บนหลังคาบ้านเราเอง...????
นำเข้าเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2557 โดย นายจุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [977]  

ปฏิวัติบนหลังคาบ้านตัวเอง.....

ผศ.ประสาท มีแต้ม หวังให้ประชาชนตื่นรู้เรื่องพลังงานด้วยการ “ปฏิวัติบนหลังคาบ้านตัวเอง”

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ผศ.ประสาท มีแต้ม หวังให้ประชาชนตื่นรู้เรื่องพลังงานด้วยการ  “ปฏิวัติบนหลังคาบ้านตัวเอง”

- เพราะสิ้นหวังในเรื่องการปฏิรูปพลังงานที่จำกัดอยู่แค่กลุ่มของนายทุน แต่ยังมีความหวังกับประชาชนว่าจะ “ตื่นรู้” ทำให้ “ผศ.ประสาท มีแต้ม” อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอแนวทางปฏิรูปใหม่ด้วยการ “ปฏิวัติบนหลังคาบ้านตัวเอง” หรือ “เปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นโรงไฟฟ้า เปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นธนาคาร” ด้วยการใช้โซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์
       
       วิธีนี้นอกจากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยให้ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างน่าทึ่งด้วย 
       
       ทำไมคิดว่าการเลือกใช้ “พลังงานทางเลือก” น่าจะเป็นแนวทางปฏิรูปพลังงานที่ได้ผลที่สุด
       
       เพราะผมมองว่าพลังงานแรกที่มนุษย์ใช้คือ “พลังงานจากดวงอาทิตย์” คิดดูสิว่าตั้งแต่ที่มนุษย์เกิดมา เด็กออกมาไม่สมบูรณ์เขาก็จับเข้าตู้อบความร้อน พอเติบโตขึ้นมา เราก็ต้องพึ่งพาดวงอาทิตย์ทุกวัน ซักผ้าก็ใช้แสงอาทิตย์ พืชผักอาหารก็ได้พลังงานมาจากแสงอาทิตย์ แล้วการสังเคราะห์แสงของพืช ก็ใช้หลักการเดียวกับแผงโซลาร์เซลล์ และนั่นคือแหล่งพลังงานที่เรามีมากที่สุด ดังนั้นเราน่าจะเอาแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานทางเลือกอย่างหนึ่งในการผลิตไฟฟ้า นั่นคือโซลาร์เซลล์
       
       มีคนศึกษาพบว่าพลังงานทั้งโลกที่มนุษย์ใช้ทั้งปีเท่ากับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ส่องมาให้เราเพียงแค่ 8 นาทีเท่านั้น แต่เรากลับไม่มีปัญญาจะรับมันมาใช้ หรือละเลยมันไป
       
       มนุษย์พบเทคโนโลยีในการนำพลังงานจากแสงอาทิตย์มาใช้เมื่อประมาณเกือบ 200 ปีแล้ว แต่ว่าเพิ่งมาทำได้ในเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2497 ช่วงแรกที่มีการผลิตโซลาร์เซลล์ ราคายังแพงอยู่ 35 ปีที่แล้ว ราคาหน่วยละ 100 บาท แต่ ณ วันนี้มันเหลือแค่ 1 บาทเท่านั้น ฉะนั้นผมมองว่าราคาต้นทุน ณ ตอนนี้ ประเทศไทยสามารถแข่งขันในหลายประเทศของโลกได้ เพราะมันราคาถูกลง
       
       ** ถ้าอย่างนั้นประเทศไทย ควรจะประยุกต์ใช้ “โซลาร์เซลล์” อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร
       
       โซลาร์เซลล์เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงอาทิตย์ จึงทำได้ง่าย เพราะมันอยู่บนหลังคาบ้านเรา มันอยู่บนหัวเรา ขณะที่พลังงานชีวมวล เราจะต้องปลูกต้นไม้ ต้องหาต้นไม้ ต้องหาน้ำเสียมาทำพลังงานไฟฟ้า ซึ่งขั้นตอนยุ่งยากกว่า ดังนั้นถ้าเราหันมาใช้โซลาร์เซลล์ แค่มีหลังคาบ้าน เราก็สามารถติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านได้ แถมไม่ต้องทำเอง สามารถซื้อมาติดได้เลย บ้าน 1 หลัง ถ้าอยู่กัน 2- 3 คน ก็จะเสียค่าไฟประมาณพันกว่าบาท ซึ่งผมคิดว่าวิธีนี้ได้ผล
       
       ปีที่แล้ว ประเทศเยอรมนีสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์อย่างเดียวได้ไฟฟ้า 29,300 ล้านหน่วย ซึ่งมันมากกว่าไฟฟ้า 14 จังหวัดภาคใต้ และ 17 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทยรวมกันอีก ฉะนั้นถ้าเรายกโซลาร์เซลล์บนหลังคาเยอรมันมาวางบนบ้านเรา เราจะแก้ปัญหาเรื่องพลังงานได้เกือบทั้งประเทศ
       
       ความจริงเยอรมนีมีแดดน้อยกว่าเราครึ่งหนึ่ง แต่เขาสามารถทำสำเร็จ เพราะเขามีกฎหมายสนับสนุน หากเราไปศึกษากฎหมายบ้านเขาดูจะพบว่าเขามีกฎหมายสามข้อ ข้อหนึ่ง. เขามีกฎหมายว่าใครก็ตามที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งโซลาร์เซลล์ก็คือพลังงานหมุนเวียน ใครที่ผลิตได้ให้ขายได้ก่อน โดยไม่ได้จำกัดจำนวน หรือไม่จำกัดโควตา แต่ของประเทศไทยดันจำกัดโควตาเอาไว้ไง และเอาโควตานี้ไปให้พรรคพวกกันเอง เอาไปให้บริษัทใหญ่ๆ และมีการเร่ขายใบอนุญาตกัน ฉะนั้นนี่คืออุปสรรคในการเติบโต
       ข้อสอง. สัญญาต้องเป็นสัญญาระยะยาว 25 ปี ในขณะที่ของไทยเราเมื่อก่อน 7 ปี แต่ตอนนี้เพิ่งแก้แล้วเป็น 25 ปี
       
       ข้อสาม. ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นต้องถือว่าเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ เช่น การเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้า ถ้ามันจำเป็นต้องเชื่อม ก็ต้องถือเป็นภาระของคนที่ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศมาช่วยกันจ่าย ซึ่งมันก็ไม่มากนัก
       
       ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ ผมมองว่าถ้าประเทศไทยอยากจะสนับสนุนการใช้โซลาร์เซลล์จะต้องมีกฎหมายเอาจริงเอาจังเหมือนเยอรมนี วันนี้เยอรมันใช้พลังงานหมุนเวียนแล้วประมาณ 25% ของประเทศ ซึ่งถือว่าสูงมาก ในขณะที่ประเทศไทยทางราชการอ้างว่าเราใช้พลังงานหมุนเวียนประมาณ 7 % ทั้งที่ความจริงแล้วมีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ไม่ถึง 1% เลย นี่คือสิ่งที่ถูกปิดกั้นไม่ให้ประเทศไทยเติบโต ตอนนี้ประเทศไทยมีแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดอยู่ตอนนี้ประมาณ 1,000 กว่าเมกะวัตต์นะ แต่เป็นรายใหญ่ทั้งสิ้นเลย ในขณะที่เยอรมันเป็นรายเล็ก เขาเน้นที่ประชาชนมากกว่า
       
       ** หากประเทศไทยเอาจริงเอาจังในการนำโซลาร์เซลล์มาเป็นพลังงานหมุนเวียน คิดว่าจะเกิดข้อดีกับประเทศไทยอย่างไรบ้าง
       
       เอาตัวเลขเรื่องพลังงานในประเทศไทยก่อนนะ เราใช้พลังงานปีหนึ่งประมาณ 2.2 ล้านล้าน 63% เป็นน้ำมัน 23% เป็นไฟฟ้า ผมจะเน้นเรื่องไฟฟ้านะว่าปริมาณ 23% ปีหนึ่งเท่ากับประมาณ 5.5 แสนล้านบาทต่อปี ส่วนเปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นก๊าซธรรมชาติที่เราใช้หุงต้ม ใช้ทำอะไรต่ออะไร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมาก
       
       ประเด็นคือเราพบว่า เรามีการใช้พลังงานฟอสซิล 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ และอีก 7% เป็นพลังงานหมุนเวียน ทีนี้พลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานที่มันรวมศูนย์ และคนไม่กี่คนที่สามารถไปเอามาได้ เพราะต้องใช้ทุนมหาศาลขุดขึ้นมา ถึงจะเอามาใช้ได้ ฉะนั้น คนจนก็ไม่มีสิทธิ์เอาไป นอกนั้นราคาฟอสซิลก็ถูกกำหนดราคาด้วยพ่อค้ากลุ่มนี้ ซึ่งเขาสามารถผูกขาดได้ทั้งโลกเลย ถ้าเขาสามารถผูกขาดตรงนี้ เขาก็ห้ามใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่มันมีเยอะมหาศาล แล้วออกนโยบายด้วยกลไกของรัฐที่เขาเข้าไปคุมได้ เช่นห้ามใช้พลังงานทางเลือก ให้ใช้น้ำมันหรือฟอสซิลที่เขามี นี่เองจึงกลายเป็นปัญหา
       
       พลังงานฟอสซิลหมายถึงน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน มันเป็นพลังงานที่เกิดขึ้นเมื่อ 200 ล้านปีมาแล้ว พอเราขุดมาใช้ ทำให้มลพิษเยอะมากโดยเฉพาะถ่านหินที่มีทั้งสารปรอท สารกำมะถัน ซึ่งพวกนี้พอใช้แล้วจะออกไปเป็นมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ ต้องดึงน้ำมาหล่อเย็นโรงไฟฟ้าเยอะมาก พอหล่อแล้วก็ปล่อยน้ำร้อนลงไปในแหล่งน้ำ แล้วทันทีที่ปล่อยลงไป อุณหภูมิน้ำที่เขาปล่อยไปจะไม่มีทางเข้ากับอุณหภูมิของธรรมชาติ ทำให้หอย ปู ปลา ไข่ทั้งหลายถูกทำลายหมด และยังไปทำลายห่วงโซ่อาหารด้วย เป็นพิษต่อสุขภาพตั้งแต่มดลูกในครรภ์ ทำให้เกิดโรคสารพัดที่เกิดมาจากสารที่มาจากถ่านหิน ทำลายแหล่งทำมาหากิน และ ก่อปัญหาโลกร้อน
       เรื่องโลกร้อนนี้ นักวิทยาศาสตร์เขาสรุปแล้วว่าเกิดมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงกว่า 70% และในจำนวนนี้ถ้าเป็น
       คาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ทำกว่า 70% ในจำนวนนี้มาจากโรงไฟฟ้าถึง 34-35% มากที่สุด ฉะนั้นถ้าเรายังคงใช้พลังงานที่มันเป็นฟอสซิลอยู่ เราก็จะเจอปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การทำมาหากิน โลกร้อน นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องการจัดการรายได้ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม นักคิดเขาบอกว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นภัยและเป็นต้นตอบ่อเกิดสิ่งเลวร้ายทั้งปวงในสังคม
       ดังนั้น ถ้าเรายังคงปล่อยให้มีแค่คนจำนวนน้อยที่สามารถลงเอาฟอลซิสไปใช้ได้ คนจำนวนน้อยเหล่านี้จะเป็นคนกำหนดราคาทั้งโลก ลักษณะเดียวกัน ก็เป็นการปิดการทำมาหากินของชาวบ้าน เช่น ประมง การเกษตร ดังนั้น ผมคิดว่าหากประเทศไทยเอาจริงเอาจังในการนำโซลาร์เซลล์มาใช้เป็นพลังงานทางเลือก เราก็จะไม่เจอปัญหาเหมือนที่เราเจอในการใช้พลังงานฟอสซิล อย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนพลังงานจากแสงอาทิตย์ทำได้ยาก แต่ ณ วันนี้ทำได้ง่ายและถูกลง
       
       แล้วโซลาร์เซลล์เป็นพลังงานหมุนเวียนที่กระจายอยู่ทุกที่ ธรรมชาติสร้างมาให้เราได้ใช้อย่างเท่าเทียมกัน ทุกหัวเราได้รับแสงพระอาทิตย์เท่ากัน ได้รับความร้อนจากพระอาทิตย์เท่ากัน ดังนั้นโดยทฤษฎีแล้ว มันก็น่าจะเป็นจริงได้มากที่สุด แต่ปัญหาคือเราถูกพ่อค้าพลังงานมาปิดกั้นไม่ให้เราใช้ ฉะนั้น ถ้าเราเรียกร้องสังคมที่เป็นประชาธิปไตย สู้กันมาแทบเป็นแทบตายแต่เราไม่แตะเรื่องการปฏิรูปพลังงาน มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามันสร้างความไม่เป็นธรรม มันสร้างการทำลาย มันฆ่าคน
       
       มหาวิทยาลัยในเยอรมนีศึกษาและบอกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินคือ ฆาตกรเงียบ เพราะมันปล่อยมลพิษทั้งน้ำ อากาศ ดิน มีสารตกค้าง ทำลายโลกร้อน ฉะนั้นมันจะมีข้อดีอย่างไร ดังนั้น เราควรจะหันมาใช้พลังงานทางเลือกดีกว่า
       
       ** แล้วอะไรที่คุณคิดว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การใช้โซลาร์เซลล์เกิดได้ยาก
       
       อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยก็คือ “การจำกัดโควตาในการใช้โซลาร์เซลล์” ในขณะที่เยอรมนีเขาไม่จำกัดโควตา แล้วผมเปรียบเทียบว่านโยบายพลังงานของประเทศไทยเหมือน “คอกแพะ” คือ แพะมันอยากกินอาหารทั้งฟอสซิล และพลังงานหมุนเวียน แต่แพะกลับถูกล่ามโซ่เอาไว้โดยรัฐบาลที่ทำคอกขังเอาไว้ และให้กินเฉพาะถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันที่เขาผูกขาด ครั้นแพะจะไปกินอาหารที่อยู่ข้างนอก ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียน ซึ่งหาได้ง่าย ไม่หมด เขาทำไม่ได้ เพราะถูกล่ามโซ่ เรื่องนี้จึงเหมือนเรื่องไฟฟ้า ที่รัฐบาลออกนโยบายออกมาล่ามโซ่เอาไว้ ไม่ให้คนใช้พลังงานแสงอาทิตย์ นี่คือปัญหาที่สำคัญ
       
       ความจริงเราสามารถนำโซลาร์เซลล์มาใช้ได้ เช่น ช่วงเที่ยงหรือช่วงบ่าย ซึ่งมันตรงกับช่วงพีคการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยพอดี ปกติประเทศไทยใช้ไฟตอนบ่าย 2 สูงที่สุด ซึ่งบ่าย 2 แดดจะดีที่สุด คิดดูว่าตอนนี้ไฟในภาคกลาง ถ้าช่วงบ่ายสอง คุณต้องเอาไฟมาจากหลายแห่ง เช่น ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ฯลฯ เพื่อจะได้มีไฟพอใช้ แต่ถ้าคุณมีไฟอยู่บนหลังคา คุณก็ไม่ต้องเอามาจากที่อื่น ส่วนข้ออ้างของทางราชการที่บอกว่า แดดมันไม่มั่นคง มันมาตอนเช้า กลางวัน แล้วกลางคืนจะเอาที่ไหนใช้ นี่คือข้ออ้าง เพราะความจริงแล้วยังมีการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดอีกระบบ เขาเรียกว่าเป็น Solar Thermal Power Bank
       
       วิธีนี้เขาใช้วิธีเอากระโจมมารับแสง โค้งมารวมแสงเหมือนที่เราเคยเล่นสมัยเด็ก ถ้ามันโค้งมันจะมารวมแสงกันที่เดียว และถ้าเอาหลายๆ แผงมา มันจะทำให้น้ำเกือบเดือด ความร้อนจากแสง และเอาน้ำผ่านท่อไหลไปตามนี้ เป็นรางคล้ายๆ รางน้ำนี่นะ จากท่อตรงไป และขึ้นไปสู่หอสูง ทีนี้มันยังไม่เดือดดี เขาก็เติมสารเคมีบางตัว ซึ่งเป็นเกลือ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 500 องศาฯ และอยู่ได้นาน น้ำจะร้อนอยู่ได้นานและเดือด และสามารถต้มน้ำผลิตไฟฟ้าได้ แม้ว่าเป็นกลางคืนก็ทำได้
       
       ฉะนั้นข้ออ้างที่ว่ากลางคืนไม่มีแสงแดดเอาไว้ใช้ ก็ไม่จริง หรือข้ออ้างที่ว่าต้นทุนแพง ก็ไม่จริง เราสามารถแก้ได้หมดแล้ว แม้แต่ “พอล ครุกแมน” นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เขายังบอกว่า เมื่อก่อนเขาคิดว่าเรื่องพลังงานลม พลังงานแสงแดด เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเรื่องของฮิปปี้ แต่ ณ วันนี้เขาบอกว่าผมผิดไปแล้ว เพราะราคามันถูกลงมาก
       
       แล้วในเชิงปฏิบัติ เราไม่ได้ต้องการเปลี่ยนการใช้ถ่านหินทันทีทันใด เพราะรู้ว่าจะต้องมีขั้นมีตอนในการเปลี่ยน โรงไฟฟ้าถ่านหินก็คงจะใช้ต่อไป แต่ผมเห็นว่าไม่ควรสร้างเพิ่ม ในยุโรปเขาจะสร้างโรงฟ้าถ่านหินใหม่ 30 โรง คนก็ค้าน เพราะว่าจากการศึกษาพบว่า มันทำให้คนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าถ่านหินอายุจะสั้นลง 11 ปี เขาก็เลยค้าน หรือในอเมริกาเขาจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ 20 กว่าโรง คนก็ค้าน และต้องการให้มาใช้พลังงานหมุนเวียน
       
       ตอนนี้ประเทศไทยสมควรมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า พลังงานแต่ละอย่างประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียอะไร ซึ่งเมื่อก่อนพลังงานฟอสซิลมันเคยเป็นพระเอก เพราะว่าอย่างอื่นไม่มี แต่ ณ วันนี้พระเอกตัวใหม่เกิดแล้ว คือพลังงานทางเลือก ซึ่งถูกกว่าและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
       
       ** แล้วอะไรคือปัญหาที่ทำให้การใช้พลังงานหมุนเวียนโดยรวมไม่คืบหน้า และเราควรแก้ไขอย่างไร
       
       เกิดจากพ่อค้าพลังงานเป็นคนเขียนนโยบายพลังงานประเทศไทย อีกเรื่องคือ เราถูกกำหนดโดยกลุ่มพ่อค้าพลังงาน และข้าราชการที่เขาร่วมมือกัน จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็แล้วแต่
       
       อีกส่วนหนึ่งคือภาคประชาชนเราถูกปิดหูปิดตา เขาไม่ให้เรารู้ความจริง รู้มาก็หลอก หลอกทีละขั้นทีละตอน เช่น คนอยากฮั้วถ่านหิน เขาก็ผลิตวาทกรรมใหม่ว่าเป็นถ่านหินสะอาด ซึ่งผมเพิ่งเขียนบทความไปว่า “ถ่านหินสะอาด” มันเหมือน “บุหรี่เพื่อสุขภาพ” คือฟังดูเหมือนว่าจะดี แต่ความจริงทำร้ายสุขภาพแน่นอน ไม่ทำให้สุขภาพดีขึ้นหรอก มันเหมือนเกลือหวาน ซึ่งเกลือหวานก็ไม่มีอยู่จริง คำแบบนี้จึงเป็นสองคำที่ขัดแย้งกัน ดังนั้นผมมองว่าเราจะต้องทำเรื่องพลังงานให้ชัดเจน
       
       การที่ภาคประชาชนถูกปิดกั้น ถูกปิดหูปิดตาไม่ให้รู้ความจริงด้วยวาทกรรมต่างๆ ที่กลุ่มนายทุนเอามาใช้ ผมมองว่าภาคประชาชนจะต้องใฝ่รู้ ต้องศึกษา ต้องเกาะติด และต้องอดทนที่จะอ่านสิ่งยาวๆ เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องอธิบายกันยาวๆ แล้วคนไทยนั้นสมาธิสั้นเป็นส่วนใหญ่ ทั่วโลกมันสั้นกันหมดแบบนี้ ฉะนั้นสิ่งที่อยากจะขอร้องก็คือ อยากให้เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้และลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง
       ถ้าไปดูตัวอย่างจากอเมริกา หลายรัฐเขาคิดกันว่าจะตั้งพรรคการเมือง ตั้งชื่อว่าพรรคแสงแดด เขาบอกว่าถ้าเขาสามารถหาสมาชิกได้ 100 ล้านหลัง และแต่ละหลังก็ชูนโยบายพลังงานโซลาร์เซลล์ ผลิตไฟฟ้าบนหลังคาบ้าน เขาก็จะชนะการเลือกตั้ง เพราะตอนนี้ในอเมริกาทุกๆ 4 นาที จะมีคนติดโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น 1 หลัง และอีกไม่กี่ปีมันจะถึง 100 ล้านหลัง
       
       แล้วที่ผ่านมา เวลาประเทศไทยมีการพูดเรื่องปฏิรูปพลังงาน ภาคประชาชนจะถูกห้ามถาม ห้ามกล่าวนำ ห้ามซอกแซก ถ้าถามก็ให้เลือกแบบข้อสอบแบบปรนัย ซึ่งมันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังก็คนพวกข้าราชการกระทรวงพลังงานทั้งสิ้น แล้วเขายังไปนั่งอยู่ในบริษัทนั้นบริษัทนี้ เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เขาได้เงินเดือนมากกว่าเงินเดือนจากบริษัท มากกว่าเงินเดือนข้าราชการถึง 10 เท่า ดังนั้น ถ้าเขาจะมาคิดเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนนี่ยากมาก
       
        ผมเห็นอย่างนี้แล้วหมดหวัง แต่ผมหวังกับประชาชนว่า ประชาชนจะใฝ่รู้ จะตื่นรู้ จะเปิดหูเปิดตามาดูว่า ประเทศโน้นประเทศนี้เขาทำอย่างไร
       
       ถ้าไปดูประเทศอินเดีย คนของเขา 1,200 ล้านคน ไม่มีไฟฟ้าใช้ 400 ล้าน ทันทีที่นายกฯ คนใหม่ขึ้นมาจากการเลือกตั้งถล่มทลาย เมื่อเดือนพฤษภาฯ เขาก็ประกาศว่า เขาจะสร้างโซลาร์เซลล์ให้ชาวบ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ทุกครัวเรือน ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐบาลเก่าก็จะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ โดยเขาจะให้ขึ้นเป็น 2 หมื่นเมกะวัตต์ ในช่วงปี 2022 ซึ่งก็อีก 8 ปี นอกนั้นใครก็ตามที่ไปซื้อโซลาร์เซลล์ เขาก็ไม่มีโควตา และได้ส่วนลดด้วย นี่คือนโยบายของอินเดีย คือ เขาต้องการให้ผู้ที่ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านใช้ไฟได้พอดีๆ ไม่ต้องซื้อไฟจากภาครัฐแล้ว คือ ผลิตเองใช้เองเลย ผมจึงอยากให้ประเทศไทยมองอย่างนี้บ้าง
       
       ดังนั้น ผมอยากเน้นเรื่องการตื่นรู้ของประชาชน โดยให้มีการ “ปฏิวัติบนหลังคาบ้านตัวเอง” คือ “เปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นโรงไฟฟ้า เปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นธนาคาร” คือ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่หลังคาบ้าน ถือเป็นการเปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นพลังงาน และยังถือเป็นการวิธีออมเงินอย่างหนึ่งด้วย ยกตัวอย่างพวกข้าราชการที่เกษียณแล้ว ถ้าเอาตังค์ที่ได้เกษียณไปมาฝากธนาคาร จะได้ดอกเบี้ยประมาณ 3% แต่ตอนนี้ แต่ถ้าคุณติดโซลาร์เซลล์ คุณจะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ เปรียบเสมือนได้ดอกเบี้ย กลายเป็นธนาคารบนหลังคาบ้าน แล้วมันจะมีอะไรดีกว่านี้ในเชิงรายได้ โดยไม่ต้องพูดถึงในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เมื่อกี้พูดไปแล้ว
       
       เรียกว่าแค่เราเปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นโรงไฟฟ้า เราก็จะสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องพลังงาน แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยครับ

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้