"เสรีพิศุทธิ์" ชี้
นำเข้าเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2555 โดย หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก
อ่าน [46860]  

"เสรีพิศุทธิ์" ชี้ 'ซื่อตรง' เป็นเกราะของขรก......

'เสรีพิศุทธิ์'ชี้ซื่อตรง!เป็นเกราะขรก.

"เสรีพิศุทธิ์" ชี้ 'ซื่อตรง' เป็นเกราะของขรก. ด้าน"นิพิฎฐ์" ชี้ ไม่มีอาชีพใดทำดี-ทำชั่วได้เท่านักการเมือง ขณะที่ "ยุทธพงศ์" ลั่น ส.ส.ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับปชช. ส่วน 'เกษม' แนะเคารพคำตัดสินของศาลปท.จะรอด

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงแรมวินเซอร์ สวิทส์ สุขุมวิท ได้มีการอภิปราย เรื่อง "ความซื่อตรงกับการพัฒนาประเทศ" โดยมีผู้ร่วมอภิปราย ประกอบด้วย นายยุทธพงศ์ จรัสเถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส 

          พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งในการสัมมนาว่า การเป้าหมายสูงสุดคือคุณภาพชีวิต ในการปฏิบัติราชการที่ผ่านมานั้น ตนในฐานะผู้นำหน่วย จึงมีผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมาก และค่านิยมของผู้ใต้บังคับบัญชา ก็มักจะคิดในทางที่ผิดว่า การเป็นตำรวจต้องกินเหล้า เมายา ไว้ผมยาว เมื่อตนเห็นค่านิยมที่ผิดเช่นนั้น ตนจึงคิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางความดีให้เกิดขึ้น เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีหลักคิดว่าการที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ในกฎระเบียบ ในหลักคุณธรรมจริยธรรมนั้น ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เราต้องสำรวจตัวเอง และเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เพื่อสร้างค่านิยมที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนั้นการทำหน้าที่ข้าราชการทั้งหมดนั้น ต้องมีความซื่อตรง เพราถ้ามีความซื่อตรงแล้วนั้น จะไม่มีใครสามารถทำอะไรเราได้ ดังนั้นตนเชื่อว่าการรักษาคำมั่นสัญญา ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์ สุจริต สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันเราในการซื่อตรงต่อหน้าที่ 

          "ผมเชื่อว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่คิดที่จะเป็นนายกฯ ท่านมีจิตใจที่บริสุทธิ์ แต่พอมาเป็นนายกฯก็ต้องการที่จะให้พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ เป็นผบ.ตร. แต่มีอุปสรรคตรงที่ ยังมีพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี นั่งตำแหน่งผบ.ตร.อยู่ จึงทำให้ท่านนายกฯต้องใช้วิธีจี้เอา โดยการเสนอตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)และเสนอให้เป็นบอร์ดการท่า แต่ท่านวิเชียร ก็เลือกที่จะเป็นเลขาฯสมช. จึงทำให้คุณถวิล เปลี่ยนศรี ซวยไป นี่เรียกว่าการจี้เอาตำแหน่ง นี่ถือเป็นอุปสรรคในการทำงาน ถ้าเราเจออุปสรรค ก็อย่าไปหวั่นไหว เพราะถ้าเราผ่านอุปสรรคมากๆ ก็จะทำให้เราแข็งแกร่ง และเมื่อเราทำกรรมดี เราก็จะได้ดีเอง"

          ด้านนายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ไม่มีอาชีพใดที่จะทำความดีได้เท่ากับนักการเมือง และไม่มีอาชีพใดที่จะทำความชั่วได้เท่ากับนักการเมือง เนื่องจากเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มากที่สุด สำหรับความซื่อตรงและคุณธรรม เรามักลืมตัวตนของเราไป เพราะคิดแต่ว่ากลุ่มคนอื่นๆ เหล่านั้นที่กระทำทุจริตคดโกงกัน แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเรามีคุณธรรมหรือทำงานด้วยความสุจริตหรือไม่ ส่วนที่มองว่าอนาคตของชาติควรเริ่มต้นที่เด็กและเยาวชน กรณีนี้ตนกลับมองว่าควรเริ่มต้นที่ตัวเราก่อนไม่ใช่เด็ก เราต้องปฏิบัติตนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี อย่าไปโยนให้เด็กแต่เพียงอย่างเดียว เพราะผู้ใหญ่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ดีกว่าเด็กอย่างแน่นอน ฉะนั้นคุณธรรมและการทำความดีต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน สำหรับคุณธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของบุคคลที่เป็นนักการเมืองต้องมีความอดกลั้นสูงเพราะผลประโยชน์สูง ถ้าไม่อดกลั้นหรืออดกลั้นน้อย ความอดทนไม่มีแน่เพราะผลประโยชน์สูง รวม ทั้งบุคคลที่เป็นรัฐมนตรีแม้ว่าจะปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรมแล้วก็ต้องไม่ลืม และต้องไม่ปล่อยปะละเลยให้คนภายใต้กำกับกระทำการทุจริตด้วย 

          นายนิพิฎฐ์ กล่าวต่อว่า นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เคยแนะนำตนในสมัยที่เป็นส.ส. ว่า การเข้ามาเป็นนักการเมือง ควรจะต้องบันทึกว่าเราได้ทำสิ่งใดที่ไหนอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำยาก แต่ถ้าทำได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะการจดบันทึกรายละเอียดต่างๆ นั้นจะสามารถนำข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อประเมินตัวเองว่าได้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปอย่างไรบ้าง และได้นำสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเองหรือไม่ อีกทั้ง การเป็นนักการเมืองต้องทำตามบทบาทหน้าที่เมื่อพ้นบทบาทแล้วก็ควรต้องถอดหัวโขนนั้นออก เพราะถ้าเรากำหนดสถานะตัวเองได้อย่างถูกต้อง ประชาชนก็จะศรัทธาและเคารพ

          ขณะที่นายยุทธพงศ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า คำว่าการซื่อตรงต่อหน้าที่ของสมาชิสภาผู้แทนราษฎร์(ส.ส.) เมื่อมีการเลือกตั้ง แต่ละคนก็มีความตั้งใจอยากจะเป็นส.ส. กว่าจะได้เป็นถือว่ายากลำบาก โดยเฉพาะคนที่เป็นส.ส.ในระบบเขต เมื่อเป็นส.ส.แล้วต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ทุกรัฐบาลมักเกิดเหตุการณ์สภาฯล่มเสมอ เห็นได้จากเวลาประชุมสภาฯมีองค์ประชุมไม่ถึงครึ่ง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่าส.ส.ยังไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ตนคิดว่านี่คือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การทำหน้าที่ส.ส.ฝ่ายค้าน คือ การตรวจสอบทุจริตและการบริหารงานของรัฐบาล โดยมีการเปิดประเด็นต่างๆมากมาย แต่ตนอยากให้มีข้อเท็จจริงในการนำมาประเด็นเปิดด้วย เช่น เรื่องคดีซีทีเอ๊กซ์ คดีนี้มีมานานมาก เรื่องก็หายไป จนทุกวันนี้ไม่รู้ว่าคดีไปถึงไหนแล้ว ประชาชนก็ลืมไปหมดแล้ว สิ่งนี้เหมือนเป็นการเปิดประเด็นเพื่อสร้างกระแสทางสังคม แต่ไม่มีการสานต่อว่าคดีไปถึงไหนแล้ว ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำเรื่องอะไร จะเปิดประเด็นในการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล หรือการทุจริตต่างๆนั้น ต้องมีความรับผิดชอบ ซื่อตรงต่อหน้าที่ ทำด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพื่อให้เรื่องที่ราวต่างๆที่ทำนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ต้องทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชนก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งด้วย

 

'เกษม - องคมนตรี' แนะเคารพคำตัดสินของศาล ปท.จะรอด

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมวินเซอร์ สวิทส์ กรุงเทพ ฯ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคี จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "แก้วิกฤติไทย ด้วยใจซื่อตรง" ในงานสัปดาห์รณรงค์ความซื่อตรงของสังคมไทย”ภายใต้การขับเคลื่อนงานสมัชชาคุณธรรม ปี 2555 

          ทั้งนี้ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ”เรื่องความซื่อตรงกับค่านิยมสังคมไทย ตอนหนึ่งว่า บอกความความของคำว่าซื่อตรง ในบ้านเราคือการประพฤติตรง ความซื่อสัตย์มีองค์ประกอบของจิตใจเข้ามาได้ นั่นคือประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ คดโกง แต่ถ้าซื่อสัตย์จำเป็นต้องพัฒนาจิตใจด้วย ดังนั้นบ้านเราเชื่อว่าใจเป็นใหญ่ เพราะคำว่าซื่อสัตย์และคุณธรรมจึงเป็นศูนย์รวมขององค์ประกอบทางจิตใจ ถ้าใจคิดดีก็จะออกมาในทางที่ดี หากใจคิดชั่ว ก็จะออกมาในทางที่ไม่ดี ดังนั้นสังคมต้องสร้างเครื่องตัดสินว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งเครื่องตัดสินคุณธรรมอยู่รอบๆ ตัวเรานั่นเอง อาทิ ศาสนาทุกศาสนา โดยทุกศาสนาสอนเรื่องความสัตย์ ความจริง ไม่มีศาสนาใดสอนให้คดโกง โกหก อีกทั้ง ทุกศาสนายังสอนเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นคนด้วย โดยทั้ง 5 ศาสนา ยกย่องความเป็นคน ไม่มีการดูถูกคนในศาสนา นอกจากนี้ศาสนายังสอนให้ทุกคนมีความรักความเมตตาต่อกัน โดยเรื่องความต่างศาสนาต้องให้เสรีภาพแก่กันและกัน ซึ่งจะทำให้สังคมอยู่อย่างสันติสุขด้วย เครื่องตัดสินที่สองคือ กฎหมายเพราะกฎหมายจะเป็นเครื่องประกันของประเทศ หากทุกคนปฏิบัติอยู่ภายใต้กฎหมาย ประเทศก็จะรอด โดยเฉพาะศาลที่มีหน้าที่ตัดสินเรื่องต่างๆ ศาลเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเคารพ ไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาแล้วผลเป็นที่พอใจหรือไม่ก็ตาม แต่ทุกคนต้องให้ความเคารพ เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญออกโดยส.ส. ในรัฐสภา เมื่อออกมาแล้วรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลก็มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นคำตัดสินของศาลเมื่อออกมาแล้วทุกคนต้องเชื่อฟังและเคารพ 

          นพ.เกษม  กล่าวอีกว่า เครื่องตัดสินที่สาม คือ หลักจริยธรรม เป็นหลักกฎเกณฑ์ที่ออกโดยคนทั่วไป เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มนั้นๆ ยอมรับและปฏิบัติตาม หากไม่มีคนในอาชีพนั้นก็จะเละเทะ ไม่เคารพและให้ความเชื่อถือในวิชาชีพนั้น จึงคิดว่าหลักจริยธรรมสำคัญมาก ไม่ต้องอาศัยรัฐสภาหรือศาสนาแต่ พวกเรากำหนดกันเอง หลักจริยธรรมถือประพฤติไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะเกิดการยอมรับ สังคมไทยต้องพยายามให้ความสนใจหลักจริยธรรม และเมื่อมีแล้วก็ต้องประพฤติด้วย หลักจริยธรรมคือการปกครองตนเองของคนในอาชีพหรือในชาติ  ส่วนเครื่องตัดสินที่สี่ คือ ระบบธรรมาภิบาล ที่ใช้ในองค์กรภาครัฐ หรือองค์กรเอ็นจีโอ โดยหลักดังกล่าวไม่มีอะไรที่ลึกลับ ออกมาเพื่อให้องค์กรนั้นๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีการรับผิดชอบและรับผิดรับชอบ ที่คนในองค์กรให้ไว้ในองค์กรนั้นๆ 

          ส่วนเครื่องตัดสินที่ห้า คือระบบคำสอนหรือระบบคุณธรรมในครอบครัว เมื่อรุ่นปู่ ตา ย่า ยาย ปฏิบัติในสิ่งที่ทำแล้วเห็นคุณค่าก็เลยอยากจะนำหลักปฏิบัติเหล่านั้นมาสอนรุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก เพราะเป็นระบบภายในครอบครัว สังคมไทยต้องกลับมาดูว่าขณะนี้ในครอบครัวมีการนำเอาระบบคุณธรรมในครอบครัวมาสอนหรือไม่ สอนในเรื่องความดีงาม หรือสอนในเรื่องชั่วร้ายหรือไม่ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ส่วนเครื่องตัดสินที่หกคือ ระบบความเชื่อค่านิยมที่สำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่มีบุคคลตัวอย่างมาเกี่ยวข้อง หากเด็กและเยาวชนดูบุคคลนั้นเป็นตัวอย่าง ต้องดูด้วยว่าบุคคลตัวอย่างเป็นคนที่ดีหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องตระหนักอย่างมาก สุดท้ายนี้ มองว่า ความซื่อตรงซื่อสัตย์อยู่ในชุดคุณธรรมเดียวกัน ที่คนรุ่นปู่รุ่นยาปฏิบัติกันมา ถือเป็นคุณธรรมระบบต้น ที่ทุกคนควรปฏิบัติ ดังนั้นวันนี้ต้องหันมาดูว่าค่านิยมทางความดีในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงไปเราต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ค่านิยมทางความดีกลับคืนมา เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้