'วิชา'ซัดแก๊งจีทูเจี๊ยะ
นำเข้าเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [554]  

.....

23 เม.ย.58 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานในการประชุม โดยในวันนี้ที่ประชุมได้ดำเนินกระบวนการถอดถอน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ , นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 56 (1) และมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ทั้งนี้ เป็นการแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

โดย นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะผู้กล่าวหา กล่าวว่า ตนขอย้อนไปถึงการไต่สวนซึ่งต่อเนื่องมาจากคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยโครงการจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการรับจำนำข้าวเปลือกที่ถือได้ว่ามีข้อท้วงติงตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มกระบวนการว่าจะก่อให้เกิดการทุจริตทุกขั้นตอน แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้ริเริ่มโดยไม่ฟังเสียงท้วงติงของ ป.ป.ช. , สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน , ส.ส. , วุฒิสภาสมัยนั้น ตลอดจนนักวิชาการ และผู้ที่อยู่ร่วมโครงการนั้นเองด้วย คือ ที่ปรึกษาของรัฐบาล รวมถึง รมต.บางคน กระบวนการต่างๆ ดำเนินการต่อไป โดยก่อให้เกิดปัญหาด้านวินัยการเงินการคลัง อันอาจส่งผลต่อเกษตรกรและการคลังของประเทศระยะยาว ภาพรวมเป็นวงจรการทุจริตออย่างกว้างขวาง เป็นสาเหตุสำคัญและเห็นว่าเป็นคดีที่ร้ายแรงของประเทศ เพราะสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมาก

"เจ้าของโรงสี เจ้าของโกดัง เซเวย์เยอร์ องค์การตลาดเพื่อเกษตร (อตก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) รวยกันถ้วนหน้า โดยจากการตรวจสอบโกดังข้าวแล้วพบข่าวเน่าแสดงให้เห็นถึงการทุจริตทุกขั้นตอน เนื่องจากโรงสีไม่ส่งมอบข้าวใหม่ที่รับจำนำแต่กลับซื้อข้าวเก่าในโกดังส่งให้ เป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าของโรงสี อตก. , อคส.ทำให้โรงสีเต็มไปด้วยข้าวเน่า เมื่อนำข้าวออกมาขาย อตก.และ อคส.ก็อ้างว่าข้าวเน่าเพราะเก็บไว้นาน เมื่อผู้ส่งออกประมูลข้าวแล้วบางส่วนส่งออก แต่ส่วนใหญ่ระบายข้าวในประเทศ ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ" นายวิชา กล่าว

นายวิชา กล่าวอีกว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำข้าวมักชอบอ้างชาวนาว่าสงสารชาวนาที่ยากจน ทำโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวนา หากใครคัดค้านก็กล่าวหาว่าไม่สงสาร ไม่เห็นใจชาวนา แต่ความจริง ป.ป.ช.พบว่าเราสามารถช่วยเหลือชาวนาได้อีกหลายวิธีและเป็นวิธีที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม วิธีระบายข้าวตามยุทธศาสตร์มี 5 วิธี คือ 1.ขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 2.การขายทั่วไป 3.การขายระบายข้าวในตลาดสินเกษตรล่วงหน้า 4.ขายให้องค์กรในประเทศ และ 5.การบริจาค ทั้งนี้ การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เป็นการขายให้ผู้แทนหน่วยงานของรัฐหรือตัวแทนของรัฐในทุกประเทศ แต่การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้ให้เห็นว่ามิใช่การขายแบบรัฐต่อรัฐ เพราะมีข้อพิรุธและความผิดปกติมากมาย ไม่ได้ขายข้าวให้ตัวแทน ไม่มีการชำระ และที่สำคัญไม่ได้มีการส่งออกตามสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐจริง

นายวิชา กล่าวต่อว่า การจำนำข้าวเปลือกตามกระบวนการที่อ้างว่าเป็นการแบบรัฐต่อรัฐ ถือว่าผิดวิธีตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อนำไปแปรรูปเป็นข้าวสารนำออกขายในราคาท้องตลาดปกติ โครงการดังกล่าวก่อนให้เกิดการขาดทุน ส่วนโครงการระบายข้าวแบบจีทูจี ต่ำกว่าราคาท้องตลาด เพราะเป็นการขายในราคามิตรภาพ เป็นการขายเวียนในประเทศ ย่อมเพิ่มมูลค่าความเสียหายให้รัฐบาล ซึ่งอาศัยงบประมาณแผ่นดินมาเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อดำเนินโครงการ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐต้องได้รับมอบอำนาจกับรัฐบาลของตนเอง ดังนั้น การซื้อขายกับรัฐวิสาหกิจของจีนที่ไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ ก็ไม่ถือว่าเป็นแบบรัฐต่อรัฐ หากไม่ปรากฏว่าได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน หรือผ่านระบบของจีนที่ตั้งขึ้นไม่ถือเป็นตัวแทนของจีน หากเป็นจีทูจีที่แท้จริงต้องส่งออกนอกประเทศ และเงินที่นำมาชำระต้องเป็นเงินต่างประเทศด้วย

นายวิชา กล่าวด้วยว่า เมื่อ ป.ป.ช.ได้พิจารณารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและรับฟังคำกล่าวหา สรุปได้ความว่า นายภูมิ ได้ร่วมกับนายบุญทรง และนายมนัส พร้อมพวกที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ทำและจัดการข้าวในคลังสินค้ากลาง ได้มีเจตนากระทำความผิดต่อกฎหมาย พร้อมด้วยกลุ่มบุคคลที่เป็นภาคเอกชนมาร่วมทุกขั้นตอนในการทุจริต อาทิ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด , บริษัท สิราลัย จำกัด เป็นต้น ทั้งนี้ กระบวนการทุจริตจำนำข้าวทำโดย 3 ฝ่าย ข้าราชการประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และนักธุรกิจหรือภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมวางแผนในการทุจริตทุกขั้นตอน แบ่งกันทำหน้าที่และร่วมนำวิสาหกิจจากจีน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท กวางตุ้ง สเตชั่นนารี แอนด์สปอร์ตติ้ง กู้ด อินพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต สเตชั่น และบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง ทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยอ้างว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้แทนจากจีน ซึ่งไม่เป็นความจริง อีกทั้ง 2 บริษัท ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการค้าขายข้าวของสาธารณรัฐประชาชนจีน ดังเช่นหน่วยงานที่จีนตั้งขึ้น เพราะจีนยืนยันว่าถ้าไม่ใช่ ไชน่า เนชั่นรอล ซีรีน ออยส์แอนฟู้ด สตร๊าฟ คอร์ปอเรชั่น หรือ คอฟโก จะทำข้อตกลงกับรัฐบาลต่างประเทศไม่ได้

"การกระทำดังกล่าวทำเพื่อให้ได้สิทธิซื้อขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด จากนั้นภาคธุรกิจที่สมคบคิดกันได้นำข้าวออกขายให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าข้าวในไทย อย่างไรก็ตาม มีการทำสัญญา 4 ฉบับ กับบริษัทกวางตุ้ง และบริษัทไห่หนาน ซึ่งทั้ง 4 สัญญาผู้รับอำนาจคือบริษัทสยามอินดิก้า จะเห็นได้ว่ามูลค่าการค้าขายมีจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งจำนวนเงินจำนวนนี้จะได้แปรเปลี่ยนเป็นเงินไหลออก เรากำลังติดตามอยู่ และจะเป็นตัวเงินที่มาจากใครและไปไหนเป็นจำนวนจริงหรือไม่ หรืออ้างเพียงแต่ในสัญญา อยู่ระหว่างการไต่สวนต่อไป ข้าวแทนที่จะนำออกสู่ต่างประเทศก็กลับมีกระบวนการที่หมุนเวียนภายในประเทศ ทั้งนี้บริษัทเอกชนของไทยได้มาให้ถ้อยคำกับ ป.ป.ช.ว่ากระบวนการหมุนเวียนอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นการให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เราจึงได้กันไว้เป็นพยานบางส่วนเมื่อนำคดีขึ้นสู่ศาล เพราะได้ชี้ตัวว่าใครเป็นผู้ทีเกี่ยวข้องในกระบวนการทั้งหมด บริษัททั้งหมดทั้งสิ้นถูกบีบจากผู้มีอำนาจให้เป็นผู้ชำระราคาข้าวจากคลังสินค้ารัฐบาล และอ้างว่าเป็นการชำระหน้าคลัง (Ex Warehouse) ฉะนั้นจึงไม่ใช่การค้าแบบจีทูจีทั้งสิ้น โดยนิติบุคคลได้จ่ายเงินให้กรมการค้าระหว่างประเทศเป็นเช็คเงินสดจำนวน 29,984.6 ล้านบาท" นายวิชา กล่าว

กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบของกรมศุลกากรพบว่า บริษัทของจีนทั้ง 2 บริษัท ไม่ได้ส่งออกข้าวนอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวถือเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศและประเทศ ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติว่านายมนัส , นายภูมิ และนายบุญทรง มีมูลความผิดทางอาญา และศาลได้รับฟ้องแล้ว ดังนั้น ทั้ง 3 คน ได้กระทำต่อความผิดต่อหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่น เป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนได้ ป.ป.ช.จึงมีมติให้ส่งรายงานและความเห็นมายังประธาน สนช.เพื่อให้ สนช.ดำเนินการถอดถอนบุคคลทั้ง 3 คน

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้