สายตาต่างชาติ มองเมืองไทยปี 2012
นำเข้าเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2555 โดย pop
อ่าน [46724]  

สายตาต่างชาติ มองเมืองไทยปี 2012 .....

สายตาต่างชาติ มองเมืองไทยปี 2012

 
 
 เกือบ 9 เดือนแล้ว ที่สำนักจัดอันดับต่างๆ ในต่างประเทศ ประกาศจัดอันดับแข่งขันด้านเศรษฐกิจ ด้านเมืองน่าท่องเที่ยว ด้านความคิดเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ หรือแม้แต่ด้านคอรัปชัน อยู่ในอันดับสูงบ้าง ต่ำบ้าง และไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยบ้างในปีนี้ การจัดอันดับเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากต่างชาติมองทั้งเมืองไทย และคนไทยเป็นยังไง? คำถามมีอยู่ว่า แล้วเรา (คนไทย) ใช้ประโยชน์จากมุมมองนั้นในทางสร้างสรรค์ หรือทางทำลายมากกว่ากัน?

เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม หรือ WEF เป็นสถาบันล่าสุดที่ประกาศการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด 144 ประเทศทั่วโลก ประจำปี 2012-2013 ซึ่งมาเลเซีย (หากไม่นับสิงคโปร์) ครองอันดับ 1 ในอาเซียน โดยอยู่ที่ 25 ส่วนเมืองไทยดีขึ้น 1 อันดับ มาอยู่ที่ 38 จากเดิมที่ 39 เท่ากับว่ามีพัฒนาการขึ้นเล็กน้อยแม้จะไม่มาก และก็ยังดีกว่าไม่ถูกลดอันดับลงไป แม้สถาบันแห่งนี้ยังมองว่าบ้านเรายังมีปัญหา หรืออุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่ออันดับการแข่งขันจะได้สูงขึ้นบ้างในปีถัดๆ ไป ปัญหาอันดับ 1 คือ ความไม่แน่นอนของรัฐบาล (เปลี่ยนขั้วกันถี่มั้ย? บ่อยมั้ย? วิธีเปลี่ยนเป็นที่ยอมรับของสากลหรือเปล่า?) ถัดมาคือ คอรัปชัน (ค่าต๋งตั้งแต่ริมทางไหล่ถนนไปจนถึงหน้าห้องของทุกหน่วยงานรัฐบาลตั้งแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน) และความไม่แน่นอนด้านนโยบายรัฐบาล (รัฐมนตรีว่าการ กับรัฐมนตรีช่วยจากพรรคเดียวกัน คุยกันก่อนแถลงข่าวเรื่องเดียวกันหรือไม่?) แต่ที่น่าจับตามองอย่างมาก คือ เพื่อนบ้านที่ติดกับเมืองไทย และจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 2 ปีครึ่ง แม้อันดับจะอยู่ห่างไกลจากเรา 40-50 อันดับก็ตาม แต่ต่างชาติก็จัดให้เพื่อนบ้านในเขตเออีซีมีความก้าวหน้า หรือพัฒนาการมากกว่าไทย โดยดูได้จากอันดับแข่งขันของฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น 10 อันดับ มาอยู่ที่ 65 หันมาดูกัมพูชาก็ถีบตัวเองสูงขึ้น 13 อันดับมาอยู่ที่ 85

อินเสด หรือ INSEAD ได้ประกาศอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันนวัตกรรมทั้งหมด 141 ประเทศทั่วโลกประจำปี 2012 โดยสิงคโปร์ได้อันดับ 3 ของโลก ฮ่องกงคว้าอันดับ 8 และเกาหลีใต้อยู่อันดับที่ 21 หากเจาะเฉพาะอาเซียน ประเทศมาเลเซีย (หากไม่นับสิงคโปร์) ยังคงครองอันดับ 1 ในอาเซียนโดยอยู่ที่ 32 ใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อมูลค่าเศรษฐกิจทั้งประเทศ หรือจีดีพีที่ 0.6% ส่วนเมืองไทยอยู่อันดับที่ 57 ใช้งบด้าน R&D ที่ 0.2% เท่ากับประเทศเวียดนาม! ซึ่งมีอันดับห่างจากเมืองไทยถึง 19 ขั้น! จากตัวเลขสำคัญที่ผมดึงมาให้เห็นได้งบวิจัยและพัฒนาก็จะเห็นได้ว่า นี่คือปัญหาและอุปสรรคในภาพรวมของประเทศของการทุ่มเทให้คนไทยมีการทำงานที่ไม่เหมือนใคร และมีวิธีคิดแบบไม่มีใครเหมือนได้

นิตยสาร ทราเวล แอนด์ เลเชอร์ หรือ Travel & Leisure ซึ่งเป็นของบริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส ในสหรัฐอเมริกา ได้จัดอันดับแบบเจาะจง (ไม่ได้จัดภาพรวมของประเทศ) ลงมาว่า กรุงเทพฯ ครองอันดับเมืองยอดเยี่ยมที่สุดในโลกมาได้ในปีนี้ กรุงเทพฯ เลยกลายเป็นแชมป์ 3 สมัยซ้อน ด้วยคะแนน 89.87 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน แน่นอนว่างานนี้ไม่มีเมืองหลวงของประเทศในแถบอาเซียนติดฝุ่นใน 10 อันดับแรกแลย อันนี้น่าทึ่ง แต่เมื่อมองการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และทัวร์จาก 139 ประเทศทั่วโลกประจำปี 2012 ซึ่งจัดโดย เวิลด์อีโคโนมิค ฟอรั่ม หรือ WEF กลับพบว่า มาเลเซีย ครองอันดับ 1 ของอาเซียน (อีกครั้งหากไม่นับรวมสิงคโปร์) อยู่อันดับที่ 35 ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าประเทศทะลุ 25 ล้านคน และเป็น 1 ใน 10 ประเทศ (อ่านดีนะครับ “ประเทศ” ไม่ใช่ “เมือง”) จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของโลก ขณะที่ไทยลงมาอยู่อันดับ 41 มีนักท่องเที่ยวไหลเข้าไทยปีที่แล้ว 19 ล้านคน ซึ่งเมืองไทยยังต้องแก้ปัญหาหลัก คือ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมด้านการท่องเที่ยว ความปลอดภัยและความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว  

องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International (TI) อยู่ในเยอรมนี ประกาศอันดับคอรัปชันของประเทศทั่วโลกเป็นประจำในเดือนตุลาคมของทุกปี ทำให้อันดับดังกล่าวประจำปี 2012 คงต้องรอกันไปถึงเดือนหน้า แต่ในเมื่อดูข้อมูลอันดับคอรัปชันทั่วโลกในปี 2011 แล้วก็น่าใจหายตรงที่ว่า ชาติในอาเซียนที่มีการคอรัปชันน้อยกว่าไทยมีอยู่ 2 ชาติ (หากไม่นับสิงคโปร์) คือ บรูไนอยู่ที่ 44 และมาเลเซีย (อีกแล้วครับท่าน) อยู่ที่ 60 เมื่อดูอันดับดังกล่าวถัดจากมาเลเซียลงมาก็คือ ไทยอยู่ที่ 80 ของโลก และเป็นประเทศที่มีปัญหาคอรัปชันอันดับที่ 15 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ส่วนที่เหลือของเพื่อนบ้านของไทยบนแผ่นดินใหญ่อาเซียนนั้น มีอันดับคอรัปชันที่ย่ำแย่กว่าเมืองไทยมากมาย แต่เท่าที่คนไทย และผมได้รับรู้เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านไป คือ ค่าต๋งเรียกเก็บ และต้องจ่ายโดยภาคเอกชนพุ่งไปแตะ 35-40% ของมูลค่าโครงการ!  

เอ่อ...คนไทยทุกคนรวมผมด้วยก็อยากจะรู้ว่า ต่างชาติจะมองเมืองไทยผ่านการจัดอันดับต่างๆ ที่ผมได้นำมาเสนอให้เห็นในปีหน้ากันย่างไร? โดยเฉพาะปัญหาคอรัปชันของเมืองไทยประจำปีนี้ว่าจะดีขึ้น? แย่ลง? หรือไม่แก้ไขอะไรกันเลยหรือเปล่า? อดใจรอเดือนตุลาคม

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้