“ศีล สมาธิ ปัญญา” แก่นแท้ของชีวิต
นำเข้าเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2556 โดย นายจุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [3825]  

.....


พระพุทธเจ้า เป็นยอดแห่งนักวิทยาศาสตร์ของจิตวิญญาณ ท่านทรงสอนเรื่อง “ศีล สมาธิ ปัญญา” ซึ่งเป็นคำสอนสากล เป็นธรรมะสำหรับมนุษย์ทุกคน จึงสามารถนำมาปฏิบัติฝึกฝนเพื่อการใช้ชีวิตสำหรับคนในทุกศาสนา เพราะถือเป็นแก่นที่ดีงามสำหรับทุกศาสนา แก่นสารภายในของศาสนาก็คือ ศีลธรรม หรือ การเป็นนายเหนือจิตใจ และการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ แต่สำหรับพิธีกรรมในแต่ละศาสนาก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่จะแตกต่างกันออกไปตามประเพณีของแต่ละกลุ่มชน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นศาสนิกชนในศาสนาใด ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม หากเรายึดถือว่าได้ทำพิธีกรรมมาตลอด แต่หลงลืมแก่นที่อยู่ภายใน ก็ถือว่าเรากำลังหลอกตัวเองและหลอกคนอื่นๆด้วย

พระพุทธองค์ ตรัสว่า เมื่อเรากระทำความชั่วใดๆก็ตาม เราเป็นคนแรกที่ตกเป็นเหยื่อ คุณทำร้ายตัวคุณเองเป็นคนแรก แล้วต่อมาก็ทำร้ายคนอื่นๆ… ทันทีที่กิเลสเกิดขึ้นในจิตใจ ธรรมชาติของคุณจะปรากฎในลักษณะที่ทำให้คุณรู้สึกเป็นทุกข์สิ้นหวัง คือ เมื่อคุณเห็นกิเลสกำลังก่อให้เกิดความกังวลปวดร้าวต่อตัวคุณเอง สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของศีลและของความกรุณา หากคุณสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เป็นความกรุณา ความจริงอีกอย่างหนึ่งจะปรากฎชัดยิ่งขึ้น แทนที่จะผลิตแต่ความโกรธ ความเกลียด ความอยาก ความกลัว หรือ ความเป็นตัวกู คุณจะหันมาสร้างความรัก ความกรุณา ความเป็นมิตรไมตรี ธรรมชาติก็จะเริ่มให้รางวัลแก่คุณ คุณจะรู้สึกเป็นสุข เต็มไปด้วยความลงตัว กลมกลืนในภายใน

นั่นคือ เมื่อคุณทำจิตใจของคุณให้เศร้าหมอง คุณก็จะได้รับการลงโทษครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อคุณหันมาชำระจิตใจของคุณเองให้บริสุทธิ์ คุณก็จะได้รับรางวัลครั้งแล้วครั้งเล่า เช่นกัน

ดังนั้น การฝึกเจริญสมาธิจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเฝ้าดูจิต ซึ่งเป็นกระบวนการแห่งการตระหนักรู้ตนเอง ความจริงที่อยู่ภายในตัวเรา เริ่มด้วยลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ลมหายใจของเรามีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับจิตใจ หากเรากำลังเจริญสมาธิโดยการสังเกตลมหายใจ จะพบว่าจิตใจเราเร่ร่อนไปหาอดีตบ้าง อนาคตบ้าง และทันทีที่เราสังเกตเห็นว่าลมหายใจได้สูญเสียความปกติของมันไปเสียแล้ว ลมหายใจก็จะกลับเป็นปกติอีกครั้ง คือ การกลับมาสู่ “สติ” หรือ อยู่กับปัจจุบันได้

เมื่อเราค้นลึกลงไปอีกจะพบว่าจิตใจนั้นส่งผลต่อร่างกายที่ระดับความรู้สึก นั่นคือ ถ้าจิตใจคุณประกอบด้วยอวิชชา และคุณได้รับความรู้สึกทางกาย คุณจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง โดยการทำร้ายผู้อื่นด้วยการสร้างกิเลสประเภทความโกรธ ความอยาก ความกลัว และคุณก็ทำร้ายตัวเองไปด้วยในขณะเดียวกัน

พระพุทธองค์ ตรัสว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง” คือ สรรพสิ่งทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดที่คงอยู่ยั่งยืน จะเห็นว่าความรู้สึกทางกาย ก็ไม่ได้ตั้งอยู่ตลอดไป เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และ ดับไป การเจริญสมาธิจะทำให้เราสัมผัสประสบการณ์ของความเป็นอนิจจัง ดังนั้น การที่เราจะเป็นคนมีอุปนิสัยของความโกรธ หรือ การเต็มไปด้วยราคะ ความกลัว ความหงุดหงิดรำคาญใจ การเป็นตัวกูนั้น คุณก็จะเข้าใจและรู้แจ้งในปัญญาของตัวเราเอง

นั่นคือ การใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างมีความสุขสงบที่เป็นวิทยาศาสตร์โดยแท้ จึงต้องอาศัยธรรมะที่เป็นสัจธรรมของแก่นแท้แห่งชีวิต คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้