ปี 58 อาเซียนรวมเป็นหนึ่งเดียว จับตาจุดเปลี่ยนท่องเที่ยวไทย?
นำเข้าเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2555 โดย julaju
อ่าน [46776]  

ปี 58 อาเซียนรวมเป็นหนึ่งเดียว จับตาจุดเปลี่ยนท่องเที่ยวไทย? .....

ปี 58 อาเซียนรวมเป็นหนึ่งเดียว จับตาจุดเปลี่ยนท่องเที่ยวไทย?

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 2555 เวลา 17:35 น.

ประชาคมอาเซียน ถูกพูดอย่างหนาหู แต่หลายคนยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายและความสำคัญกันสักเท่าไหร่?

ประชาคมอาเซียนนั้นถือกำเนิดเป็นทางการเมื่อตุลาคม พ.ศ.2546 จากการร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนของเหล่าผู้นำอาเซียน ที่เรียกว่า “ข้อตกลงบาหลี 2” เพื่อเห็นชอบจัดตั้งประชาคมอาเซียน ภายในปี พ.ศ.2563 แต่ได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จเร็วขึ้นภายในปี พ.ศ.2558

ความสำคัญของการตั้งประชาคมอาเซียน ต้องการทำให้ประเทศสมาชิกเป็นครอบครัวเดียวกัน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศในทุกด้าน รวมถึงการรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ระดับโลกที่ส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาคอาเซียน เช่น ภาวะโลกร้อน การก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม ประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 ประชาคมย่อย เสมือนเสาหลักทั้ง 3 ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน, ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน, และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

และก่อนก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างมาก เพราะการดำเนินธุรกิจของพวกเขานั้น มีความเกี่ยวข้องกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า เออีซี (AEC) โดยเมื่อ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้จัดสัมมนาเรื่อง การเปิดเสรีเออีซีในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งยังมีการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ "โอกาสและภัยคุกคามที่เกิดกับธุรกิจนำเที่ยวหลังการเปิดเสรีเออีซี" โดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ด้วยบทบาทเลขาฯ อาเซียน ดร.สุรินทร์ จึงกล่าวถึงสภาพปัจจุบันของอาเซียนให้ฟังว่า อาเซียน รวมตัวกันเพื่อต่อรองกับคนอื่น เพื่อให้เข้ามาลงทุน เที่ยว ซื้อ-ขาย เรียน รักษา มาบริโภคทั้งรูปของสินค้าและบริการ หากมองอาเซียนเป็นประเทศหนึ่ง รายได้รวมกันของอาเซียน สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก ดังนั้น อาเซียน จึงเป็นตลาดที่ใครๆ หมายปอง

ปี ค.ศ. 2011 มีเงินเข้ามาลงทุนในอาเซียนกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยร้อยละ 70 มาในภาคการบริการ เพราะคนอาเซียนที่เป็นชนชั้นกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้น กำลังซื้อสูงขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น ต้องการคุณภาพชีวิต ต้องการการบริการที่ดีเพื่อความสะดวกสบายของชีวิต

ขณะที่รายได้ส่วนบุคคลของชาติสมาชิกอาเซียน ดร.สุรินทร์ ยกตัวอย่างมาแจงว่า ของไทยราว 4,300-4,500 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี สำหรับสิงคโปร์ ประมาณ 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี ซึ่งมากกว่าเรา 10 เท่า ส่วนบรูไน ราว 37,000-38,000 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี และมาเลเซีย 9,400-9,500 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี ถือว่า น่าสนใจมาก เพราะเศรษฐกิจเขาเล็กกว่าเรา คนน้อยกว่าเรา

ดร.สุรินทร์ บอกด้วยว่า ประเทศใดก็ตามที่สามารถสร้างรายได้ให้ประชากรเกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี ถือว่ามีรายได้สูง ฉะนั้น ไทยจึงควรก้าวผ่านชาติที่ประชากรมีรายได้อยู่ในระดับกลางให้ได้

ในเรื่องการท่องเที่ยว ดร.สุรินทร์ ชี้ว่า เมื่อปี ค.ศ.2010-2011 อาเซียนโตขึ้นร้อยละ 10 โดยมีนักท่องเที่ยว 81 ล้านรายมาท่องเที่ยวในอาเซียน ซึ่งร้อยละ 60 เป็นนักท่องเที่ยวจากชาตินอกอาเซียน ส่วนอีกร้อยละ 40 เป็นอาเซียนเที่ยวอาเซียน ดังนั้น ควรทำให้คนต่างชาติเห็นว่า ไทยเป็นชาติที่ควรเข้ามาท่องเที่ยว

การเปิดเสรีเออีซีในอนาคต ดร.สุรินทร์ บอกว่า ความอ่อนหวาน นุ่มนวล ความเป็นมิตรของคนไทยคือจุดขาย ทว่า ในเรื่องการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ (Exotic) เราก็ลดลงทุกวัน คือ นักท่องเที่ยวที่เคยมาแล้ว และอยากจะมาอีก (Repeater) เขาอยากได้ความแปลกใหม่ ดังนั้น การเปิดเสรีเออีซีจะเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายกับชาติในอาเซียน เพื่อสร้างความแปลกใหม่ของการท่องเที่ยว เช่น มาเชียงใหม่ได้ไปมันดาเลย์ของพม่า มาพัทยาแล้วไปเสียมเรียบของกัมพูชา

การสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่นั้น ผู้ประกอบการไทยอาจต้องหยุดความคิดที่ว่า เราต้องได้รายได้ฝ่ายเดียว 100 เปอร์เซ็นต์ และด้วยลักษณะเดียวกันนี้ ยังทำให้เราต้องเปลี่ยนจากที่เคยเป็นผู้รับนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศ ไปสู่การส่งนักท่องเที่ยวออกไปยังประเทศอื่นในอาเซียนในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Hub) โดยต้องไม่ให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น ความหนาแน่นของเที่ยวบิน รันเวย์ หรือระบบควบคุมการบิน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวลดความสามารถในการแข่งขันของไทย

ถ้ามีความเป็นเลิศอยู่ ดูได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาในไทย 19-20 ล้านคนต่อปี ถือว่าไม่น้อย อีกทั้งรายได้ที่เข้ามาเพราะท่องเที่ยวก็สูงเป็นล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้น จึงต้องทำฐานที่มีอยู่ให้ดี ทำอย่างมีสติ ภาครัฐก็ต้องช่วยด้วย โดยเฉพาะเชิงนโยบาย ต้องมีความต่อเนื่อง มั่นคง และยั่งยืน ไม่เปลี่ยนใหม่เมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้