัฐ

               เป็นการคิดที่ไม่ใช่คิดแบบรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยิ้มหวานประกาศเจรจาทีพีพีกับสหรัฐเมื่อครั้ง บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางมาเยือนไทย ท่ามกลางกระแสข่าวความเคลื่อนไหวของนักล็อบบี้ยิสต์ที่พยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้สหรัฐเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่จะล้อมไทย

               ขณะนั้นไทยถูกจัดอยู่ในระดับ “เทียร์ 2” เป็นประเทศที่ถูกเฝ้าจับตามอง

               แต่ไม่รู้ว่า รัฐบาลขณะนั้นจะรู้หรือไม่ว่า ประเทศกำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย หรืออย่างไร ถึงได้มองเรื่อง ทีพีพี เป็นความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าการต่อต้านการค้ามนุษย์
 

เนื่องแต่ เทียร์ 3 การเมืองโลก บีบกด การเมือง "ไทย"


 

แม้ว่า "ทิปรีพอร์ต" ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ จะอิงอยู่กับกระบวนการ "การค้ามนุษย์" เป็นด้านหลัก
 


แต่ก็หนีไม่พ้น "การเมือง"

หากเจาะลึกลงไปในการยกระดับจาก "เทียร์ 3" ไปอยู่ที่ระดับ "เทียร์ 2" ของประเทศอย่างมาเลเซียและคิวบาจะเห็นอย่างเด่นชัด

ว่าเป็นเพราะ "การเมือง"

ที่แน่นอนอย่างที่สุดก็คือ มาเลเซียและคิวบาล้วนเป็นเครือข่าย "ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก"

หรือที่รู้จักในชื่อย่อว่า "ทีพีพี"

คิวบาอาจจะเป็นปรปักษ์กันตั้งแต่ยุค "คัสโตร-เคนเนดี้" แต่ ณ วันนี้ต่างยื่นไมตรีให้กันและกัน ขณะที่มาเลเซียคือ 1 แห่งกระดานหกในอาเซียน

นอกเหนือจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ "เวียดนาม"

การซ้ำชั้นอยู่ที่ "เทียร์ 3" ของไทยจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เมื่อประเมินเชิงเปรียบเทียบกับมาเลเซียและคิวบา

เป็นปัจจัย "ค้ามนุษย์" ผนวกกับปัจจัย "การเมือง"



ถามว่าท่าทีอันบ่งชี้ความต้องการในการ "ลดระดับ" ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ สัมผัสได้อย่างเด่นชัดตั้งแต่เมื่อใด

 

คำตอบ คือ "รัฐประหาร"

จากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ต่อเนื่องมายังรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 ท่าทีของสหรัฐมีความแจ่มชัด

แจ่มชัดและดำเนินไปอย่าง "ยกระดับ"

ท่าทีโดยพื้นฐานที่ละม้ายเหมือนกัน คือ การลดระดับความสัมพันธ์และความช่วยเหลือทางด้านการทหาร โดยรูปธรรมเห็นได้จากกรณี "คอบร้าโกลด์"

แต่ที่ "แข็งกร้าว" มากยิ่งขึ้นเป็นท่วงทำนอง "ประชาธิปไตย"

ไม่ว่าหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่นานนัก ไม่ว่าเมื่อ "ว่าที่" เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงเทพมหานคร แถลงต่อที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา ล้วนตั้งความหวังอย่างเดียวกัน

นั่นก็คือ ต้องการเห็น "การเลือกตั้ง"

นั่นก็คือ ต้องการเห็นการเข้ามาของรัฐบาล "พลเรือน" อันเข้ามาตามกระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการเลือกตั้ง

นี่คือท่าทีอันแอบอิงกับ "การเมือง"

สหรัฐเป็นเช่นนี้ สหภาพยุโรปเป็นเช่นนี้



ศึกษาอย่างเปรียบเทียบ แม้ความเด่นชัดของท่าทีจะปรากฏผ่านกระบวนการ "การเมือง" แต่ก็สัมพันธ์กับกระบวนการ "เศรษฐกิจ"

นั่นก็เห็นได้จากท่าทีของ "อียู" สหภาพยุโรป

ท่าที 1 คือ ยุติการหารือทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาในเรื่องเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ซึ่งค้างคาอยู่

ผลสะเทือนตกไปถึง "สิทธิพิเศษทางศุลกากร" หรือ "จีเอสพี"

ท่าที 1 ดำเนินไปบนแนวทางเดียวกับสหรัฐ นั่นก็คือ ตั้งความหวังว่าจะมีการคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนโดยเร็ว

ผ่าน "การเลือกตั้ง" และได้มาซึ่งรัฐบาล "พลเรือน"

การรอคอยจากเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งผ่านเดือนพฤษภาคม 2558 คือ กำหนดการเลือกตั้งตามที่ปรากฏผ่าน "โรดแมป"

ตรงนี้ต่างหากคือ เป้าหมาย "ร่วม" ของนานาชาติ

แม้กระทั่งเมื่อ นายเดวิด คาเมรอน เดินทางมาเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนก็ไปยัง เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย

แต่ข้าม "ประเทศไทย" ไปอย่าง "เจตนา"

นี่คือ "การเมือง" นี่คือท่าทีอันสอดรับกับ สหรัฐและสหภาพยุโรป



จากชนักติดหลังอันปรากฏผ่าน "เทียร์ 3" มีผลสะเทือนไปยัง "ใบแดง" ของ IUU อย่างระทึกในดวงหทัย

เพราะว่า "เทียร์ 3" เนื่องแต่รายงานการค้ามนุษย์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เพราะว่า "IUU" เป็นมาตรการและการตัดสินใจ

อันมาจาก "สหภาพยุโรป"

 

นี่คือการเมือง "โลก" กดดัน บีบรัด "ประเทศไทย"

 




 

(ที่มา:มติชนรายวัน 31 ก.ค.2558)

 

 

 

 

 


 

แม้ว่า "ทิปรีพอร์ต" ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ จะอิงอยู่กับกระบวนการ "การค้ามนุษย์" เป็นด้านหลัก
 


แต่ก็หนีไม่พ้น "การเมือง"

หากเจาะลึกลงไปในการยกระดับจาก "เทียร์ 3" ไปอยู่ที่ระดับ "เทียร์ 2" ของประเทศอย่างมาเลเซียและคิวบาจะเห็นอย่างเด่นชัด

ว่าเป็นเพราะ "การเมือง"

ที่แน่นอนอย่างที่สุดก็คือ มาเลเซียและคิวบาล้วนเป็นเครือข่าย "ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก"

หรือที่รู้จักในชื่อย่อว่า "ทีพีพี"

คิวบาอาจจะเป็นปรปักษ์กันตั้งแต่ยุค "คัสโตร-เคนเนดี้" แต่ ณ วันนี้ต่างยื่นไมตรีให้กันและกัน ขณะที่มาเลเซียคือ 1 แห่งกระดานหกในอาเซียน

นอกเหนือจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ "เวียดนาม"

การซ้ำชั้นอยู่ที่ "เทียร์ 3" ของไทยจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เมื่อประเมินเชิงเปรียบเทียบกับมาเลเซียและคิวบา

เป็นปัจจัย "ค้ามนุษย์" ผนวกกับปัจจัย "การเมือง"



ถามว่าท่าทีอันบ่งชี้ความต้องการในการ "ลดระดับ" ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ สัมผัสได้อย่างเด่นชัดตั้งแต่เมื่อใด

 

คำตอบ คือ "รัฐประหาร"

จากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ต่อเนื่องมายังรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 ท่าทีของสหรัฐมีความแจ่มชัด

แจ่มชัดและดำเนินไปอย่าง "ยกระดับ"

ท่าทีโดยพื้นฐานที่ละม้ายเหมือนกัน คือ การลดระดับความสัมพันธ์และความช่วยเหลือทางด้านการทหาร โดยรูปธรรมเห็นได้จากกรณี "คอบร้าโกลด์"

แต่ที่ "แข็งกร้าว" มากยิ่งขึ้นเป็นท่วงทำนอง "ประชาธิปไตย"

ไม่ว่าหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่นานนัก ไม่ว่าเมื่อ "ว่าที่" เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงเทพมหานคร แถลงต่อที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา ล้วนตั้งความหวังอย่างเดียวกัน

นั่นก็คือ ต้องการเห็น "การเลือกตั้ง"

นั่นก็คือ ต้องการเห็นการเข้ามาของรัฐบาล "พลเรือน" อันเข้ามาตามกระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการเลือกตั้ง

นี่คือท่าทีอันแอบอิงกับ "การเมือง"

สหรัฐเป็นเช่นนี้ สหภาพยุโรปเป็นเช่นนี้



ศึกษาอย่างเปรียบเทียบ แม้ความเด่นชัดของท่าทีจะปรากฏผ่านกระบวนการ "การเมือง" แต่ก็สัมพันธ์กับกระบวนการ "เศรษฐกิจ"

นั่นก็เห็นได้จากท่าทีของ "อียู" สหภาพยุโรป

ท่าที 1 คือ ยุติการหารือทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาในเรื่องเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ซึ่งค้างคาอยู่

ผลสะเทือนตกไปถึง "สิทธิพิเศษทางศุลกากร" หรือ "จีเอสพี"

ท่าที 1 ดำเนินไปบนแนวทางเดียวกับสหรัฐ นั่นก็คือ ตั้งความหวังว่าจะมีการคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนโดยเร็ว

ผ่าน "การเลือกตั้ง" และได้มาซึ่งรัฐบาล "พลเรือน"

การรอคอยจากเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งผ่านเดือนพฤษภาคม 2558 คือ กำหนดการเลือกตั้งตามที่ปรากฏผ่าน "โรดแมป"

ตรงนี้ต่างหากคือ เป้าหมาย "ร่วม" ของนานาชาติ

แม้กระทั่งเมื่อ นายเดวิด คาเมรอน เดินทางมาเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนก็ไปยัง เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย

แต่ข้าม "ประเทศไทย" ไปอย่าง "เจตนา"

นี่คือ "การเมือง" นี่คือท่าทีอันสอดรับกับ สหรัฐและสหภาพยุโรป



จากชนักติดหลังอันปรากฏผ่าน "เทียร์ 3" มีผลสะเทือนไปยัง "ใบแดง" ของ IUU อย่างระทึกในดวงหทัย

เพราะว่า "เทียร์ 3" เนื่องแต่รายงานการค้ามนุษย์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เพราะว่า "IUU" เป็นมาตรการและการตัดสินใจ

อันมาจาก "สหภาพยุโรป"

 

นี่คือการเมือง "โลก" กดดัน บีบรัด "ประเทศไทย"

 

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายอรรถวิชช์​ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลนายบารัค โอบามา ผ่านสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยจ่าหน้าจดหมาย ระบุว่า

สารถึง "มหามิตร : สหรัฐอเมริกา" เพื่อแจงปมค้ามนุษย์ โดยสาระของจดหมายเปิดผนึก สรุปสาระสำคัญได้คือ หลังกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) คงอันดับประเทศไทยไว้ที่ เทียร์ 3 (Tier3) เป็นมาตรฐานที่ต่ำสุด ตนในฐานะอดีต ส.ส. และประธาน กมธ.กิจการชายแดนไทย ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด เห็นว่าการจัดอันดับของสหรัฐฯ ไม่สอดคล้องกับความตั้งใจแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย เพราะนับแต่ทราบถึงการถูกจัดลำดับที่เทียร์ 3 ประเทศไทยได้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมหลายด้าน คือ

1. ช่วงรัฐประหาร ขณะที่ยังไม่มีรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่ง ซึ่งมีผลเท่ากับกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ หลายฉบับ เช่น คณะกรรมการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ 2 ฉบับ ในเดือน มิ.ย. 2557 คณะทำงานระดับจังหวัด ทุกจังหวัดรวมถึงกรุงเทพมหานครในเดือน ก.ค. ปีเดียว ประกาศยกเว้นความผิด และเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่หนีเข้าประเทศไทย ตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนและตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว 20 แห่ง มีแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนถึง 1.6 ล้านคน ทำให้ลดความเสี่ยงที่อาจตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนแล้วมีสิทธิพื้นฐานเท่าเทียมแรงงานไทยใน ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท รวมถึงมีประกันสุขภาพ

2. ขณะที่ช่วงมีรัฐบาล และรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 57 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า นโยบายเร่งด่วนคือ การป้องกันการค้ามนุษย์ การทารุณกรรมแรงงานข้ามชาติ และการแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง กระทั่งวันที่ 3 เม.ย. 2558 นายกรัฐมนตรีประชุมมอบนโยบายต่อหัวหน้าส่วนราชการ และประกาศให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ มีการแก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มีผลบังคับ เม.ย. 2558 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเชิงป้องกัน ให้ปิดสถานประกอบการที่กระทำผิดเกี่ยวกับการทารุณกรรมแรงงาน

3. นอกจากนี้ ไทยยังมีการแก้ไข พ.ร.บ.การประมง ระหว่างนี้หัวหน้า คสช.ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ให้เรือประมงต้องรายงานการเข้าออกจากท่า เพื่อป้องกันการขนแรงงานผิดกฎหมายข้ามชาติ ล่าสุดไทยได้ทลายขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาข้ามชาติขบวนการใหญ่ โดยออกหมายจับผู้ทำผิดกว่า 120 ราย จับกุมได้ 72 ราย มีนายทหารระดับสูงอดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นักการเมืองท้องถิ่น 7 ราย ตำรวจ 4 นาย เป็นระดับสัญญาบัตร 1 นาย ซึ่งอัยการได้ส่งฟ้องแล้ว อัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และได้โยกย้ายตำรวจที่เกี่ยวข้องอีก 57 นาย ไม่เว้นแม้แต่นายตำรวจระดับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด

จดหมายเปิดผนึกยังระบุอีกว่า ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ในมหาสมุทรอินเดียมีเจ้าหน้าที่อาวุโส และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ 17 ชาติ เกี่ยวข้องปัญหานี้เข้าร่วม และ 3 ชาติ ผู้สังเกตการณ์คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม สหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งมติที่ประชุมให้เพิ่มการค้นหาและช่วยเหลือผู้อพยพทางทะเล ป้องกันการอพยพและปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมช่วยเหลือยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ต้นทาง แม้ตอนแรก เมียนมาประเทศต้นทาง จะปฏิเสธเข้าร่วมประชุม แต่ไทยได้ประสานงานจนเมียนมาเข้าร่วม และเห็นด้วยกับมติของที่ประชุมด้วย

เร็วๆ นี้จะมีการตั้งศาลใหม่ คือ ศาลชำนัญพิเศษคดีค้ามนุษย์ ทำให้การพิจารณาคดีดังกล่าวเข้าสู่ขั้นตอนศาลได้เร็วขึ้น ประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น การคงอันดับที่ Tier 3 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จึงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง. สหรัฐและไทยเป็นมหามิตร เราเคยร่วมรบด้วยกัน เราเคยเป็นเพื่อนที่กอดคอกันในยามสงคราม ยามทุกข์ การเข้าใจกันเป็นเรื่องสำคัญของคำว่า "เพื่อน"
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้