มันเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะมารบราฆ่าฟันกัน
นำเข้าเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2555 โดย pop
อ่าน [46708]  

มันเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะมารบราฆ่าฟันกัน .....

มันเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะมารบราฆ่าฟันกัน

ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน

ทุกอย่างมันต้องมีเวลาสิ้นสุด...ยุติ

"ความขัดแย้งทางการเมือง" ดูเหมือนจะกลับขึ้นมา "วิกฤต" อีกครั้ง

หลัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. .... "

ล่าสุด "พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)" ประกาศจับมือร่วมชุมนุมกับ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)" ขัดขวาง "พท." ในการผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง" ทั้งในและนอกสภา

เกิดการชุมนุมประท้วง ไปจนถึงการปะทะกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

และนอกจาก "พ.ร.บ.ปรองดอง" จะเป็นปมปัญหา "จุดยืนที่ไม่ตรงกัน" ระหว่าง "ปชป.-พธม." กับ "พท." แล้ว ในส่วนของ "พท." และ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ซึ่งถือว่าเป็นผู้สนับสนุนกันในทางการเมือง ก็ยังมี "ความคิดเห็น" ขัดกันเองอยู่ไม่น้อย

โดยเฉพาะประเด็นปัญหาขอบเขต ของ "การนิรโทษกรรม"

จนกลายเป็นว่า "คนเสื้อแดง" บางส่วนไม่พอใจ และแตกตัวออกไป ตาม "จุดยืน" ของตัวเอง

วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หัวขบวนใหญ่คนเสื้อแดง เปิดใจคุยกับ "มติชน" ถึงจุดยืน ทิศทาง ของแกนนำคนเสื้อแดง ที่มีต่อ "ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง"

และวิถีของ "คนเสื้อแดง" ในขณะที่ "วิกฤต" กำลังเพิ่มอุณภูมิสูงขึ้น ...

- มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสภา และกระแสต่อต้าน พ.ร.บ.ปรองดอง นอกสภา อย่างไร

ผมยังไม่วิตกกังวลอะไรนะ สิ่งที่เกิดขึ้นดูๆ แล้วมันก็ยุ่งๆ วุ่นๆ วายๆ แต่ผมยังไม่เห็นว่ามันกระทบต่อระบบส่วนใหญ่ คือสมาชิกที่เอะอะอยู่ในสภา

มีกี่คนก็นับตัวได้ ในสภามีตั้ง 500 คน จะมีสัก 10 -20 คน ทำอะไรแปลกๆ บ้าง ก็เป็นเรื่องที่พอรับได้ ในต่างประเทศมันยิ่งแย่กว่านี้

แม้จะเอานอกสภามาสมทบ ก็ไม่เป็นไรอีก คือขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย คือ มาชุมนุม มาตั้งเวที แสดงความคิดเห็นส่งเสียงโหวกเหวกยังเป็นเรื่องที่รับฟังได้ไม่มีปัญหา ซึ่งถ้ารัฐบาลยังวางตัวอยู่อย่างนี้ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา

- ปชป.ประกาศจะร่วมกับกลุ่ม พธม.อีกครั้ง จะเป็นสัญญาณอะไรหรือไม่

ก็ดี! ที่เขาพูดออกมาแบบนั้นและก็ทำแบบนั้น เราจะได้เห็นว่าพลังเขามีเท่าไร เวลานี้ก็เริ่มได้เห็นบ้างแล้ว..ก็ดี

- อาจจะเป็นสัญญาณของวิกฤตรอบใหม่

ไม่เกิดหรอกครับ ... ไม่เกิดหรอก ที่มันไม่เกิด ก็เพราะคนส่วนใหญ่เขาสนับสนุน ไม่เชื่อก็ลองดูโพลที่แต่ละสถาบันทำมาก็จะพบว่า คนส่วนใหญ่ต้องการปรองดองต้องการความสงบทั้งนั้น และนี่แหละคือเสียงส่วนใหญ่ เพียงแต่ตอนนี้อาจจะมีการใช้อารมณ์กันมากหน่อย

- เรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง คนเสื้อแดงกับ พท.ก็ดูเหมือนจะไม่ตรงกันเสียทีเดียว

เรื่องปรองดองเนี่ย แน่นอนแต่ละคนแต่ละฝ่ายมีจุดยืนแตกต่างกัน ไม่มีทางเลยที่จะทำให้คู่ขัดแย้งมีจุดยืนเรื่องการปรองดองที่ตรงกัน ในส่วนของคู่ขัดแย้งก็ควรไปตั้งโต๊ะเจรจากัน ในที่นี้ก็คือเมื่อกฎหมายเข้าสู่กระบวนการของสภาก็ไปพูดจากันในสภา ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) แล้วพูดคุยกันเสีย ผมว่าที่นั่นแหละ (สภา) เป็นที่สำหรับสร้างความปรองดอง แม้จะเห็นไม่ตรงกันก็ไปเถียงกันในสภา เห็นว่าอย่างไรก็ไปยำกันอยู่ในนั้น แล้วเสียงข้างมากว่าอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น

ในส่วนของคนเสื้อแดงที่อาจจะมีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง มันก็เป็นไปตามประสบการณ์และความรู้สึกว่าคนเสื้อแดงรู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อประสบการณ์ที่พวกเสื้อแดงประสบมาก็แสดงจุดยืนออกไป แล้วก็ไปต่อสู้กันในสภา ส่วนพวกในพรรคที่เขาไม่ได้ร่วมต่อสู้ เขาก็มีจุดยืนแตกต่างกันไป แต่เราต้องซื่อตรงต่อความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคน แต่ละฝ่ายและทุกฝ่ายก็ควรจะฟังว่าเสียงข้างมาก

- สุดท้ายแล้วหาก พ.ร.บ. ปรองดอง ออกมาให้นิรโทษกรรมทั้งหมด ก็ยอมรับได้

รับไม่ได้มันก็ต้องรับเพราะต้องรับกฎเกณฑ์และกติกา ส่วนที่บอกว่าตัวเองรับไม่ได้จะไปดำเนินการต่อไปก็ไม่มีใครว่า ในขั้นเขียนกฎหมายมันก็ต้องว่ากันไปตามเสียงข้างมากก่อนเพราะกฎหมายต้องออกมา สมมุติว่าไม่เป็นที่พอใจก็ต้องหาลู่ทางต่อไป เช่นจะไปฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือจะไปทำอะไรก็สุดแล้วแต่ แต่ขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย ถ้าตอนนี้มันทำอะไรไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รอไปทำในอนาคตข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมันมีอยู่เรื่อยๆ

- ญาติและผู้เสียหายจากเหตุการณ์อาจจะไม่คิดอย่างนั้น

ก็มีบางคนที่เขาก็ไม่ต้องการตรงนี้ แต่เรื่องนี้ผมเตือนทุกที่และเตือนมาตลอดนะ โดยผมจะถามว่าคุณต้องการสงครามไหม ถ้าคุณไม่ปรองดองไม่เป็นไร คุณไปเอาปืนมา ทำสงครามกลางเมืองกัน เขาก็จะฉุกใจได้คิดว่าเออ...จริง !

"คือมันเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะมารบราฆ่าฟันกันไม่รู้จักหยุดจักหย่อน ทุกอย่างมันต้องมีเวลาสิ้นสุด...ยุติ ผมก็รู้ว่าบางทีเขาก็พูดกันด้วยอารมณ์ พอเราตั้งคำถามไปแบบนี้ เขาก็จนโดยข้อเท็จจริงว่าไม่ได้...มันต้องปรองดอง และในการปรองดองนั้นมันจะมีใครได้ประโยชน์ สมประโยชน์ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย...ไม่มีทาง"

- ท้ายที่สุดคือเป็นไปตามกฎหมายกำหนด

ถูกต้อง...กฎหมายออกมาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น แต่จะดิ้นรนอย่างไรในอนาคตผมไม่ตัดสิทธินะ ยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญ 2550 เรารณรงค์กันว่าไม่รับ ฝ่ายโน้นเขาก็รณรงค์ให้รับ แต่เราบอกตั้งแต่แรกเลยว่า ถ้าหากเสียงข้างมากบอกว่ารับ เราก็รับ แต่เราสงวนสิทธิที่จะบอกว่า เมื่อเรามีกำลังมากพอจะขอแก้ไข ขอยกเลิก ก็อดทนใช้มาจนถึงวันนี้ ถึงเวลาที่จะแก้ไข ที่จะยกเลิกเพื่อหารัฐธรรมนูญใหม่ นี่ไงเวลาที่เราทนมาได้ 5-6 ปี มันไม่ได้หมายความว่าพวกเรายอมสยบ แต่กติกามันก็ต้องเป็นกติกา เสียงข้างมากจะเอาก็ต้องเอา

- คนเสื้อแดงที่มีอยู่หลากหลายกลุ่มจะเข้าใจได้ทั้งหมดหรือ

ผมมีความมั่นใจและผมจะขอแรงพวก 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่เพิ่งพ้นโทษออกมา ที่มีประชาชนศรัทธาให้ช่วยกันออกไปพูดจา ชี้แจง ช่วยกันอธิบาย ผมก็ยังเชื่อว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่รักสันติ และเคารพกฎเกณฑ์กติกา

"เราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่าการปรองดอง มันมีหลายขั้นตอน ทั้งการปรองดองโดยกฎหมาย และปรองดองโดยไม่ใช่กฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นไปตามขั้นตอนธรรมชาติ อย่าไปคิดว่าถ้าออกกฎหมายมาแล้วจะทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป...มันไม่ใช่ หากจะทำอะไรต่อไปอีกก็ทำได้ ไม่ใช่กฎหมายปรองดองออกมาแล้ว ทุกคนห้ามเคลื่อนไหว เรามีความประสงค์จะทำอย่างไรก็ทำได้ ตรงนี้อาจจะเป็นเพียงขั้นกลางของการปรองดอง เพราะข้างหน้ามันยังมีอีกมาก"

- คำว่า"ข้างหน้า"หมายถึงอะไร

การปรองดองมันจะไปจบสิ้นสุด ในทางนิตินัยเลยคือเราต้องได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน นี่ยังเป็นงานหนักที่อยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้ามาทะเลาะกันเสียแต่ตรงนี้ แล้วข้างหน้ารัฐธรรมนูญ เราจะทำกันอย่างไร เพราะเสื้อแดงเรามาเพื่อสร้างประชาธิปไตย วันนี้มันได้มาแค่ครึ่งทางเท่านั้น เราเดินมาได้จนถึงมีการยุบสภา ให้มีการเลือกตั้งแล้วประชาชนก็เลือกเข้ามา แต่กลไกของเผด็จการที่เรียกว่าผลพวงของการรัฐประหารยังอยู่ครบ เราต้องไปต่อสู้เพื่อที่จะล้างกลไกเหล่านั้นออกให้หมด นอกจากรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกอย่างองค์กรอิสระ กฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระต่างๆ ก็ต้องไปชำระกัน

"ตอนนี้ก็มีอารมณ์ความรู้สึกกันบ้าง ก็โอเค คงต้องใช้เวลาเพื่อให้เยือกเย็นลง แต่เราก็จะไปทำความเข้าใจกันบ้าง เพราะระยะหลังคนเสื้อแดงเกิดขึ้นเองเยอะมากโดยไม่ต้องอาศัยแกนนำ ขยายออกไปโดยไม่ต้องอาศัยแกนนำ เราก็เกรงว่าจะ

สะเปะสะปะ ก็จำเป็นที่จะต้องไปเดินสายไปขอตั้งโต๊ะชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อให้เป็นเอกภาพ คือพลังเสื้อแดงเป็นพลังก้อนใหญ่และเป็นพลังบริสุทธิ์ เราก็ไม่อยากให้สูญสลายไป และอยากให้พลังนี้ออกมาอย่างสร้างสรรค์ คือการสร้างประชาธิปไตย ผมจะเสนอกับแกนนำว่าจะกลับไปทบทวนหลักสูตร ขอเปิดโรงเรียน นปช. แบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เสริมวิทยากรเข้าไป เราการเมืองก็ต้องไปพูดกันว่าใครอยู่ในแนวทาง ใครอยู่นอกแนวทาง ผมเชื่อว่า 3-6 เดือน คนเสื้อแดงจะกลับมาแน่นเป๊ะ เหมือนเดิม"

- จะง่ายอย่างนั้นหรือเพราะล่าสุดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ออกมาพูดเรื่องเรือถึงฝั่งและการเดินทางต่อเอง ก็ทำให้คนเสื้อแดงไม่เห็นด้วยอยู่ไม่น้อย

ตอนนี้เราขัดกันด้วยเรื่องปลีกย่อย ไม่ใช่เรื่องของทิศทางหลัก อุดมการณ์เรายังอยู่เหมือนเดิม คือต้องมุ่งไปสู่ประชาธิปไตย แต่แน่นอนแหละว่า ถ้าใครกระโดดออกนอกแนวทางประชาธิปไตย ก็ต้องจากกันไปตลอดกาล

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้