น้ำลอยเรือได้ ก็...(2)
นำเข้าเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [725]  

.....

ประสงค์พูด

น้ำลอยเรือได้ ก็คว่ำเรือได้ (3)

ได้พูดให้ฟังในตอนที่ผ่านมาว่า ได้มีความตกลงร่วมกันในที่ประชุมร่วม 2 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาลกับภาคประชาชนที่เรียกชื่อว่า “เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย” เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 3 คณะ เพื่อร่วมกันพิจารณาแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมปี 2514 และเรื่องการบริหารจัดการต่างๆเกี่ยวกับการจ้างสำรวจ จ้างผลิต และการแบ่งปันผลผลิตจากเงื่อนไขเดิมที่เคยทำกันไว้อย่างเสียเปรียบจากผู้ได้รับสัมปทาน เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่กับส่วนรวมของประเทศ โดยเฉพาะกับประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติคือน้ำมัน

แต่ก็ไม่มีการแต่งตั้งใดๆจากภาครัฐ

เนิ่นนานมาจนถึงวันที่ 8 เมษายน 2558 ทางสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการร่วม 2 ฝ่าย อีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาข้อยุติหรือทางออกของเรื่องนี้ ซึ่งการประชุมร่วมครั้งที่ 2 นี้ ผู้เข้าร่วมการประชุมทั้งสองฝ่ายยังเป็นบุคคลชุดเดิมจากที่เคยประชุมครั้งที่ 1 เพียงแต่บุคคลในระดับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพลังงานเปลี่ยนหน้ากันมาหลายคน โดยไม่มีบุคคลในระดับสูงของกระทรวงมาร่วมอย่างเช่นเคย และการประชุมครั้งที่ 2 ดังกล่าวนี้ รัฐมนตรี
ประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังคงเป็นประธานเช่นเดิม

บรรยากาศของการประชุมในครั้งที่ 2 ดังกล่าว ยังคงเป็นไปด้วยดีเหมือนครั้งแรก แต่ก็ได้มีการต่อว่าต่อขานกันบ้างเกี่ยวกับความไม่ตั้งใจจริงที่จะรับฟังความคิดความเห็นของภาคประชาชน จากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการตัดสินใจและการกำหนดนโยบายในระดับกระทรวง เพราะไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลยรวม 2 ครั้ง มาแล้วในการประชุมร่วมระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการ ช่วยว่าการ ปลัดกระทรวง หรือรองปลัดกระทรวง แม้กระทั่งระดับอธิบดี ของกระทรวงพลังงาน

ได้มีการต่อว่าต่อขานไปถึงเรื่องที่กระทรวงพลังงาน กำลังจะยกร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมปี 2514 กันเอง เพื่อเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ ซึ่งภาคประชาชนบอกว่าทำกันอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะกระทรวงพลังงานไม่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องสำคัญอย่างนี้ เพราะการแก้กฎหมายปิโตรเลียมที่เคยทำกันมาบ้างนั้น ล้วนแล้วแต่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจของตนเองมากขึ้น เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐมีผลประโยชน์ทับซ้อน
เปิดโอกาสให้เอกชนรายเก่าผูกขาดมากขึ้น และสามารถผ่องถ่ายกำไรและต้นทุนของตน ซึ่งการแก้กฎหมายที่ผ่านมาแล้วนั้นไม่ผิดอะไรกับ “ชงเองกินเอง” ขาดหลักธรรมาภิบาลในการปกครองประเทศ และหลักการบริหารสาธารณสมบัติ

นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังแสดงความเห็นให้มีการทบทวนเรื่องการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่ทำกันอยู่ในขณะนี้เสียใหม่ โดยใช้การจัดเก็บภาษีในเรื่องทรัพยากรมาเป็นสวัสดิการต่างๆแทน และบอกด้วยว่าขณะนี้ถึงเวลาที่จะต้องใช้รูปแบบการแบ่งปันผลผลิต แทนการใช้ระบบสัมปทานได้แล้วเพราะประโยชน์เข้ารัฐมีน้อยที่สุด

ภาคประชาชนได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ภาคประชาชนจะยกร่างการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมเสนอต่อรัฐบาลภายใน 2 สัปดาห์นี้ เพื่อให้พิจารณาและจะเสนอให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศทราบในลักษณะทำประชาพิจารณาด้วย

ประเด็นหลักของกฎหมายที่ประชาชนร่างคือ

1. ปิโตรเลียมเป็นของปวงชนชาวไทย

2. การจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมต้องเป็นไปเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ ได้แก่ การรักษาสิทธิในปิโตรเลียมของชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บผลประโยชน์ของรัฐจากทรัพยากร สร้างความมั่นคงทางยุทธปัจจัย ส่งเสริมการพึ่งพิงตนเองได้ทางพลังงาน และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

3. เปิดทางเลือกการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศไทย

4. กำหนดหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้แต่ระบบให้มีความโปร่งใสและชัดเจน ไม่ว่าระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต และ ระบบการจ้างผลิต โดยทุกวิธีรัฐสามารถร่วมทุนได้ เมื่อพบปิโตรเลียมคุ้มค่าเชิงพาณิชย์

5. รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลปิโตรเลียมในทุกขั้นตอนให้ประชาชนได้รับทราบ ทั้งก่อนและหลังการทำสัญญา เช่น ข้อมูลธรณีวิทยา รายละเอียดการชนะประมูล เงื่อนไขสัญญา ต้นทุนการผลิต เป็นต้น

6. สร้างระบบการประมูลที่ให้ผลตอบแทนแก่รัฐสูงสุดในทุกระบบอย่างแท้จริง

7. ระบบการประมูลในการให้สิทธิสำรวจ หรือผลิตปิโตรเลียม ต้องเป็นธรรมแก่เอกชนทุกราย ไม่มีลักษณะเอื้อหรือเป็นการกีดกันทางการค้า ขจัดการผูกขาด ตัดตอน จากขั้นตอนหรือกระบวนการ

8. กฎหมาย กฎระเบียบ ต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจน เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ และการขัดกันของผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ

นี่คือหลักการสำคัญของกฎหมายที่จะร่างเสนอให้รัฐบาลทราบและพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์นี้ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเคยได้ทำกันอยู่ฝ่ายเดียว

เรื่องพลังงานนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนเฝ้าดู

ถ้าไม่ฟังกันก็เหลือบดูชื่อเรื่องนี้อีกครั้งก็แล้วกัน

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ


 

ในตอนก่อน ได้พูดให้ฟังถึงความสำคัญของพลังประชาชนที่มีต่อการบริหารปกครองของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าพลังของประชาชนนั้นผู้มีอำนาจทั้งหลายไม่ว่าใครอย่ามองข้ามเป็นอันขาด เพราะ“ประชาชนนั้นเหมือนน้ำ ถ้าน้ำลอยเรือได้ ก็คว่ำเรือได้ ” เช่นเดียวกัน

และได้พูดมาในตอนก่อนเช่นเดียวกันว่า แม้ผู้บริหารบ้านเมืองชุดนี้จะมาจากการทำรัฐประหาร มีอำนาจในมืออย่างมากมายตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยเฉพาะในมาตราที่ 44 ซึ่งให้อำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในฝ่ายบริหาร อำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติ และอำนาจในฝ่ายตุลาการ ล้วนอยู่ในมือของคณะรัฐประหารทั้งหมดก็ตาม แต่หลายสิ่งหลายอย่างของการบริหารจัดการยังไม่ค่อยจะตรงเป้าหมายที่ต้องการจัดการแก้ไขเท่าไรนัก เพราะยังปล่อย “ต้นเหตุ” แห่งความชั่วร้ายคือผู้กระทำดังกล่าวยังลอยนวลอยู่รวมทั้งสมุนบริวารอีกหลายคน ทำให้บ้านเมืองปราศจากความสงบเรียบร้อยอย่างที่ควรจะเป็น ดังจะเห็นว่าประเดี๋ยวระเบิดที่นั่น ประเดี๋ยวไฟไหม้ที่โน่น ตลอดเวลา

เรียกได้จัดลำดับความสำคัญของงานไม่ค่อยจะถูก ไปมัวทำงานในสิ่งที่รอไว้ได้ หรือมีการทำควบคู่กันไปให้เห็น แม้กระทั่งเรื่องปากเรื่องท้องในการทำมาหากินของชาวบ้านซึ่งเป็นคนในระดับรากหญ้า ก็ยังเดือดร้อนกันต่อไป โดยเฉพาะในการไล่พ่อค้าแม่ขายตามถนนหนทางด้วยเหตุผลของการทำให้สถานที่สวยงาม โดยไม่ได้จัดสิ่งรองรับในการช่วยเหลือคนเหล่านี้ ทำให้ขณะนี้เสียงบ่นเสียงว่าต่างๆ นานาต่อรัฐบาลมีมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องสำคัญที่ใหญ่มากอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนทุกระดับ ไม่ว่าระดับสูง ระดับกลาง และระดับล่างที่ไม่มีอันจะกิน ทุกระดับของผู้คนเหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบอย่างมากมายเหมือนกันหมด

นั่นก็คือปัญหาด้านพลังงานปิโตรเลียม

เชื้อเพลิงธรรมชาติทุกชนิด ไม่ว่าแก๊สที่ใช้กับรถยนต์ หรือใช้ในการหุงต้ม น้ำมันประเภทต่างๆ ทั้งเบนซินและดีเซล
ซึ่งแต่ละอย่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทุกระดับ ยังไม่มีการจัดการกันอย่างถูกต้องและเป็นธรรมในการผลิต และการจำหน่าย แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากผู้ได้รับความเดือดร้อนจากผู้ใช้มาแล้วนักต่อนักก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะมีคนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างเป็นขบวนการ ทั้งจากอดีตและปัจจุบัน ไม่เปลี่ยนแปลง

วันนี้จะพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

จากการที่กระทรวงพลังงานมีความพยายามที่จะเปิดให้มีการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมในรอบที่ 21 ต่อไปอีก ทั้งๆ ที่บริษัทต่างชาติที่เคยได้รับสัมปทานไปแล้วในครั้งก่อนๆ ยังมีเวลาเหลืออีกกว่า 6-7 ปีนั้น ได้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากภาคประชาชนที่มีชื่อว่า “เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย” ว่าไม่เห็นด้วย เพราะการเปิดประมูลให้สัมปทานภายใต้กฎหมายการปิโตรเลียมฉบับปี พ.ศ.2514 ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ของผู้ได้สัมปทานไปเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตราที่ 56 ในกฎหมายดังกล่าวปี 2514 ที่กำหนดให้ปิโตรเลียมที่ผู้ได้รับสัมปทานขุดเจาะได้นั้น ตกเป็นของผู้ได้รับสัมปทาน ซึ่งจะนำไปขายหรือทำอะไรก็ได้ โดยประเทศไทยได้รับค่าตอบแทนเพียงเงินที่นำมาประมูลเท่านั้น

ทั้งๆ ที่ประเทศและประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าว ไม่ว่าจะอยู่บนบกหรืออยู่ในทะเล

การเปิดประมูลรอบที่ 21 จึงต้องเลื่อนออกไป

หลังจากนั้นมีการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาสองฝ่ายคือภาครัฐกับภาคประชาชน เพื่อมาประชุมปรึกษาหารือกันให้ได้ข้อยุติ ว่าควรจะทำกันอย่างไร ซึ่งก็มีการประชุมร่วมสองฝ่ายดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มี.ค.2558 ที่ทำเนียบรัฐบาลภายใต้การดำเนินงานของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของภาครัฐในเรื่องนี้ รวมถึงข้าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีหลายคน โดยเฉพาะ คุณจำเริญ ยุติธรรมสกุลรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และคุณอิทธิพล ช่างกลึงดี ผู้อำนวยการส่วนการมีส่วนร่วมของประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนเจ้าหน้าที่ในสำนักนายกรัฐมนตรีอีกหลายคน และข้าราชการกระทรวงพลังงานในระดับกองอีกหลายคนที่มาร่วมประชุมหารือสองฝ่ายกับภาคประชาชนดังกล่าว

แต่ไม่เห็นหัวคนในระดับรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงพลังงาน หรือรองปลัดกระทรวงพลังงานมาเข้าร่วมประชุมด้วยแต่อย่างใด ทั้งๆที่เป็นงานโดยตรงของตน ในการรับรู้ รับฟังปัญหาต่างๆ ที่ภาคประชาชนเสนอ

การประชุมสองฝ่ายดังกล่าวในครั้งแรกได้ข้อสรุปว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการแก้ปัญหา โดยให้จัดตั้ง “คณะทำงานร่วมกัน 3 คณะ” เพื่อหารือกันในเรื่องการแก้ไขกฎหมายปี 2514 และเรื่องการบริหารจัดการเรื่องต่างๆเกี่ยวกับจ้างสำรวจ จ้างผลิต และการแบ่งปันผลผลิตจากเงื่อนไขเดิม เป็นต้น

แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจว่า คณะทำงานร่วมทั้ง 3 คณะดังกล่าว ตามที่ได้ตกลงเห็นดีเห็นชอบร่วมกันในการประชุมครั้งแรกนั้น หายเงียบไปในอากาศ ไม่มีการแต่งตั้งใดๆเกิดขึ้นจากคณะทำงานที่จะมาจากกระทรวงพลังงาน

(อ่านต่อวันอังคาร)

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ


 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้