คนไทยวันนี้!
นำเข้าเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2558 โดย นายจุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [1064]  

.....

ยิ่งลักษณ์ สรยุทธ ตัน ธรรมกาย กับคน...มักจะเสียคนเมื่อพยายามจะ “เอาตัวรอด” จาก “ความผิด” ที่ตนได้ก่อ ธาตุแท้ของคน ระดับศีลธรรมของคนวัดได้ง่ายที่สุดจากช่วงเวลานี้ เพียงเพื่อจะให้ตัวเองรอด หลายคนเดินออกจากความมีเหตุมีผล พยายามอธิบายอย่างไร้เหตุผล จนบางครั้ง คนที่ได้ยินได้ฟังรู้สึก “อับอาย” แทน

ยกตัวอย่าง พระนพดล สิริวํโส แห่งวัดพระธรรมกาย ที่พยายามอย่างยิ่งยวดในการกอบกู้ภาพลักษณ์ของวัดที่เสียหาย ติดลบ จากขบวน “ดาวรวยคาร์นิวัล” หรือ“ขบวนออกร้านเร่ขายบุญ” ที่ผู้คนตั้งคำถามอย่างซื่อๆ ว่า

1.ธุดงค์อะไรวะ เดินผ่ากลางเมือง จนรถติด ผู้คนก่นด่า ก็ยังไม่หยุด

2.ธุดงค์อะไรวะ ต้องเอาเสื่อไปปู เอากลีบดอกไม้ไปโรย แล้วให้พระเดินเหยียบ

3.ธุดงค์อะไรวะ มีการขนทั้งพระทั้งโยมมา “จัดการแสดงธุดงค์” จัดตั้งทั้งพระ โยม และเกณฑ์นักเรียนมารอรับ มีผู้คนบนทางผ่านสักกี่มากน้อยมาร่วมด้วย ยังไม่รวมข้อเท็จจริงเดิมๆ ที่จัดธุดงค์ขายบุญในรอบแรกๆ ซึ่งมีการแบ่งชั้นของการได้นั่งโรยกลีบดอกไม้ ตาม “ระดับ” ของเงินทำบุญอีก

4.อ้างว่าจะฟื้นฟูศีลธรรม ถ้าฟื้นได้จริง ทำไมคนลุกขึ้นมาด่าพระและตั้งคำถามว่า ใช่พระหรือเปล่า กันมากมายขนาดนี้

5.พอคนด่าพระ ก็เอา “นรก” มาขู่คน พระนพดลนี่แหละตัวดี เพิ่งโพสต์เฟซบุ๊คเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า “หยุด ด่าพระ เพราะเราไม่รู้จริง ไม่คุ้มกับการไปอเวจี” แล้วพระที่เอา“บุญ” มามอมเมาคน มา “โน้มทรัพย์” คนนี่ ไม่ลงนรกอเวจี แต่ได้ขึ้นสวรรค์เพราะซื้อแพ็กเกจบุญกับวัดพระธรรมกายไว้แล้วอย่างนั้นหรือ?

เป็นเรื่องเลวทรามต่ำช้าที่สุด ที่เอาศาสนา เอาผ้าเหลือง มาพรางตัว แต่มีพฤติกรรมที่ถูกมองเหมือน “มิจฉาชีพ”

โจรถ่อยยังดีเสียกว่า มาแบบโจร มอมยา แล้วรูดทรัพย์ คนยังพอจะรู้ว่าเป็นโจร เอะใจว่าเป็นโจร และรู้ได้ง่ายว่ากำลังถูกปล้น!

แต่มิจฉาชีพที่หวังทรัพย์ แล้วมอมคนให้เคลิ้มคล้อยด้วยสวรรค์ ด้วยบุญ ทำคนให้เขลา ให้มัวเมา แล้วทุ่มเงินซื้อบุญ 
ผ่านคำว่า “สร้างบุญ” นั่น ผ่านนายหน้าค้าบุญที่เอา “ผ้ากาสาวพัตร์” มาเป็นชุดพนักงาน ขายบุญด้วยคำหวาน ด้วยคำพระ ด้วยการอ้างธรรมะ มันน่าเกลียดน่ากลัวกว่าหลายเท่า เพราะมันอำพรางตัว ตบตา ทว่าพฤติกรรมที่เป็นแก่นแกนเป็น
เรื่องเดียวกัน หรือ รูดทรัพย์!

มิใช่แต่เพียงวัดพระธรรมกาย วัดอื่นๆ ก็มี พวกค้าขายของขลัง ที่ยังแต่งตัวเป็นพระ รับจ้างรดน้ำมนต์ เป่ากระหม่อม ป้ายลิ้น ลงอักขระ สะเดาะเคราะห์ เจิมรถ เปิดร้าน ให้ฤกษ์บ้าน เรือนหอ ฯลฯ ล้วนเป็นเหลือบไรนอกรีตในพระพุทธศาสนาทั้งนั้น

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เน้นการใช้ “สติปัญญา” เพื่อ “พิจารณา ไตร่ตรอง” นี่อ้างพระพุทธศาสนา แต่มอมเมาคนให้สิ้นสติปัญญา กระทั่งดอกดาวเรืองธรรมดาๆ ยังพอกกิเลสเข้าไปให้เป็น “ดอกดาวรวย”

“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ที่เคยเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ก็เคยถูกบิดเบือนมาแล้ว

พระธัมมชโย ก็แต่งกายประหลาด ผิดเพศผิดพระตามพระพุทธศาสนา

องค์ประกอบเหล่านี้เอง ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามและก่นด่าจากสังคม ซึ่งหากมีสำนึกแห่งความเป็นพระแล้วไซร้ อะไรที่ “โลกติเตียน” เขาจะถอย ไม่ใช่เถียงและทำต่อเพราะทะนงใน “เครือข่ายแห่งทุนและอำนาจ”

ระดมพระของตัวเองมานั่งเล่นเฟซบุ๊ค ต่อล้อต่อเถียง

ใช้สื่อของตนเองยืนหยัดบิดเบือนต่อ

ผู้คนร้องขอให้ “มหาเถรสมาคม” กับ “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” จัดการวินิจฉัยให้เด็ดขาด ก็ต้องสิ้นหวังเมื่อพบภาพ “มหาเถร” บางรูปไปเดินเหยียบดอกไม้กับธรรมกายมาก่อน และเจอแต่ความเมินเฉย ไม่ลงมาทำนี้ที่ “ดับทุกข์” ให้สังคม ด้วยการวินิจฉัยว่า พฤติกรรมทั้งมวลที่กล่าวมา ใช่ “พระ” และ “กิจ” ในพระพุทธศาสนาหรือไม่

เพราะปัญหาของ “ธุดงค์ธรรมชัย” ไม่ใช่แค่เรื่อง “รถติด” ซึ่งเป็นปัญหาปลายเหตุ!!

และปัญหาของวัดพระธรรมกายก็มิใช่แค่เรื่อง “ธุดงค์ธรรมชัย”

พระไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เขียนบทความ เรื่อง “ถามหาชาวพุทธไทยในกรณีธรรมกาย” เนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวอย่างชัดเจนว่า

“ขออภัยหากจะต้องพูดว่าตั้งแต่ระดับมหาเถรสมาคมลงมาถึงชาวพุทธทั่วไป ส่วนใหญ่ดูจะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้เท่าไร ทั้งๆ ที่กรณีธรรมกายนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการอ้างอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อดึงเงินเข้าวัด หรือทำให้บุญกลายเป็นสินค้าที่วัดกันด้วยจำนวนเงิน หรือการสร้างเจดีย์ที่ใหญ่โตสวนกระแสเศรษฐกิจเท่านั้น ปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การเผยแพร่คำสอนที่กระทบถึงหัวใจของพุทธศาสนาโดยตรง นั่นคือการอ้างว่านิพพานเป็นอัตตา ยิ่งกว่านั้นการอ้างเหตุผลเพื่อสนับสนุนทิฏฐิดังกล่าว ก็ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก เพราะมีการอ้างต่อไปว่าพระไตรปิฎกเถรวาทนั้นเชื่อถือไม่ได้บ้าง การทำให้ผู้คนเข้าใจพุทธพจน์ผิดๆ ว่าทรงยืนยันเรื่องอัตตาบ้าง ทั้งหมดนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อพระธรรมวินัย พุทธศาสนาแบบเถรวาทนั้นอยู่ได้เพราะการรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้ ไม่มีวิธีใดที่จะรักษาพุทธศาสนาได้ดีไปกว่าการรักษาพระธรรมวินัย ถ้าปล่อยให้พระธรรมวินัยถูกปรับเปลี่ยนถึงเพียงนี้ 

พุทธศาสนาที่บรรพชนสืบทอดกันมา ย่อมจะดำรงอยู่ไม่ได้”

นั่นหมายถึงว่า ควรใช้เวลานี้เป็นเวลาชำระสะสางโดยหลักให้ชัดให้หมด ว่าคำสอน วิธีการสอน วัตรปฏิบัติ การเรี่ยไร ฯลฯ อย่างที่วัดพระธรรมกายสอนและทำอยู่ทั้งหมดนั้น ใช่ “พระพุทธศาสนา” หรือไม่ ตรงหรือบิด ผิดเพี้ยนไปอย่างไร ควรที่จะควบคุมให้ปรับปรุงแก้ไข หรือมีบทลงโทษอย่างไร ก็ทำให้มันชัดเสีย ทั้งนี้ก็เพื่อคุ้มครองประชาชนคนเขลาที่มัวเมาศรัทธา สติปัญญาต่ำเตี้ย มิเท่าทันการตลาดล่อซื้อ มิให้เขาถูกหลอกหรือมอมเมาไปจนเสียทรัพย์หรืออาจถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวกับการ “ทุ่มซื้อบุญ” ในกิจกรรมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากธุดงค์ธรรมชัย

ความข้อนี้มิได้เจาะจงเฉพาะญาติโยมตัดสินกันเอง แต่มหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนา หรืออาจต้องรวมถึง ป.ป.ง. ตลอดจนมหาวิทยาลัยสงฆ์ด้วย เพราะเป็นสถาบันทางวิชาการ อันเปรียบเหมือนหัวสมองของวงการชาวพุทธไทย แต่กลับสงวนท่าที แทนที่จะออกมาชี้ว่าพฤติกรรมของวัดพระธรรมกายตามที่กล่าวหาและวิพากษ์วิจารณ์กันนั้น อะไรบ้างที่ถูก อะไรบ้างที่ผิดตามหลักการพุทธศาสนา ทั้งนี้ เพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ผู้คน และเป็นการเสริมสร้างภูมิปัญญาและสัมมาทิฏฐิแก่ชาวพุทธ

ที่สำคัญมากๆ คือ “กระทรวงศึกษาธิการ” ต้องหยุดให้สำนักธรรมกายมาแอบแฝงใช้อำนาจ เกณฑ์ครู เกณฑ์เด็ก หรือคิดโครงการเพื่อใช้ชื่อหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดของกระทรวงฯ ไปสร้างความชอบธรรมในการบีบบังคับขืนใจทั้งครูและนักเรียน ให้ต้องมาอบรมกับวัดพระธรรมกาย หรือร่วมกิจกรรมกับวัดพระธรรมกาย

สำคัญที่สุด คือ คนที่เป็นชาวพุทธทั้งหลายต้องไม่เมาบุญ ต้องเรียนรู้แก่นสารของพระพุทธศาสนาให้มากกว่าเข้าร่วมในพิธีกรรมทั้งหลาย คือ ไปให้ถึง “เนื้อหา” มากกว่าเข้าร่วมเฉพาะ “เปลือก” หรือ “รูปแบบ”

น่าห่วงว่า คนในปัจจุบัน ขาดสติปัญญาและศีลธรรมที่จะจำแนกคนเลวออกจากคนดี คนทำผิดออกจากสุจริตชน ยามใดที่พบกับคนที่มันขาดความละอาย หน้าด้านหน้าหนา โป้ปด ตะแบง เพื่อสร้างความถูก ความชอบให้แก่ตนเอง โดยไม่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป เมื่อนั้น คนจะมี 2 ทางที่แสดงออก คือ ไม่ยุ่งกับเชื่อ

พวกไม่ยุ่งก็จะ “ทอดธุระ” ปล่อยคนชั่วให้ลอยนวล ให้มีที่ยืนในสังคมต่อไป โดยไม่มีมาตรการลงโทษ พวกเชื่อก็จะเป็นฐานแห่งการสร้างความชอบธรรมให้แก่คนเลวเหล่านั้น

เช่น วัดพระธรรมกาย บอกว่าไปสำรวจความคิดเห็นคนมาแล้ว มีแค่ 1% เท่านั้น ที่ไม่เห็นด้วยการธุดงค์ธรรมชัย นี่-อาศัย “จำนวนคน” เป็นตัวสร้างความชอบธรรมโดยไม่อายปากอายใจ, ส่วนนักการเมือง ก็อาศัยคำว่า “ดิฉันมาจากการเลือกตั้ง” 
“ดิฉันมีคนเลือกมา 45 ล้านคน” อะไรทำนองนี้

ดังนั้น เราทุกคนนี่แหละ ที่เป็นตัวชี้วัดว่าสังคมในวันข้างหน้าจะดีกว่านี้ หรือตกต่ำกว่านี้

ก) หากคนอย่างนายตัน ยังขายน้ำหวานผสมน้ำชา ด้วยการตลาดที่ให้คนเสี่ยงโชคเอาไอโฟน ด้วยการตั้งขวดสินค้าขนาดยักษ์บดบังทัศนียภาพในงานรับปริญญา ซึ่งเป็นการ “ข่มขืนทัศนียภาพ” และ “รุกล้ำ” หรือ “ล่วงละเมิดทิวทัศน์สาธารณะ” โดยที่คนทั่วไปไม่เห็นว่า เป็นการ “หาประโยชน์” ที่เห็นแก่ตัว โดยที่คนทั่วไปยังแก้ตัวให้เขาว่า “เขาช่วยสังคมมากนะ” โดยไม่พูดว่าเขา “หากินกับสังคม” หรือได้ไปจากสังคมเท่าไหร่ อย่างไร คนจะก็แห่แหน นิยมชมชอบคนแบบนี้ และกลายเป็น “ไอดอล” สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่จำแนกแยกแยะชั่ว-ดี จริง-ปลอม สังคมของเราก็จะมี “ค่านิยม” ในคนที่บิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนไปได้ง่ายๆ

ข) หากคนอย่างนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่ถูกชี้มูลความผิดจาก ป.ป.ช. และกำลังจะต่อสู้คดีในชั้นศาล เนื่องจากมีการ “สนับสนุนให้พนักงานของ อสมท กระทำการทุจริต” ด้วยการไม่ทำรายงานอย่างตรงไปตรงมา ว่า บ.ไร่ส้ม ของนายสรยุทธโฆษณาเกินเวลาตามข้อตกลงกับ อสมท จน บ.ไร่ส้มได้ประโยชน์จากค่าโฆษณานั้นถึง 138 ล้านบาท และมีการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด ซึ่งสรยุทธอ้างว่าไม่รู้จัก แต่เซ็นเช็คจ่ายเงินให้หลายฉบับ และพิชชาภาอ้างว่า “พี่สรยุทธขอให้ช่วย” อีกประการ นายสรยุทธนั่งจัดรายการอยู่เอง ไม่รู้เทียวหรือ ว่าโฆษณามันมากน้อยอย่างไร เป็นส่วนของใคร ของตนหรือของ อสมท ยังดีที่ อสมท จับได้ นายสรยุทธจึงรีบนำเงินจำนวนนั้นไปส่งคืน แล้วมาบอกกับสังคมว่า “เรื่องนี้ไม่มีความเสียหายฮะ” เป็นทำนองว่า เงินเขาก็ได้คืนแล้ว จะเสียหายอะไรล่ะ แถมบิดไปอีกประเด็นว่า อสมท ก็ขายโฆษณาเกินและไม่จ่ายผมเหมือนกัน คนก็หลงเชื่อ เพราะสื่อก็จับประเด็นผิด ว่านายสรยุทธยักยอกเงินค่าโฆษณา ทั้งๆ ที่ฐานความผิดจริงๆ คือ “สนับสนุนให้กระทำการทุจริต” โดยที่ตนเองได้รับประโยชน์ ทุกวันนี้ คนก็ยังดูรายการของนายสรยุทธ และนายสรยุทธก็ยังได้ประโยชน์จากจำนวนคนดูอยู่ตลอดเวลา

ค) นางสาวยิ่งลักษณ์ ทำโครงการรับจำนำข้าว มีความเสียหายที่เกิดเป็นรูปธรรมอย่างมากมาย โดยเฉพาะเงินงบประมาณแผ่นดินที่เสียหายจนรัฐบาลปัจจุบันของขายพันธบัตร หาเงินไปชดเชยอยู่ในทุกวันนี้ เธอก็เพียงแต่ยืนกรานว่าโครงการของฉันดี ฉันตั้งใจช่วยชาวนาที่น่าสงสาร ฉันไม่ผิด คนฟังฟังแล้วก็ไม่ยอมคิด ว่ามีความผิดและความไม่จริงในคำพูดและการกระทำของเธอสารพัด จึงยังนิยมชมชอบเธอ เป็นฐานเสียงให้เธอนำมาใช้อ้างอยู่อ่างนั้น

กรณีวัดพระธรรมกายและวัดอื่นๆ ที่เอาผ้าเหลือง เอาคำพระมาล่อลวงตบทรัพย์ก็เหมือนกัน

หากคนมิรู้จักถอนตัว ยังไปยอมเสียทรัพย์และเสียรู้อยู่อย่างนั้น สำนักเหล่านั้นก็ไม่ถอยไปไหนหรอก เพราะ “มูลค่าของรายได้” ที่ได้รับ มันทำให้เขามีกำลังที่จะสู้

ก็ดูธรรมกายสิ อ้างคนว่าหนุนเยอะ ใช้สื่อโฆษณาและเงินทุนมหาศาลที่ตัวเองมีสู้ยิบตา ทั้งยังอาศัยความเฉยเมยของหน่วยงานรัฐ มหาเถรฯ สำนักพุทธฯ และหมู่สงฆ์ที่ “ทอดธุระ” ยืนหยัดอ้างความเป็นพุทธ อ้างเจตนา (แต่หลบเลี่ยงเรื่องวิธีการ) อยู่ร่ำไป

ยินดีจะอยู่กับเหลือบริ้นไร แล้วนั่งเกาเพราะคันยิกๆ กันอย่างนี้ ก็ตามสบายนะจ๊ะโยม!!

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้