'รสนา โตสิตระกูล' ราคาพลังงานที่เป็นธรรม คือสิทธิอันชอบธรรมของคนไทย
นำเข้าเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2557 โดย นายจุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [1195]  

.....

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เป็นที่น่าจับตาทีเดียวสำหรับการประชุมร่วม 3 ฝ่ายอัน อันได้แก่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับผิดชอบฝ่ายเศรษฐกิจ หน่วยงานที่เกี่ยวกับพลังงาน อาทิ กระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สำนักงานกฤษฎีกา กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และครือข่ายภาคประชาชนที่สนใจด้านพลังงาน อาทิ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. กรุงเทพฯ นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา แกนนำกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย (ตปพ.) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน แกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน และแนวร่วม กปปส. นางสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นางบุญยืน ศิริธรรม อดีต ส.ว. สมุทรสงคราม ซึ่งมีการหารือกันที่หอประชุมกองทัพอากาศ ในประเด็นการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนเนื้อหาและความคืบหน้าในการหารือกันจะเป็นอย่างไรนั้น 'ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์' ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ 'รสนา โตสิตระกูล' หนึ่งในแกนนำกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าไปเจรจาเสนอข้อมูลเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรพลังงานให้แก่คนไทย ในวันดังกล่าว ซึ่งคุณรสนาบอกว่างานนี้งัดข้อมูลเด็ดมาชนกันชนิดช็อตต่อช็อตเลยทีเดียว ไม่ทราบว่าผลการหารือระหว่างกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย กลุ่มที่สนับสนุน ปตท.และ พล.อ.อ.ประจิน เป็นอย่างไรบ้าง การพูดคุยกับท่าน พล.อ.อ.ประจิน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นเพียงแค่การรับฟังความเห็นจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งในส่วนของกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย (ตปพ.) นั้นได้เสนอว่าสิ่งที่ คสช.ควรทำคือประเด็นเฉพาะหน้า ซึ่งเราพูดในหลักการว่าหากต้องการจะแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันก็ควรจะต้องพิจารณาใน 3 ส่วน คือ เนื้อน้ำมัน กองทุนน้ำมัน และค่าการตลาด ซึ่งในส่วนของเงินที่ส่งเข้ากองทุนน้ำมันและค่าการตลาดที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลไกราคาถูกบิดเบือนไป ทำให้ราคาน้ำมันสูงเกินจริง กองทุนน้ำมันทำให้เราคาน้ำมันสูงเกินจริงอย่างไร เนื่องจากราคาน้ำมันและราคาก๊าซธรรมชาติมีความสัมพันธ์เสื่อมโยงกัน เพราะเงินที่ ส่งเข้ากองทุนน้ำมันซึ่งบวกอยู่ในราคาน้ำมันนั้นเป็นเงินที่นำไปชดเชยราคาให้แอลพีจี อธิบายอย่างนี้ว่าผู้ใช้แอลพีจีแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ภาคครัวเรือน ภาคยานยนต์ ภาคปิโตรเคมี และภาคอุตสาหกรรมทั่วไป ในสมัยหนึ่งก็มีการกำหนดว่าให้ภาคปิโตรเคมีและภาคครัวเรือนมีสิทธิเข้ามาใช้แอลพีจีเป็นลำดับแรกก่อน เมื่อมีแอลพีจีเหลือจึงจัดสรรให้ภาคยานยนต์ และภาคอุตสาหกรรมทั่วไปใช้ ซึ่งตรงนี้หลายคนมองว่ามันไม่เป็นธรรมกับประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศและเป็นเจ้าของทรัพยากรในประเทศ เพราะประชาชนทั่วไปนั้นเป็นผู้ใช้แอลพีจีทั้งในฐานะของภาคครัวเรือคือใช้ในการหุงต้ม และภาคยานยนต์คือใช้กับยานพาหนะ เพราะแปลว่ารัฐให้สิทธิธุรกิจปิโตรเคมีเข้ามาแย่งประชาชนใช้และมีสิทธิเหนือประชาชนผู้ใช้รถ ทีนี้พอราคาแอลพีจีสูงขึ้นก็มีการออกมาตรการให้มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อตรึงราคาแอลพีจี โดยมีการบวกเงินค่ากองทุนน้ำเข้าไปในราคาน้ำมัน แล้วนำเงินส่วนนี้ไปชดเชยให้กับแอลพีจีจะได้ไม่ต้องขึ้นราคาแอลพีจี ซึ่งตรงนี้คนที่ได้ประโยชน์คือธุรกิจปิโตรเคมีและประชาชนที่ใช้แก๊ซหุงต้ม แต่การเก็บเงินเข้ากองทุนนำมันก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น เท่ากับเป็นการผลักภาระไปให้ประชาชนที่ใช้ยานยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มเดียวกับประชาชนที่ก๊าซหุงต้มน่ะแหล่ะ ส่วนกลุ่มปิโตรเคมีแม้จะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมัน แต่ก็จ่ายในอัตราที่น้อยกว่าประชาชนผู้ใช้รถมาก ( ณ วันที่ 1 ม.ค.2557 น้ำมันเบนซิน 95 ที่ผู้ใช้รถใช้จะถูกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 10 บาทต่อลิตร , ก๊าซหุงต้มสำหรับภาคครัวเรือ ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 4.51 บาทต่อลิตร , ขณะที่แอลพีจีที่ปิโตรเคมีใช้ จ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพียง 1 บาทต่อลิตร) ทั้งนี้ การเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันโดยอ้างว่าเอาไปชดเชยราคาแอลพีจีนั้น จริงๆแล้วเงินที่เก็บจากกองทุนน้ำทุนน้ำมันปีละประมาณ 3,100,000 กว่าล้าน ชดเชยเฉพาะ E85 (E85 คือแก๊สโซฮอล์ ซึ่งประกอบด้วย เอทิลแอลกอฮอล์ 85% และน้ำมันเบนซิน 15 %) กับ E20 (E20 คือแก๊สโซฮอล์ ซึ่งประกอบด้วย เอทิลแอลกอฮอล์ 20% กับน้ำมันเบนซิน 80% ) จำนวน 44,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 26,000 ล้านบาทอ้างว่าเอาไปชดเชยให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซแอลพีจี ซึ่งตรงนี้ประเด็นที่เห็นไม่ตรงกันในที่ประชุมเมื่อวัน 15 มิ.ย.ที่ผ่านมาคือประเด็นเรื่องของปิโตรเคมีซึ่งฝ่ายสนับสนุน ปตท.บอกว่าก๊าซในอ่าวไทยเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติดีกว่าประเทศอื่นคือสามารถทำแอลพีจีได้และมีปริมาณจำกัด จึงควรเอาไปให้ภาคปิโตรเคมีใช้ โดยอ้างว่าปิโตรเคมีสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มถึง 20 เท่า ซึ่งตรงนี้เรามองว่ารัฐไม่มีหน้าที่ไปอุ้มปิโตรเคมีให้เหนือกว่าธุรกิจของเอกชนรายอื่นๆ อีกทั้งก๊าซธรรมชาติเป็นก๊าซที่ ปตท. ขุดจากอ่าวไทย ซึ่งคุณจะต้องจัดสรรให้คนไทยได้ใช้ก่อน ส่วนอุตสาหกรรมทั้งหลายซึ่งเป็นธุรกิจที่มีเป้าหมายเพื่อทำกำไรก็ควรที่จะรับผิดชอบราคาที่สูงขึ้นเอง เห็นว่าข้อกำหนดที่ให้ภาคปิโตรเคมีและภาคครัวเรือนมีสิทธิใช้แอลพีจีก่อนภาคยานยนต์และภาคอุตาสาหกรรมอื่นๆ เกิดขึ้นในช่วงที่ระบอบทักษิณมีอำนาจ เนื่องจากรัฐโดยกระทรวงการคลังถือหุ้นใน ปตท. 51% พอรัฐถือหุ้นใหญ่ทำให้การจัดสรรทรัพยากรไปให้ปิโตรเคมีใช้มันต้องออกเป็นมติ ครม. การจัดสรรทรัพยากรไปให้ภาคปิโตรเคมีใช้มันต้องออกเป็นมติ ครม. โดยก่อนที่เขาจะออกเป็นมติ ครม.เนี่ยเขาออกเป็นมติ กพช.(คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ)ก่อน เพราะ กพช.ดูแลเรื่องก๊าซ พอเขามีมติ กพช. ในปี 2551 สมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ออกมาติ ครม.ระบุให้ภาคปิโตรเคมีและภาคครัวเรือนเข้ามาใช้แอลพีจีเป็นลำดับแรกก่อน เมื่อมีแอลพีจีเหลือจึงจัดสรรให้ภาคอื่น อันได้แก่ ภาคยานยนต์ และภาคอุตสาหกรรมใช้ แต่ที่หลายคนอาจไม่รู้คือทั้งภาคครัวเรือน ภาคยานยนต์ ภาคอุตสาหรรมทั่วไปนั้นใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลง แต่อีกกลุ่มคือภาคปิโตรเคมีใช้แอลพีจีเป็นวัตถุดิบ นอกจากนั้นเมื่อแอลพีจีที่ ปตท.ขุดได้ถูกนำไปใช้ในภาคครัวเรือนและภาคปิโตรเคมีเป็นจำนวนมาก แอลพีจีที่ขุดได้ในประเทศก็ไม่พอใช้ ปตท.ก็นำเข้าแอลพีจีเข้ามาและให้ผู้ใช้รถและอุตสาหกรรมทั่วไปใช้แอลพีจีในราคานำเข้า หรือแอลพีจีที่มาจากการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นต่างๆซึ่งแพงกว่าแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซของ ปตท. ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรเพราะทำให้ประชาชนที่ใช้รถต้องใช้แอลพีจีในราคาแพงกว่ากลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี มิหนำซ้ำยังต้องไปแบกภาระจากการชดเชยราคาแอลพีจีให้กับกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี เพราะผู้ใช้รถต้องซื้อน้ำมันในราคาที่บวกเงินสมทบที่จ่ายให้กองทุนน้ำมันเข้าไปด้วย ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างเช่น เซรามิค ก็พากันเจ๊งระนาวเพราะแบกรับต้นทุนแอลพีจีในราคานำเข้าจากต่างประเทศไม่ไหว หนำซ้ำปิโตรเคมียังซื้อแอลพีจีจาก ปตท.ในราคาที่อิงราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลก ซึ่งเป็นราคาที่ขึ้นๆลงๆ อยู่ระหว่าง 16-18 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่คนไทยซื้อแก๊ซหุงต้มในราคาตายตัว โดยก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมีนโยบายขึ้นค่าก๊าซ ประชาชนซื้อก๊าซหุงต้มในราคา 18.13 บาทต่อกิโลกรัม แต่นับจากวันที่ 1 ก.ย.2556 เป็นต้นมา ก๊าซหุงต้มก็ปรับราคาขึ้นทุกเดือน เดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน คือเดือน มิ.ย.2557 ราคาอยู่ที่ 22.53 บาทต่อกิโลกรัม แปลว่าแอลพีจีซึ่ง ปตท.ให้สิทธิอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ใช้ก่อนเนี่ย มันเป็นการใช้ในคนละวัตถุประสงค์กับผู้ใช้แอลพีจีกลุ่มอื่นๆ เพราะกลุ่มอื่นๆเขาใช้แอลพีจีเป็นพลังงานเชื้อเพลิง แต่กลุ่มปิโตรเคมีใช้แอลพีจีเป็นวัตถุดิบ ใช่ค่ะ แล้วกระทรวงพลังงานเขาก็ตีกรอบว่าเขากำกับดูแลเฉพาะแอลพีจีที่ใช้เป็นพลังงาน คือการอนุมัติให้เอกชนเข้ามาลงทุนในกิจการพลังงานโดยใช้ระบบสัมปทานเนี่ยเมื่อรัฐอนุมัติสัมปทานไปแล้วก๊าซและน้ำมันที่ขุดขึ้นมาได้มันกลายเป็นของเอกชนทั้งหมด เมื่อก๊าซเข้ามาสู่ระบบโรงแยกก๊าซแล้ว กระทรวงพลังงานก็มีหน้าที่จัดสรรเฉพาะแอลพีจีที่จะมาให้ผู้ใช้ในฐานะที่เป็นเชื้อเพลิง แต่ว่ามันมีกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เข้ามาใช้แอลพีจีร่วมกันเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตของตัวเอง ซึ่งความจริงถ้าไม่มีมติ ครม.ในสมัยรัฐบาลสมชายเนี่ย อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ไม่สามารถเข้ามาปันส่วนในการใช้แอลพีจีจากกลุ่มอื่นๆ ที่เขาใช้แอลพีจีเป็นพลังงานได้ แต่ถ้าเห็นว่าข้อกำหนดเรื่องสิทธิในการเข้าถึงแอลพีจีที่ขุดได้ในประเทศ ไม่มีความเป็นธรรม ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องก็สามารถยกเลิกมติ ครม.สมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ ยกเลิกได้ค่ะ ทางเราก็เสนอไปยัง คสช.ให้ยกเลิกมตินี้ เพราะในเมื่อกระทรวงการคลังถือหุ้นใน ปตท. ถึง 51% ทำให้รัฐมีอำนาจเหนือทรัพยากรที่ ปตท.ขุดเจาะขึ้นมาได้ ดังนั้นผู้บริหารที่ผ่านมาจะอ้างว่ารัฐไม่มีอำนาจไม่ได้ ทั้งกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่เต็มในการดูแลการจัดสรรและกำหนดราคาพลังงาน แล้วกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยมีข้อเสนอต่อ คสช. ในเรื่องกองทุนน้ำมันอย่างไร เราเสนอว่าเมื่อภาระเรื่องกองทุนน้ำมันเกิดจากการจัดสรรปันส่วนการใช้เอลพีจีที่ไม่เป็นธรรม เราก็ต้องแก้เรื่องแอลพีจีก่อน โดยเสนอให้ยกเลิกมติ ครม. ปี 2551 สมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ระบุให้ภาคปิโตรเคมีและภาคครัวเรือนเข้ามาใช้แอลพีจีเป็นลำดับแรกก่อน จากนั้นก็กำหนดสิทธิในการใช้แอลพีเสียใหม่ โดยปัจจุบันก๊าซที่ขุดได้ภายในประเทศและออกมาจากโรงแยกก๊าซของ ปตท.อยู่ที่ประมาณ 4 ล้านตันต่อปี ซึ่งภาคครัวเรือนใช้อยู่ประมาณ 3ล้านตันต่อปี อันดับแรกก็ควรจัดสรรให้ภาคครัวเรือนคือประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศใช้ก่อน โดยกำหนดราคาที่เหมาะสม ส่วนที่เหลือจากโรงแยกก๊าซของ ปตท.อีก 1 ล้านตัน รวมกับแอลพีจีที่ได้จากการขุดเจาะน้ำมันในประเทศและออกจากโรงกลั่นของ ปตท.อีก 2 ล้านตัน เป็น 3 ล้านตัน ก็ไปกำหนดราคาที่เหมาะสมเพื่อขายให้กับภาคยานยนต์ ภาคอุตสาหกรรมทั่วไป และภาคปิโตรเคมี แต่หากยังไม่เพียงพอ กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไปและปิโตรเคมีก็ควรไปนำเข้าแอลพีจีเอง ซึ่งกลุ่มที่สนับสนุน ปตท.เขาก็ค้านว่าข้อเสนอที่จะให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปใช้แอลพีจีที่นำเข้าจากต่างประเทศนั้นเป็นข้อเสนอที่รับฟังไม่ได้โดยสิ้นเชิงเพราะภาคปิโตรเคมีสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด แต่เราบอกว่าทรัพยากรในอ่าวไทยประชาชนคนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เป็นของปิโตรเคมี นอกจากนั้นเราก็เสนอว่าต่อไปไม่จำเป็นต้องมีกองทุนน้ำมัน ที่ต้องมีกองทุนน้ำมัน เพราะต้องหาเงินมาอุดหนุนแอลพีจี เมื่อมีการจัดสรรการใช้แอลพีจีอย่างเป็นธรรมในราคาที่เหมาะสมแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินมาอุดหนุนแอลพีจีอีก แต่กลุ่มที่สนับสนุน ปตท.เขาค้านว่าถ้าไม่มีเงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนน้ำมันก็ต้องขึ้นราคาแอลพีจี ซึ่งทางเราก็บอกว่าก็ไม่ ต้องขึ้นราคาแอลพีจีเพราะถ้าแอลพีจีในประเทศไม่พอกลุ่มปิโตรเคมีกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆซึ่งเป็นไปเพื่อการค้าก็ไปรับผิดชอบในการนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศเอง เมื่อกองทุนน้ำมันถูกยกเลิกไป ราคาน้ำมันก็ลดลงโดยอัตโนมัติ แล้วในส่วนของค่าการตลาดส่งผลต่อราคาน้ำมันอย่างไร คือปกติค่าการตลาดซึ่งเป็นตัวเลขที่ทาง ปตท.เคยชี้แจงจะอยู่ที่ 1.50 บาทต่อลิตร ซึ่งเราก็มองว่าเป็นราคาที่เหมาะสม แต่ถ้าไปดูตัวเลขจริงที่ ปตท.ใช้คำนวณเนี่ยบางทีมันก็เป็นตัวเลขที่สูง อย่างเช่น E85 ค่าการตลาดสูงถึง 6.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ค่าการตลาดของดีเซลบางครั้งขึ้นไปถึง 2 บาทกว่าต่อลิตร ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คสช.ก็สั่งให้ ปตท.ลดราคาน้ำมัน โดยลดค่าการตลาดลง 70 สตางค์ต่อลิตร ทำให้ค่าการตลาดลดลงจาก 2 บาทกว่าต่อลิตร เหลือ 1.20 บาทต่อลิตร แล้วแปลง 56 สตางค์จากค่าการตลาดไปอยู่ในกองทุนน้ำมัน แล้วเอา 14 สตางค์ที่ลดจากค่าการตลาดไปชดเชยค่าเนื้อน้ำมัน ส่งผลให้ราคาดีเซลซึ่งเคยอยู่ที่ 29.99 บาทต่อลิตร ก็ลดลงมาเหลือ 28 บาทกว่าต่อลิตร ดังนั้นในส่วนของค่าการตลาด เราก็เสนอทาง คสช.ว่า ปั๊มกับโรงกลั่นน่ำมันควรจะแบ่งภาระกันคนละครึ่ง ซึ่งในส่วนของปั๊มถ้าเขาได้ค่าการตลาด 75 สตางค์ต่อลิตร เขาก็พออยู่ได้ และในกรณีที่บางปั๊มมียอดขายสูงเขาก็อาจจะสามารถลดราคาน้ำมันลงมาได้ ในส่วนของเนื้อน้ำมันล่ะ ในส่วนของเนื้อน้ำมันเราก็เสนอ คสช. ให้ตัดค่าใช้จ่ายเทียมหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่มีอยู่จริง อันได้แก่ ค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาประเทศไทย และค่าสูญเสียระหว่างทางออกไป เนื่องจากน้ำมันเหล่านี้เป็นน้ำมันที่ขุดเจาะในประเทศไทย ไม่ได้มีการนำเข้าจากสิงคโปร์ แต่ทาง ปตท.ไม่ยอม โดยอ้างว่าเนื่องจากโรงกลั่นในสิงคโปร์ใหญ่กว่า เพราะฉะนั้นต้นทุนการผลิตก็จะต่ำกว่าราคาน้ำมันของไทย ของไทยโรงกลั่นเล็กกว่า ต้นทุนสูงกว่าเขา ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามราคาตลาดจึงต้องใช้ราคานำเข้าจากสิงคโปร์ซึ่งเป็นราคาที่บวกค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วย เราก็ต่อรองว่าถ้า ปตท.คิดว่าควรกำหนดราคาขายให้สอดคล้องกับสิงคโปร์ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ก็ควรกำหนดราคาขายเท่ากับสิงคโปร์ไปเลย เพราะในเมื่อมันไม่มีการค่าใช้จ่ายในการขนส่งก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องบวกค่าใช้จ่ายส่วนนี้เข้าไป ได้มีการเสนอแก้ไขเรื่องระบบสัญญาสัมปทานพลังงานด้วยหรือไม่ เราได้พูดคุยถึงเรื่องสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 (จำนวน 27 แปลง) ซึ่งทางกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยเสนอกับ คสช.ว่าขอให้ชะลอไปก่อน ควรเป็นประเด็นที่ไปอยู่ในการพิจารณาของสภาปฏิรูปเพราะเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเยอะ และเห็นว่าควรจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเรื่อง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมก่อน เพราะสัมปทานที่ให้ไปแล้วเนี่ยรัฐดันไปกำหนดว่าเมื่อขุดน้ำมันดิบมาได้ผู้ผลิตสามารถขายในราคานำเข้า ทั้งที่จริงๆแล้ววัตถุประสงค์ในการให้สัมปทานแก่ต่างชาติเข้ามาลงทุนขุดเจาะน้ำมันก็เพื่อทดแทนการนำเข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ที่ผ่านมากำไรของบริษัทขุดเจาะน้ำมันที่เข้ามาลงทุนในไทยในแต่ละปีนั้นจึงสูงถึง 97% ของเงินลงทุน ซึ่งเราคิดว่าตรงนี้ต้องมีการปรับเปลี่ยน โดยเราจะเสนอในสภาปฏิรูปให้เปลี่ยนจากระบบสัมปทานมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้ในบริษัทปิโตรนาสของมาเลเซีย หลังจากนี้จะมีการนัดหารือกับคณะทำงานของ พล.อ.อ.ประจิน อีกหรือไม่ เมื่อได้เสนอข้อมูลไปแล้วก็ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ ส่วนผู้ใหญ่จะตัดสินอย่างไรท่านประจินก็คงต้องไปเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธาน คสช.อีกทีหนึ่ง เท่าที่ทราบก็คือว่าจะมีร่างเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างราคาออกมาภายในสิ้นเดือนนี้ นอกจากนั้นท่านประจินก็บอกว่าหลังจากนี้น่าจะมีการหารือกันอีกเพราะมีอีกหลายประเด็นที่น่าจะพิจารณาปรับปรุง

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้