สำรวจภัย‘แผ่นดินไหว-สึนามิ’รู้ไว้เพื่อระวัง...
นำเข้าเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2555 โดย pop
อ่าน [46843]  

สำรวจภัย‘แผ่นดินไหว-สึนามิ’รู้ไว้เพื่อระวัง........

  • 1 +1 +2 facebook-icon twitter-icon showgallery

สำรวจภัย‘แผ่นดินไหว-สึนามิ’รู้ไว้เพื่อระวัง...แต่ไม่ต้องหวาดกลัว

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

 

26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ฝันร้ายที่ใครหลายๆ คน คงไม่มีวันลืม โดยเฉพาะผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ ที่บริเวณตะวันตกของหัวเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ตามมาด้วยคลื่นยักษ์สึนามิที่กวาดเอาชีวิตคนกว่า 5 พันคน ไปในพริบตา

ผ่านไปหลายปี วันนี้ผู้คนกำลังแตกตื่นกับสารพัดคำทำนาย ทั้งเขื่อนแตก เกาะภูเก็ตจม และวันสิ้นโลกตามปฏิทินชาวมายาที่สิ้นสุดในปี ค.ศ.2012 จากปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น แม้ว่าพื้นที่ประเทศไทยจะไม่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติร้ายแรงบ่อยครั้งเลยก็ตาม ดังนั้นวันนี้สกู๊ปหน้า 5 จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับแผ่นดินไหว สึนามิ เพื่อให้เรารู้ทันแต่ไม่ต้องตระหนกจนเกินไปผ่านนักวิชาการที่ทำงานด้านแผ่นดินไหวมาหลายสิบปี

แผ่นดินไหวและความรุนแรง

เป็นที่ทราบกันดีว่าแผ่นดินไหวนั้นเกิดจากพลังงานความร้อนมหาศาลที่อยู่ใต้พื้นดินระเบิดออกมาทำให้แผ่นดินมีการขยับตัว โดยถ้าแผ่นดินขยับตัวในแนวราบ ไม่มีการมุดหรือเกยกันจะเรียกว่าแผ่นดินไหวแนวนอน ซึ่งไม่เป็นอันตรายมากนัก แต่หากการปลดปล่อยพลังงานทำให้แผ่นเปลือกโลกมีการมุดเกยเข้าหากันโดยด้านหนึ่งยุบอีกด้านหนึ่งยกเรียกว่าแผ่นดินไหวแนวตั้งซึ่งจะมีความรุนแรงมากกว่า และหากสั่นไหวตั้งแต่ 7 ริกเตอร์ขึ้นไปจะสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ชีวิตและทรัพย์สิน และถ้าเกิดในทะเล ก็มีโอกาสเกิดคลื่นสูงไปจนถึงคลื่นยักษ์สึนามิได้อีกด้วย

“อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยนี่โชคดีมากนะครับ เราไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยๆ”

เป็นเสียงจาก ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวประจำสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) อธิบายให้เราเข้าใจง่ายๆ ว่าปกติในวงการผู้สนใจเรื่องแผ่นดินไหวจะแบ่งรอยเลื่อนที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวไว้ 3 ระดับคือ รอยเลื่อนเกรดเอจะใช้เวลาสะสมพลังและปลดปล่อยคาบหนึ่งๆ ทุกๆ หลักสิบปี ส่วนใหญ่รอยเลื่อนแบบนี้จะอยู่ในแนวเปลือกโลกที่เรียกว่าวงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) พื้นที่ดังกล่าวจึงเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง รอยเลื่อนเกรดบี จะใช้เวลาสะสมพลังและปลดปล่อยคาบหนึ่งๆ ทุกๆ หลักร้อยปี และรอยเลื่อนเกรดซี จะใช้เวลาสะสมพลังและปลดปล่อยคาบหนึ่งๆ ทุกๆ หลักพันปี โดยในประเทศไทย รอยเลื่อนที่ตรวจพบจะเป็นรอยเลื่อนประเภทเกรดบีหรือซี ทำให้เราไม่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน

ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะวางใจ สำหรับพื้นที่ภาคเหนือและตะวันตกของไทยที่ติดกับประเทศพม่า หากพม่าเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ จังหวัดของไทยในพื้นที่ติดกันก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย ล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2554 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริกเตอร์ บริเวณชายแดนรอยต่อระหว่างพม่า ไทย และลาว แม้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะไม่ได้อยู่ในไทย แต่หลายจังหวัดทางภาคเหนือของไทยทั้งเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ฯลฯ รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะที่เชียงราย ยอดเจดีย์เก่าแก่อายุกว่าหกร้อยปีถึงกับหักลงมา ไม่เพียงแต่ภาคเหนือเท่านั้น แม้กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวดังกล่าว ตามอาคารสูงต่างๆ ก็รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้เช่นกัน ซึ่งพม่าก็เป็นประเทศหนึ่งที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง

พื้นที่ดินอ่อน แม้ห่างศูนย์กลางก็ยังเสี่ยง

ในประเทศไทย พื้นที่ กทม. และปริมณฑลถูกเรียกรวมๆ ว่า แอ่งกรุงเทพฯ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้มีจุดเสี่ยงคือพื้นดินที่อ่อน ทรุดตัวง่าย ดังนั้นหากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมากกว่า 7 ริกเตอร์ขึ้นไป แม้ศูนย์กลางจะห่างจากกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร โอกาสที่ชาว กทม. จะได้รับอันตรายก็มีไม่น้อย โดยก่อนหน้านี้ เมื่อปี พ.ศ.2528 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.1 ริกเตอร์ ที่ประเทศเม็กซิโก แม้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะห่างจากกรุงเม็กซิโกซิตี้เมืองหลวงถึง 350 กิโลเมตร แต่เพราะที่ตั้งของเมืองเป็นดินอ่อน และอาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว ผลก็คืออาคารเหล่านั้นถล่มราบเป็นหน้ากลอง และมีผู้เสียชีวิตมากกว่าหนึ่งหมื่นคน

อาคารต้านภัยแผ่นดินไหว

ดร.เป็นหนึ่งเล่าต่อว่า ปัจจุบันเรามีกฎกระทรวงเพื่อควบคุมอาคารในพื้นที่เสี่ยง โดยภาคเหนือ ภาคตะวันตกที่ติดกับพม่าและภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน รวมไปถึงพื้นที่ดินอ่อนอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยอาคารสูงตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไป (4 ชั้น) ต้องออกแบบโครงสร้างให้สามารถทนทานต่อแผ่นดินไหวได้ด้วย ทั้งนี้แม้จะได้รับความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะอาคารใหม่ๆ ที่สร้างหลังจากกฎกระทรวงประกาศบังคับใช้ แต่อาคารเล็กๆ โดยเฉพาะอาคารพาณิชย์และบ้านเรือนของประชาชนทั่วไปไม่ได้เข้าข่ายบังคับ จึงไม่ค่อยมีใครใส่ใจมากนักเท่าที่ควร

“กฎกระทรวงบังคับใช้กับอาคารสูง ก็มีแต่อาคารสูงจริงๆ ล่ะครับที่ทำ ส่วนอาคารพาณิชย์ พวกตึกแถวกับบ้านเรือนทั่วไปไม่ค่อยจะใส่ใจกันเท่าไร ตรงนี้ผู้อยู่อาศัยก็ต้องรับความเสี่ยงกันไป”

ดร.เป็นหนึ่งกล่าวด้วยความไม่สบายใจ โดยเฉพาะกับพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ใกล้รอยเลื่อนหลายแห่งในประเทศพม่าที่หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ไม่ว่าอาคารใหญ่หรือเล็กก็ย่อมได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน

บทบาทของศูนย์เตือนภัยฯ

ต่อข้อซักถาม หลังเกิดสึนามิใหญ่ปี 2547 ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติถือกำเนิดขึ้นหอเตือนภัยถูกติดตั้งตามชายฝั่งภาคใต้ แน่นอนว่าเมื่อเกิดความผิดปกติเช่นเกิดแผ่นดินไหวที่มีแนวโน้มรุนแรง หลายครั้งการเตือนให้อพยพแล้วไม่เกิดสึนามิขึ้นโดยล่าสุดคือวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555 ประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่พอใจ มองว่า ภาครัฐตื่นตูมจนอาจทำให้ภาคการท่องเที่ยวเสียหาย

“ที่ฮาวายเตือนภัยกันบ่อย และส่วนใหญ่ก็เตือนผิด คือมันไม่เกิด ซึ่งผมว่าดีแล้วที่มันไม่เกิด ที่บางคนบอกว่าเตือนผิดต้องรับผิดชอบเพราะทำให้การท่องเที่ยวเสียหาย ผมว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เตือนผิดหรือไม่ สำคัญอยู่ที่ว่าเตือนผิดเพราะอะไร ถ้าใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่แล้วผลออกมาไม่เกิดสึนามิผมก็ว่าไม่ควรจะไปโทษสำนักงานเตือนภัยฯ เพราะแผ่นดินไหวแรงขนาดนั้น มันอาจจะเกิดสึนามิหรือไม่ก็ได้ ในทางตรงข้ามถ้าไม่เตือนแล้วเกิดสึนามิจริงๆ มันจะเสียหายหนักมากกว่าการเตือนแล้วไม่เกิด”

ดร.เป็นหนึ่งให้ทรรศนะว่าการเตือนภัยธรรมชาติมีโอกาสผิดและถูกได้ทั้งสิ้น สำคัญว่าในการเตือนภัย ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต้องใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้เต็มที่ในการวิเคราะห์เพื่อจะได้ทำนายออกมาแม่นยำที่สุด เพื่อไม่ให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น

แผ่นดินไหวกับการทดลองระเบิดของมนุษย์?

อีกหนึ่งกระแสข่าวลือที่น่าสนใจ ในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อปี พ.ศ. 2547 มีการลือกันว่าชาติมหาอำนาจบางประเทศ หรือองค์กรก่อการร้ายบางกลุ่มทำการทดลองระเบิดปรมาณูใต้ทะเล ทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจนเกิดสึนามิขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ในปัจจุบันไม่สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้

“สบายใจได้ครับ ทุกวันนี้แรงสั่นสะเทือนใต้ดินของการทดลองนิวเคลียร์ เทียบไม่ได้เลยกับการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวจริงๆ ตามธรรมชาติ” ดร.เป็นหนึ่งกล่าวทิ้งท้าย

แผ่นดินไหว-สึนามิ แม้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยๆ ในไทย แต่ถ้าเกิดแล้วก็มักจะส่งผลกระทบมหาศาล จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะละเลยอีกต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ภัยธรรมชาติไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดได้ มนุษย์จึงควรอยู่อย่างไม่ประมาท โดยหาทางป้องกันเพื่อลดความเสียหายลงให้มากที่สุด

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้