“การใช้ผลการสอบโอเน็ต(O-NET)
นำเข้าเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2555 โดย pop
อ่าน [50355]  

“การใช้ผลการสอบโอเน็ต(O-NET) .....

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลส กทม.  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดเสวนา เรื่อง “การใช้ผลการสอบโอเน็ต(O-NET) เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของการจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน”  โดย นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  กล่าวว่า สพฐ.ได้เสนอแนวทางการใช้คะแนนโอเน็ตมาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินการจบช่วงชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 ไว้ 2 ตัวอย่าง 

                โดยแนวทางแรก  เป็นการใช้ในลักษณะของคะแนนขั้นต่ำ ที่นักเรียนต้องทำให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้
จบช่วงชั้น  ดังนั้น ตามแนวทางนี้นักเรียนจะต้องผ่านการประเมินรายวิชาของสถานศึกษา  ขณะเดียวกันก็ต้องได้คะแนนโอเน็ต
ตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดทั้งคู่ จึงจะได้รับการประเมินให้จบช่วงชั้น  ซึ่งสพฐ.เสนอให้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของคะแนนโอเน็ต
ขั้นต่ำ อยู่ที่ 20.01 คะแนน   ส่วนแนวทางที่ 2 เป็นการนำคะแนนโอเน็ตมาถ่วงน้ำหนักคะแนนเฉลี่ยสะสม หรือ GPA  ซึ่ง สพฐ.
เสนอให้ใช้สัดส่วนคะแนน GPA ต่อโอเน็ตที่ 80:20   อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ตัวอย่างนี้ ยังไม่ใช่ข้อสรุป โดย สพฐ.จะรับฟังความ
เห็นจากฝ่ายต่าง ๆก่อน 
      ด้านนายสมหวัง  พิธิยานุวัฒน์  ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)  กล่าวว่า การนำคะแนนโอเน็ต ซึ่งเป็นการทดสอบระดับชาติมาใช้ประกอบการพิจารณาจบช่วงชั้นนั้น  เป็นสิ่งที่จำเป็นและก็ไม่ใช่เรื่องใหม่  ในอดีตเมื่อปี 2478-2520  รวม 42  ปี  เคยมีข้อกำหนดให้นักเรียนที่กำลังจะจบ ม.8 ต้องมาเข้าสอบการทดสอบระดับชาติและได้คะแนนเกิน 50 ขึ้นไป จึงจะจบ ม.8   
     ทั้งนี้ เพื่อประกันว่าผู้เรียนที่จบการศึกษานั้น มีความรู้อย่างแท้จริง  แต่ในการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2517 ได้หันไปยึดแนวทางการจัดการศึกษาตามแบบสหรัฐอเมริกา  และได้ยุติการทดสอบดังกล่าวลงเมื่อปี 2521 เพราะเห็นว่า เป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำของสถานศึกษาชนบท  อีกทั้ง ในยุคนั้นเน้นหลักการกระจายอำนาจทุกด้านไปให้สถานศึกษา รวมด้านประเมินและวัดผลด้วย  เด็กจะจบไม่จบให้อำนาจพิจารณาอยู่ที่สถานศึกษา ไม่ต้องใช้ข้อสอบกลางไปตัดสิน 
       นอกจากนี้  ยังมองว่า การทดสอบระดับชาติทำให้เกิดปัญหาเด็กตกซ้ำชั้นกันมาก อย่างรุ่นของตนมีคนสอบผ่านแค่ 18% ที่เหลืออีก 82 % ต้องรออีก 1 ปีเพื่อมาสอบใหม่  จึงต้องการเปลี่ยนมาใช้ระบบของอเมริกา ที่เรียนเป็นหน่วย ๆถ้าเด็กเรียนไม่ผ่านในหน่วยใดก็ให้ครูซ่อมเสริมทันทีไปในระหว่างภาคเรียน ไม่ต้องให้เด็กตกซ้ำชั้น  ตรงนี้ เป็นจุดกำเนิดของระบบเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติที่ใช้มาถึงปัจจุบัน  แต่ที่ต่างจากอเมริกา คือเราให้เด็กเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติเหมือนเขาจริง แต่ไม่ได้เน้นซ่อมเสริมให้เด็ก  
       “34 ปีที่เราไม่มีการทดสอบกลางก่อนจบการศึกษา นั้น ช่องว่างระหว่างสถานศึกษาในชนบทกลับยิ่งเพิ่มขึ้น จำนวนเด็กออกกลางคันก็ไม่ได้ลดลง  นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องมาตรฐานระบบวัดผลของสถานศึกษา ซึ่งมาแทนการทดสอบระดับชาติที่ยกเลิกไป  เพราะฉะนั้น ควรมีการถ่วงดุลการประเมินผลของโรงเรียน ในส่วนของเด็กเอง เมื่อใช้คะแนนการประเมินระดับชาติมาพิจารณาการจบช่วงชั้น ก็จะทำให้เด็กมุ่งมั่น  ไม่ใช่คิดว่า เรียนอย่างไรก็ได้เพราะถึงยังไงก็จบ” นายสมหวัง กล่าว 
       นายสมหวัง ยังได้ยกตัวอย่างของประเทศอินโดนีเซีย ว่า การประเมินจบระดับประถมศึกษานั้น จะใช้คะแนน 2 ส่วน ในสัดส่วน 50:50 คือ คะแนนประเมินผลระดับชาติและคะแนนประเมินผลของโรงเรียน  หลังจากใช้ระบบนี้ไม่นาน ปรากฏว่า คะแนนการประเมิน PISA เพิ่มกว่า 100 คะแนน  ทั้งนี้  ที่ สพฐ.เสนอตัวอย่างมา 2 แนวทางนั้น ตนเห็นด้วยกับแนวทางที่ 2 มากกว่า 
     ด้านนายสัมพันธ์  พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ.กล่าวว่า  ในต่างประเทศ เช่น  เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ค อิตาลีนั้น นักเรียนจะต้องผ่านการทดสอบระดับชาติก่อนจบ และสำหรับในกรณีของประเทศไทยนั้น  การนำโอเน็ตมาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินจบช่วงชั้น จะทำให้โรงเรียนและครูเกิดความรับผิดรับชอบ และสนใจพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีขึ้น  ซึ่งในแนวทางที่ สทศ. คิดไว้ อยากให้เริ่มใช้คะแนนโอเน็ตร่วมกับคะแนนประเมินของร.ร.ในปี 55 ในสัดส่วน 80:20  และเพิ่มเป็น 50:50 ในปี 58  
      อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวอย่างที่ สพฐ.เสนอมานั้น อยากให้ใช้แนวทางที่ 2 ก่อนในระยะเริ่มต้น เพราะแนวทางแรกนั้น มาตรฐานสูงมาก กลัวว่า สถานศึกษาจะปรับตัวตั้งรับไม่ทัน
                นายดิเรก พรสีมา  ประธานคณะกรรมการคุรุสภา  กล่าวว่า ข้อสอบโอเน็ตวัดคุณภาพผู้เรียนได้เฉพาะด้านความเก่ง แต่
ความดี ความสุขของผู้เรียนนั้น ข้อสอบวัดได้แค่ระดับหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ถึงเวลาต้องนำคะแนนโอเน็ตมาใช้ในการ
ประเมินจบแล้ว เพราะถ้าเรากระจายอำนาจให้โรงเรียนไปอย่างเดียวแต่ไม่มีระบบรับผิดรับชอบกำกับไว้ จาก ประสบการณ์ของ
หลายประเทศ  พบว่า ทำให้การจัดการศึกษามีคุณภาพต่ำลง  แต่ปัญหา คือ จะนำมาใช้อย่างไร   
        “ อย่างฮ่องกง หรือสิงคโปร์นั้น ในวิชาทักษะ เช่น  คณิตศาสตร์ ภาษา จะใช้คะแนนทดสอบระดับชาติประมาณ  60-70%  ส่วนวิชาทางด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา ใช้ไม่เกิน 20 %   เพราะวิชากลุ่มนี้ ไม่สามารถประเมินผู้เรียนที่แท้จริงได้จากข้อสอบ  
ที่สำคัญ  ถ้าเราพูดว่า จะใช้โอเน็ตเป็นเครื่องมือในการเพิ่มคุณภาพการจัดการศึกษา แต่จริงๆ แล้ว   คุณภาพไม่ได้อยู่ ๆเกิดขึ้นแต่
ต้องมีคนทำให้เกิด คือ ครู ผู้บริหาร ร.ร.   เพราะฉะนั้น ผลสอบโอเน็ตต้องมีผลต่อครู ผอ.ร.ร. และ ผอ.เขต ด้วย  ถ้าไม่มีผลอะไร 
หรือมีผลแต่น้อยนิดต่อการประเมินความดีความชอบวิทยฐานะ  จะไม่เป็นตัวกระตุ้นให้ครู  ร.ร.สนใจเอาโอเน็ตมาพัฒนาผู้เรียน
ให้ดีขึ้น”  นายดิเรก กล่าว
        ส่วนนายอุดมลักษณ์ กูลศรีโรจน์  ตัวแทนครูผู้สอน จากร.ร.สาธิตแห่งม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า คงจำเป็นต้องใช้คะแนนโอเน็ตเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินจบการศึกษา แต่ควรจะใช้แค่ 5 กลุ่มสาระ โดยส่วนตัวไม่เคยด้วยกับสอบโอเน็ตทั้ง 8 กลุ่ม เพราะอีก 3 กลุ่มที่เหลือนั้น ยากจะวัดความสามารถแท้จริงของเด็กด้วยการทำข้อสอบปรนัย  ต้องวัดจากการปฏิบัติของนร.ที่ 
ร.ร.  เพราะฉะนั้น เมื่อนำมาใช้จริงอาจมีแรงต้านจาก ร.ร. และผู้ปกรอง  โดยเฉพาะถ้าใช้สัดส่วนสูงถึง  50:50  โรงเรียนจำนวน
หนึ่งอาจไม่เห็นด้วย เพราะโอเน็ตวัดความรู้อย่างเดียว แต่ระบบประเมินผลของ ร.ร.ในปัจจุบัน ไม่ได้ประเมินผลจากข้อสอบ
ปลายภาคและกลางภาคอย่างเดียว แต่มีการประเมินผลจากผลงานและกิจกรรมต่าง ๆด้วย  
       ขณะที่ ตัวแทนครูจากร.ร.ดังติด Top 10  อีกราย กล่าวว่า  ไม่เห็นด้วย เพราะข้อสอบโอเน็ตเองยังเป็นที่ถกเถียงถึงมาตรฐานข้อสอบ  มีการออกข้อสอบเกินหลักสูตร หรือตรงตามตำราเรียนหรือไม่  จึงยังไม่ควรเอาข้อสอบดังกล่าวมาตัดสินเด็ก ขณะที่ตัวเด็กเอง ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสอบโอเน็ต เพราะส่วนใหญ่จะสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยแทน แต่การเข้าสอบโอเน็ตก็เพื่อรักษาหน้าให้โรงเรียนเท่านั้น
       นอกจากนั้น  ระบบประเมินผลของร.ร.พัฒนาไปไกลแล้ว ใช้คะแนนจากการสอบแค่ ร้อยละ 40 ที่เหลือเป็นการประเมินจากอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์  แต่กลับมาให้ใช้คะแนนโอเน็ต ซึ่งเป็นข้อสอบวิชาการเป็นตัวตัดสินใจเด็กอีก  อย่างนี้ไม่สอดคล้องกับที่เราตั้งเป้าพัฒนาให้เด็กเก่งและดี มีคุณธรรม จริยธรรม  ซึ่งในเรื่องหลังนั้น ยากที่จะวัดได้จากข้อสอบวิชาการ ฉะนั้น  ถ้าอยากจะตรวจสอบมาตรฐานการจัดการศึกษาของโรงเรียนจริง น่าจะใช้วิธีอื่นมากกว่า  การกระทำอย่างนี้  เหมือนกับการบีบเด็ก บีบครู และบีบ ร.ร. มากกว่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างแท้จริง 
                นายสุรพล ธรรมร่มดี ตัวแทนผู้ปกครองร.ร.รุ่งอรุณ  กล่าวว่า  ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ถ้าต้องการให้ใช้โอเน็ตมาพัฒนา
คุณภาพการศึกษา ทำไมไม่ย้อนไปพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน  ทำไมกลับมาลงที่เด็กอีก  แทนที่จะมาจับเด็กสอบ น่าจะไปติดตามการสอนจริงของครูในชั้นเรียนเพื่อหาทางปรับปรุงคุณภาพครูมากกว่า ไม่ใช่มาแก้ปัญหาปลายทาง โดยลงกับเด็ก มันไม่เป็นตรรกะ  อยากเห็น นร.จบมีคุณภาพ ทำไมไม่แก้ที่ครู 
        นายสิระ สิมมี ประธานคณะกรรมการนร.ร.ร.สวนกุหลาบ  กล่าวว่า  การใช้คะแนนโอเน็ตร่วมประเมินจบการศึกษานั้น จะเกิดผลดีแก้ปัญหาเกรดเฟ้อ เพราะปัจจุบันการให้เกรดของ ร.ร.ค่อนข้างต่างกันในแง่ของมาตรฐาน แต่สำหรับการวัดเรื่องอื่น ๆ อย่าง คุณธรรม  จริยธรรมนั้น เด็กอาจตอบถูกทุกข้อ  แต่ในชีวิตจริงเขาอาจไม่ทำจริง  ตรงนี้ ข้อสอบวัดไม่ได้  รวมถึงวิชา กีฬา ดนตรี สอนไม่เหมือนกัน ก็จะวัดได้ยากเช่นกัน  ที่สำคัญ คือ นร.บางรายที่คิดว่าสอบไม่ผ่านโอเน็ตแน่ ๆ อาจไม่ยอมเรียนต่อ ออกกลางคัน กลายเป็นปัญหาสังคมต่อไป เพราะฉะนั้น ควรมีระบบช่วยเหลือด้านวิชาการให้นักเรียน  โดยเฉพาะนร.ต่างจังหวัด นร.ที่ยากจนไม่มีเงินจะไปเข้าคอร์สติว

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้