อาเซียนกับความเป็นประชาธิปไตย
นำเข้าเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2555 โดย pop
อ่าน [49894]  

อาเซียนกับความเป็นประชาธิปไตย.....

 

เมื่อ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการโนเบลได้ประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2555 ให้สหภาพยุโรปในการส่งเสริมสันติภาพ ความปรองดอง ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนมากว่า 6 ทศวรรษตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยจะมอบเงินรางวัล 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐให้วันที่ 10 ธันวาคม ณ กรุงออสโล นำความปลื้มปิติและความภาคภูมิใจมาสู่ 27 ประเทศสมาชิกและพลเมืองกว่า 500 ล้านคน

ทำให้อดคิดและมองกลับมาที่ประชาคมอาเซียนของเรา 10 ประเทศและพลเมืองกว่า 600 ล้านคนไม่ได้ว่า ความเป็นประชาธิปไตยรวมทั้งการเสริมสร้างสันติภาพ การปรองดอง และสิทธิมนุษยชนนั้นอยู่ตรงไหน ก้าวหน้าไปแค่ไหน โอกาสที่จะได้รับการรับรอง เคารพและชื่นชม ทั้งจากภายในและภายนอก ประชาคมอาเซียน จะเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างใด

และทำให้ต้องกลับไปอ่านทบทวนกฎบัตรอาเซียน(Asean Charter)ที่จะแปลงสถานะและสภาพอาเซียนจากรูปแบบสมาคมสู่การเป็นประชาคม ก็พบว่า ในอารัมภบท วรรคแปดเขียนไว้ว่า : ยึดมั่นในหลักการแห่งประชาธิปไตย หลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล การเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และในหมวดที่ 1 ว่าด้วยความมุ่งประสงค์และหลักการข้อ 1 ว่าด้วยความมุ่งประสงค์ของอาเซียนคือ.....7. เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย เพิ่มพูนธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม ตลอดจนส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยคำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของรัฐสมาชิกของอาเซียน และข้อ 2 ว่าด้วยหลักการ.. 2 (ซ)การยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล หลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ....2 (ณ) การเคารพเสรีภาพพื้นฐาน การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม...และข้อ 4 ว่าด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน... ให้อาเซียนจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนขึ้น

กฎบัตรอาเซียนมีอารัมภบทและกฎข้อบังคับ 55 ข้อ มีการระบุเกี่ยวกับประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เท่าที่ระบุไว้ข้างต้นเท่านั้น

ความต่างระหว่างการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปกับการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนที่สำคัญสุดคือ เงื่อนไขหรือข้อบังคับประการแรกและประการหลักของการสมัครเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป คือ ประเทศผู้สมัครจักต้องมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วม การเคารพและปฏิบัติในเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกต่างๆ และทุกส่วนทุกหมู่เหล่าจักต้องยึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรม จักต้องไม่มีการเมืองการปกครองในระบอบเผด็จการใดๆ ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ไม่มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นรัฐประชาธิปไตย

กลับมาดูสภาพความเป็นจริงในอาเซียนเรื่องความเป็นประชาธิปไตยและองค์ประกอบต่างๆ เพื่อความเป็นระชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ ก็พบว่ามีความแตกต่างและความลักหลั่นอยู่มาก ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความเป็นประชาธิปไตย ก็ยังดูไม่มั่นคงเท่าที่ควร ยังต้องปรองดองและพัฒนากันไปอีก

ไทย อินโดนีเซียและพม่า จัดได้ว่าหลุดพ้นจากเผด็จการทหาร ฟิลิปปินส์ก็พ้นเผด็จการพลเรือนภายใต้ประธานาธิบดีมาร์คอสและนางอิเมลด้า ภริยา ไทยยังต้องประคองตัวไม่ให้ไหลกลับไปสู่ความเป็นเผด็จการทหารหรือพลเรือน พม่าต้องลดบทบาทฝ่ายทหารในรัฐสภา ฟิลิปปินส์ยังต้องหลุดพ้นการเมืองในมือกลุ่มไม่กี่สิบครอบครัว ส่วนอินโดนีเซียยังต้องระวังการแพร่ขยายสัทธิการเมืองอิสลามหัวรุนแรงสุดโต่งที่ประสงค์จะล้มล้างการอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างของอุดมการณ์ชาติว่าด้วยหลักปัญจศีล

สิงคโปร์และมาเลเซีย ก็เริ่มหลุดพ้นจากรัฐบาลเสียงข้างมากพรรคเดียว เมื่อพรรคฝ่ายค้านแข็งแกร่งขึ้น สะท้อนว่า ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการทางเลือกและสิทธิเสรีภาพมากขึ้น

แต่อีก 4 ประเทศอาเซียน ยังดูห่างไกลจากหลักการและมุ่งประสงค์ที่ระบุในกฎบัตรอาเซียน ว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน

บรูไนยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช กัมพูชาเป็นเผด็จการผู้นำคนเดียวในคราบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ลาวและเวียดนามยังตกยุคอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์

โดยองค์รวมความเป็นประชาธิปไตยของอาเซียนยังดูอ่อนแอ กฎบัตรอาเซียนมิได้มีข้อบังคับ หรือบ่งบอกวิธีการและแนวทางสู่ความเป็นสังคมประชาธิปไตยของประเทศสมาชิก และอาเซียนในฐานะเป็นองค์กรความร่วมมือภูมิภาคจะต้องเป็นองค์กรประชาธิปไตย เมื่อเป็นเช่นนี้ การคิดอ่าน มองโลก การขับเคลื่อนอาเซียนจึงขาดอุดมการณ์การเมืองร่วม ความเป็นปึกแผ่นก็ไปไม่ได้เต็มที่ เพราะพื้นฐานทางความคิดด้านการเมืองและโครงสร้างทางการเมืองแตกต่างกัน เมื่อเผชิญกับปัญหาและความท้าทายของภูมิภาคและของโลก หรือเมื่อมีปัญหาระหว่างกันเอง การหาข้อยุติก็ยาก เพราะต่างระบบความคิดและการปกครองเช่น ไทยต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาที่ต้องมีการชี้แจง มีการลงคะแนน ขณะที่กัมพูชาก็เป็นการตัดสินใจของผู้นำคนเดียว ส่วนลาวหรือเวียดนามก็ด้วยมติพรรคๆเดียว ความยากง่ายและความรอบคอบของการตัดสินใจก็แตกต่างกัน และมีผลกระทบไม่เหมือนกันทั้งต่อสังคมภายในประเทศของตน ทั้งต่ออาเซียนโดยรวม และต่อสถานะของอาเซียนในเวทีโลก

ดังนั้น เมื่อกฎบัตรอาเซียนกล่าวถึง ความมุ่งประสงค์และหลักการว่าด้วยประชาธิปไตย ก็จะเป็นแค่คำขวัญและความปรารถนา มากกว่าความเป็นจริง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองสู่ความเป็นประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องที่ผู้นำ พรรคการเมืองและประชาชนโดยทั่วไปในอาเซียน จักต้องมาทบทวนกันว่า การเป็นประชาธิปไตยนั้น จะอำนวยผลประโยชน์ให้ภายในแต่ละประเทศและให้อาเซียนโดยองค์รวมหรือไม่ สหภาพยุโรปได้พิสูจน์แล้ว การเป็น“สหภาพ”แห่งประชาธิปไตยนั้น ดีต่อคน 500 คนและโลกยอมรับนับถือ หากอาเซียนจะย่ำเท้าและหลอกตนเอง ก็จะมีผลให้อาเซียนไร้ความหมาย และไร้น้ำหนักในภูมิภาคและเวทีโลก ทั้งอาจจะถูกประณามอีกด้วย

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้