ไฟสัญญาณจราจร ว่า ไฟอำนาจ
นำเข้าเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2555 โดย pop
อ่าน [48407]  

ไฟสัญญาณจราจร ว่า ไฟอำนาจ .....

 

จากการจัดอันดับเมืองที่มีการจราจรติดขัดรถติด,ที่สุดในโลกของนิตยสาร Travel+Leisure ปรากฏว่า กรุงเทพมหานครถูกจัดอยู่อันดับที่ 4 รองจากกรุงบรัสเซลส์ นครนิวยอร์กและเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งครองอันดับที่ 1 เรื่องนี้ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ปัญหาจราจรเป็นปัญหาใหญ่ที่มีความสำคัญปัญหาหนึ่งของบ้านเราอย่างไม่ต้องสงสัย

ทุกวันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า สาเหตุสำคัญของปัญหาจราจรและอุบัติเหตุส่วนใหญ่ในบ้านเรา มักเกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่เคารพกฎ กติกา และมารยาทในการขับขี่ อาทิ ดื่มแล้วขับ ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ ไม่ให้สัญญาณไฟก่อนเลี้ยวหรือเปลี่ยนช่องจราจร ขับรถย้อนศรขับรถเร็ว และการแซงในที่คับขันด้วยความประมาท เป็นต้น และทั้งๆ ที่ยังรู้กันดีอีกด้วยว่า คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนมากกว่าเจ็บป่วยตายด้วยโรคใดโรคหนึ่งมาเป็นเวลาช้านานแล้ว แต่ผู้ขับขี่ก็หาได้ตระหนักในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงที่ตั้งอยู่บนความประมาทเสมอมา

ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมี ไฟอำนาจ ที่สามารถสั่งให้รถและยวดยานบนถนนเคลื่อนตัว ชะลอตัว และหยุดได้ หรือที่บ้านเราเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า ไฟสัญญาณจราจร นั่นเอง แต่คนทั่วไปมักจะเรียกกันสั้นๆ ว่าไฟจราจร(แม้ไม่เกี่ยวข้องกับไฟที่ป้ายตามด่านตำรวจจราจร แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันดีทุกคน) แต่สำหรับชาวบ้านมักเรียกกันสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ไฟแดง (แม้ชื่อนี้จะขาดสีเหลืองกับสีเขียวไปก็ตามที แต่ก็เป็น ที่เข้าใจกันได้โดยรูปลักษณ์)

อันที่จริงคำว่า “ไฟอำนาจ” นั้นบ่งบอกถึงหน้าที่ของไฟสัญญาณจราจรได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด แต่ในบ้านเราไม่เรียก ไฟสัญญาณจราจร ว่า ไฟอำนาจ เหมือนอย่างเพื่อนบ้านนั้น อาจสันนิษฐานได้ว่า ผู้บัญญัติศัพท์คงคาดการณ์ล่วงหน้า(กว่าร้อยปี) ไว้แล้วว่า ไฟสัญญาณจราจรในบ้านเราคงไม่มีอำนาจอย่างบ้านอื่นเมืองอื่นเขา ซึ่งปัจจุบันก็เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า มันไม่มีอำนาจจริงๆ เพราะแทบไม่มีรถยนต์หรือจักรยานยนต์คันไหนชะลอตัวเมื่อเห็นสัญญาณไฟเหลือง ส่วนใหญ่ก็จะเหยียบ(บิด) คันเร่งเพื่อไปให้พ้นๆ แยกนั้น แม้แต่สัญญาณไฟแดงก็แทบไม่มีรถคันไหนยอมหยุดกันโดยง่าย หากถนนด้านที่ได้สัญญาณไฟเขียวแล้วนั้นยังว่างอยู่และไม่มีเจ้าหน้าที่มายืนให้เห็นกันจะจะ

และแม้บางครั้งจะมีเจ้าหน้าที่จราจรยืนปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแยกต่างๆ ที่มีไฟสัญญาณจราจร แต่ก็ยังมีคนฝ่าสัญญาณไฟแดงต่อหน้าเจ้าหน้าที่เป็นประจำ และถึงแม้สัญญาณไฟเขียวจะสว่างขึ้นแล้วอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่าจะสามารถออกรถไปได้ในทันทีส่วนใหญ่จะต้องรอให้แน่ใจก่อนว่ารถบนถนนด้านที่สัญญาณไฟแดงสว่างแล้วนั้นไม่มีรถคันไหนแล่นตามมาอีก

พฤติกรรมของผู้ขับขี่ดังกล่าวข้างต้นคงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าคนส่วนใหญ่ของสังคมต่างยึดมั่นต่อระเบียบวินัยและเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น โดยต่างคนต่างช่วยกันรักษากฎ กติกา และมารยาทในการขับขี่อย่างเคร่งครัด อีกทั้งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายจราจรไม่ปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นความเคยชิน แต่ปัจจุบัน สถานการณ์เช่นนี้น่าจะเกินเลยความเคยชินไปแล้ว หรืออาจจะเรียกว่าเป็นประเพณีในการขับขี่ผ่านแยกถนนที่มีสัญญาณไฟจราจรไปแล้วก็เป็นได้

นั่นคือ ผู้ขับขี่ที่อยู่ด้านสัญญาณไฟเขียวจะต้องรอให้รถด้านที่เคยได้สัญญาณไฟเขียว (แต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นไฟเหลืองจนกลายเป็นไฟแดงไปตั้งหลายวินาทีแล้ว)ผ่านไปจนหมดก่อน (จำยอมเสียสิทธิ์โดยสงบ) เนื่องจากรถที่ได้สัญญาณไฟเหลืองจะไม่กล้าหยุดรถถ้าหากมีรถแล่นจี้ตามมาข้างหลังเพราะกลัวถูกชนท้ายและจะยิ่งไม่กล้าหยุดรถแม้ว่าสัญญาณไฟแดงจะสว่างขึ้นแล้วก็ตาม ถ้าเหลือบไปเห็นรถที่ตามข้างหลังแล่นไล่จี้มาด้วยความเร็วสูง แม้ไม่อยากฝ่าไฟแดงก็ต้องจำใจฝ่าไป โดยมากมักยอมเสี่ยงโดนใบสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เพราะยังไงก็ยังดีกว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง(ยอมเสียน้อยก็ดีกว่าเสียมาก)

การฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร นี่เองที่มักเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุรุนแรงที่เกิดตามทางแยกต่างๆ ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินในแต่ละปีเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะตามทางแยกบนถนนรอบตัวเมืองที่รถแล่นด้วยความเร็วสูง แต่มักจะเป็นปัญหาที่ทำให้การจราจรติดขัดตามแยกในตัวเมืองใหญ่ที่มีรถหนาแน่น กล่าวคือ หากรถที่ฝ่าไฟแดงไม่สามารถผ่านแยกนั้นไปได้ เนื่องจากมีอุบัติเหตุหรือมีรถขวางรถติดอยู่ข้างหน้า ทำให้ต้องหยุดรถคาอยู่กลางทางแยก รถที่อยู่ด้านสัญญาณไฟเขียวก็จะผ่านไปไม่ได้ด้วย เช่นกัน แม้จำนวนรถบนถนนเส้นนั้นจะมีไม่มาก แต่จำนวนรถก็จะค่อยๆ สะสมมากขึ้นๆ และในที่สุดการจราจรบนถนนเส้นนั้นก็จะติดขัดตามไปด้วย

ยิ่งถ้าสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีรถคันใดยอมเสียสละจอดรอสัญญาณไฟเขียวรอบใหม่ การจราจรแยกนั้นก็จะติดหนักอย่างแสนสาหัสโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง การเบียดการแย่งชิงจังหวะกันจนโกลาหลก็จะมีให้เห็นอย่างที่ไม่ควรจะได้เห็น เพราะโดยมากมักไม่ค่อยมีใครยอมใคร (ด้วยความไร้น้ำใจและเห็นแก่ตัวของคนสมัยนี้) ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุจากการกระทบกระทั่งกันทั้งระหว่างรถและระหว่างคนก็ตามมาอย่างที่ไม่ควรเกิด

การฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรจัดเป็นความผิดร้ายแรงในหลายๆ ประเทศ เช่น ประเทศในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น แม้แต่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงบ้านเราอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ก็ยังเข้มงวดในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ในหลายๆ ประเทศแค่การหยุดรถเกินเส้นที่ตีกำหนดเขตไว้ให้คนข้ามหรือทางม้าลายบนถนน หรือหยุดรถไม่สนิท(ออกรถก่อนล้อรถจะหยุดหมุนอย่างสมบูรณ์) ก็โดนโทษหนักแล้ว

แต่ในบ้านเรานอกจากไม่มีใครยอมหยุดรถง่ายๆ ตรงป้ายให้คนข้ามถนนหรือทางม้าลายแล้ว แม้หลายที่หลายแห่งจะมีไฟสัญญาณจราจรประกอบป้ายและทางม้าลายให้เห็นๆ กันจะจะ และบางที่บางแห่งยังมีจ่าเฉยยืนกำกับอยู่ด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีรถวิ่งตัดหน้าตัดหลังคนข้ามถนนให้ได้หวาดเสียวกันเสมอๆ เว้นแต่จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตัวจริง ซึ่งอาจเป็นหมวดหรือจ่า(ไม่เฉย)มาคอยยืนเป่านกหวีดช่วยอำนวยความสะดวก ความเป็นระบบระเบียบจึงจะปรากฏขึ้นมาให้เห็นได้บ้าง

ถึงตรงนี้จึงเห็นได้ว่า การขาดวินัยจราจรของผู้ขับขี่ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวและความเห็นแก่ได้เล็กๆ น้อยๆ (ไม่เคารพสิทธิ์ของผู้อื่น) โดยไม่ยอมแตะเบรกเพื่อชะลอรถเมื่อเห็นสัญญาณไฟเหลือง และไม่ยอมหยุดรถเมื่อได้สัญญาณไฟแดงประกอบกับการไม่เข้มงวดกวดขันอย่างจริงจังและเสมอต้นเสมอปลายของผู้บังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้ (ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรนั่นเอง) คือสองสาเหตุสำคัญที่ทำให้การฝ่าสัญญาณไฟเหลืองไฟแดงกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว และกำลังจะกลายเป็นประเพณีไปโดยปริยาย ไฟสัญญาณจราจรในบ้านเราจึงเป็นแค่เพียง ไฟไร้อำนาจ (หากไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรคอยช่วยกำกับ อย่างเข้มงวด) และนี่คือสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของปัญหาจราจรติดขัดในบ้านเรา

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่จะต้องเข้มงวดกวดขันในเรื่องนี้อย่างจริงจังและเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งนี้เพื่อให้ไฟสัญญาณจราจรทุกแยกของถนนในบ้านเรากลายเป็นไฟที่มีอำนาจเต็มตามหน้าที่ของมันอย่างแท้จริง เพราะมันจะช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดได้มากเป็นอย่างยิ่ง และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เช่นนี้ ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้รถใช้ถนนมากกว่าการไปตั้งด่านคอยดักจับปรับเรื่องไม่ใส่หมวกกันน็อกเป็นไหนๆ



 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้