เร่งลดค่าบริการมือถือ ทางรอดสหบาทา"3จี"
นำเข้าเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2555 โดย pop
อ่าน [46822]  

เร่งลดค่าบริการมือถือ ทางรอดสหบาทา"3จี".....

 

สืบเนื่องจากการประมูลใบอนุญาต 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดยสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา
 
ผลลัพธ์ที่ได้เป็น "ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์" และนำมาซึ่งคดีฟ้องร้องอีกเป็นพรวน!!
 
เมื่อผู้ร่วมประมูลทั้ง 3 ราย ต่างได้รับใบอนุญาตไปในจำนวนเท่าๆ กัน คือ รายละ 3 ใบ ตามกติกาที่ทาง กสทช. กำหนดเพดานการถือครองคลื่นขั้นต่ำรายละ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ก จำกัด ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เสนอราคารวมสูงสุดที่ 14,625 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด ในเครือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เสนอราคาเท่ากับราคาตั้งต้นเท่ากันที่ 13,500 ล้านบาท
 
ข้อครหากระหึ่มขึ้นทันทีการประมูลจบลงอย่างรวดเร็วเพียงแค่ 7 รอบการประมูล และใบอนุญาต 6 จาก 9 ใบ ได้ราคาประมูลเท่ากับราคาตั้งต้นที่ 4,500 ล้านบาทต่อ 5 เมกะเฮิรตซ์ และเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่พุ่งเป้าโจมตีไปที่ กสทช.
 
เป็นไปตามที่นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ได้เอ่ยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้าแล้วว่า ไม่กังวลการประมูล แต่ห่วงหลังประมูลมากกว่า เพราะเชื่อว่า องค์กรต่างๆ จะออกมาฟ้องร้อง กสทช.
 
ก็เป็นจริงดังคาด จนถึงขณะนี้ กสทช.ถูกฟ้องไปแล้ว 5 คดี และกรณี 3จี ยกระดับขึ้นสู่ประเด็นการเมืองร้อนทันทีที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกขึ้นมาโจมตีรัฐบาล โดยกล่าวหาว่าการรับรองผลการประมูลของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 24 ที่ระบุไว้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ในเรื่องที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ต้องทำโดยมติของที่ประชุมเป็นรายบุคคลทั้งคณะ หรือ กสทช.ต้องมีมติรับรองด้วย
 
แต่ที่ฮือฮา และมีน้ำหนักในการโจมตี กสทช.มากที่สุด คือ กรณี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่ส่งจดหมายถึงประธาน กสทช. เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2555 ให้เลิกผลประมูล 3จี โดยระบุว่า การประมูลขัดต่อระเบียบการเสนอราคาพัสดุด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐ พร้อมทั้งส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบในวันเดียวกัน
 
ด้าน กสทช.ก็ไม่นิ่งเฉย ทำหนังสือตอบโต้ทันที พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงการคลังตั้งกรรมการสอบวินัย น.ส.สุภา ฐานทำ กสทช. เสียชื่อเสียง
 
งานนี้ทางฝั่งผู้ประกอบการภาคเอกชนทั้ง 3 ค่ายเองก็ดูจะเสียวสันหลังไม่น้อย โดยเฉพาะความหวั่นกลัวว่า กระแสโจมตีรอบทิศอาจมีผลให้การประมูลถูกโมฆะ จึงเดินหน้าตามขั้นตอนให้เสร็จโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการมารับเอกสารรับรองผลการประมูลทันทีในวันรุ่งขึ้นหลังบอร์ด กทค.ประกาศรับรองผล และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เอไอเอสก็รีบหอบเช็คเงินสด มูลค่า 7,824,375,000 บาท มามอบให้ กสทช.เพื่อมัดจำทันที เป็นเสมือนการส่งสัญญาณว่ากระบวนการประมูลผ่านพ้นมาแล้ว และกำลังเข้าสู่การรับใบอนุญาต 3จี เพื่อเดินหน้าธุรกิจเต็มตัว
 
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. ในฐานะประธานกรรมการ กทค. ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวเรือใหญ่ในการดูแลรับผิดชอบการประมูล 3จี ครั้งนี้ กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะรู้สึกเหนื่อยที่กลายเป็นเป้าโจมตีของสถาบันต่างๆ แต่ก็ไม่รู้สึกท้อ จะพยายามสู้และก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป เพราะเชื่อกระบวนการทั้งหมดเกี่ยวกับ 3จี ที่ได้ทำมาตั้งแต่เริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ ยังเชื่อว่านอกจากศาลแล้วคงไม่มีกระบวนการใด มาขวางการก้าวต่อไปของการที่ประเทศไทยจะมี 3จีใช้ได้อีกแล้ว ส่วนองค์กรอื่นๆ อย่าง ป.ป.ช. หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ส.ต.ง.) นั้น กสทช.ยินดีและพร้อมจะเข้าไปชี้แจงทุกข้อเท็จจริงในทันทีที่ได้รับมอบหนังสือเรียกชี้แจงอย่างเป็นทางการ
 
พ.อ.เศรษฐพงค์กล่าวด้วยว่า เรื่องทางเทคนิคในกฎที่ใช้ในการประมูลนั้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจได้ยาก ประกอบกับการที่ช่วงนี้เรื่องของ 3จี อยู่ในกระแสสังคม มีผู้หยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์มากมาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าทำรัฐเสียหายถึง 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท ทำให้ผู้ฟังคล้อยตามและเกิดมีอารมณ์ร่วม การจะอธิบายความจริงให้เข้าใจ จึงเป็นอะไรที่ทำได้ยากมาก ฉะนั้นทางออกเดียวที่จะลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่มีต่อ กสทช.ได้ ก็คือ ต้องทำให้ประชาชนรู้ว่า 3จี ที่ กสทช.จัดประมูลไปนั้น มีประโยชน์อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุณภาพการให้บริการ หรือราคาค่าใช้บริการที่ถูกลงกว่าเดิม ที่มีการกำหนดราคาขั้นสูงไว้ที่ 99 สตางค์ โดยล่าสุดได้มีการสั่งการให้คณะทำงานของ กสทช.ไปคิดสูตร และเชื่อว่าหากผลลัพธ์ตรงจุดนี้สัมฤทธิผล คนทั่วไปก็จะเข้าใจในสิ่งที่ กสทช.ทำ
 
ขณะที่นายจิตรนรา นวรัตน์ อนุกรรมการฝ่ายกฎหมาย กทค.กล่าวว่า กระบวนการของ กสทช.ในเรื่องการประมูลในอนุญาต 3จี ปัจจัยเดียว ณ ขณะนี้ที่ทำให้มีการล้มเลิกผลการประมูลเมื่อวันที่ 16 ตุลามที่ผ่านมาได้ คือ การที่ศาลมีคำสั่งเท่านั้น เนื่องจากอำนาจในการยกเลิกผลการประมูล 3จี ที่มาจาก กทค.เองตาม ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ พ.ศ.2555 จะสิ้นสุดลงเมื่อ กทค. มีการประกาศผลการรับรองประมูลและให้ผู้ประกอบการมารับเอกสารรับรองผลการประมูลเป็นที่เรียบร้อย
 
"หากท้ายที่สุดสมมุติว่าศาลพิพากษาว่าการประมูลใบอนุญาต 3จี ครั้งนี้ มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) ก็ต้องดูต่อด้วยว่าจะเข้าข่ายใด หากเข้าข่ายผู้ร่วมประมูลเป็นผู้กระทำความผิด โทษก็จะตกแก่ผู้ร่วมประมูลเท่านั้น อาทิ จำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือชดเชยความผิดให้แก่หน่วยงานรัฐคิดเป็นร้อยละ 50 จากจำนวนเงินที่มีการเสนอในราคาประมูล รวมทั้งจะมีการยึดใบอนุญาตคืน แต่หากพบว่าผู้จัดการประมูลเป็นผู้ทำผิดเสียเอง แม้ในกรณีของ กสทช.จะมี กทค.5 คน เป็นผู้รับรองผล แต่ความผิดจะตกอยู่กับ กสทช.ทั้ง 11 คน ในอัตราโทษที่เท่ากัน แต่ให้ผลจากการรับรองผลการประมูลยังคงอยู่ และสุดท้ายหากพบว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกันทั้งคณะ ตั้งแต่ผู้จัดประมูลไปจนถึงผู้เข้าร่วมประมูล ผลการประมูลทั้งหมดต้องถูกยกเลิกในทันที รวมถึงใบอนุญาตที่มีการรับรองหรือมอบไปแล้วด้วย" นายจิตรนรากล่าว
 
นายจิตรนรากล่าวว่า ในส่วนข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล ที่หลายฝ่ายมองว่าเข้าข่ายมาตรา 10 ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด ซึ่งมีอำนาจหรือหน้าที่ในการอนุมัติ การพิจารณาหรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาครั้งใด รู้หรือมีพฤติการณ์แจ้งชัด ว่าควรรู้ว่าการเสนอราคาในครั้งนั้นมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ละเว้นไม่ดำเนินการ เพื่อให้มีการยกเลิกการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอราคาในครั้งนั้น มีความผิดฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท
 
รวมทั้งมาตรา 11 ที่ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด หรือผู้ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐผู้ใด โดยทุจริตทำการออกแบบ กำหนดราคา กำหนดเงื่อนไข หรือกำหนด ผลประโยชน์ตอบแทน อันเป็นมาตรฐานในการเสนอราคาโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันใน การเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดได้มีสิทธิเข้าทำสัญญา กับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม หรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขัน ในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,00-400,000 บาท
 
"จาก 2 มาตราดังกล่าว ส่วนตัวเห็นว่า กสทช.จะรอดในทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากกฎการประมูลในจุดของเพดานอัตราการถือครองคลื่นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย แรกเริ่มได้มีการกำหนดให้มีอัตราเพดานถือครองคลื่นขั้นต่ำที่รายละ 20 เมกะเฮิรตซ์ ก่อนจะมีการปรับแก้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายเล็กให้ลดลงเหลือ 15 เมกะเฮิรตซ์ ตามความเห็นที่ได้จากการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปรับแก้นั้นมาจากเสียงสะท้อนของภาคประชาชน อีกทั้งการที่ภายหลังมีการปรับลดเพดานการถือครองคลื่นขั้นต่ำมาที่รายละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ในเวลานั้นก็ไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่มีการระบุว่าผู้เข้าประมูลมีเพียงแค่ 3 รายเท่านั้น" นายจิตรนรากล่าว
 
จากทีท่าของ กสทช.จึงน่าจะสรุปได้ว่า แม้จะมีกระแสต้านเกิดขึ้นมากมาย การฟ้องร้องหลายต่อหลายคดี จนนำไปสู่การส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบเอาผิด แต่ กสทช.ก็ยังยืนยันหนักแน่นที่จะไม่มีการล้มเลิกการประมูล 3จี ที่ดำเนินเสร็จสิ้นไปแล้ว
 
ณ ขณะนี้ ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษี และผู้บริโภคที่ได้รับผลจากการประมูลครั้งนี้ คงทำได้เพียงการรอดู กสทช.ดำเนินการให้ค่าบริการถูกลง ว่าจะเป็นไปได้ตามที่กล่าวอ้างเพื่อแสดงสปิริตต่อสังคม
 

 
 
 

 

 

 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้