“จินตนากรรมในอ้อมกอดเทวมาร”
นำเข้าเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2555 โดย pop
อ่าน [46737]  

“จินตนากรรมในอ้อมกอดเทวมาร”.....

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2555 ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก มธ.ท่าพระจันทร์) มีการจัดสัมมนาโครงการ “ธรรมศาสตร์-อาเซียน” เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ในอาเซียน? : ประชาคมภายใต้ความหลากหลาย” ทั้งนี้ ในงานมีการบรรยายและสาธิต "นาฏลีลาอาเซียน" โดย รศ.ฉันทนา เอี่ยวสกุล คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถา หัวข้อ “จินตนากรรมในอ้อมกอดเทวมาร” โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ในการบรรยายนี้จะไม่ใช้คำว่า ประชาคมอาเซียน เพราะดูเป็นองค์กร แต่ขอใช้คำว่า ชุมชน แต่อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง จึงมีคำถามว่า ความหลากหลายเหล่านี้จะทำให้อยู่เป็นชุมชนได้อย่างไร ประชาคมอาเซียนประกอบด้วย ความแตกต่าง 4 ประการ ประกอบด้วย 1) ระบอบการปกครอง 2) ความแตกต่างทางอุดมการณ์ 3) จีนกับระบอบเผด็จอำนาจ 4) พันธะผูกพันกับสิทธิมนุษยชาติ

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ถ้าอาเซียนจะจำแลงจากองค์กรภูมิภาคมาเป็นชุมชน อาจต้องต่อต้านโครงสร้างหลายอย่าง ความเป็นชุมชน ต้องเคลื่อนจากทำอย่างไรให้องค์กรที่ไม่เป็นมนุษย์ กลายเป็นอาเซียนที่มีลมหายใจ การเป็นชุมชนจะทำไม่ได้ ถ้ายังเป็นองค์กรระดับภูมิภาคเดิมที่พยายามจะเป็นชุมชน แต่ตอนนี้มันยังไม่มีลมหายใจ ต้องทำให้อาเซียนมีชีวิต และลมหายใจ

สำหรับการสัมนา ในช่วง Plenary Session  มีการบรรยายประกอบด้วย หัวข้อ “เพื่อนบ้านศึกษา – วิธีวิทยาศึกษาอาเซียน”  โดย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา หัวข้อ “ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับผลกระทบต่อสังคมของอาเซียน” โดย  ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ คณะเศรษฐศาสตร์ และหัวข้อ “บทบาทของโลจิสติคส์ต่อการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” โดย รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.กุลภัทรา สิโรดม คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

“เพื่อนบ้านศึกษา-เพื่อนบ้านริษยา”

ดร.ยุกติ กล่าวว่า การศึกษาเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกฉียงใต้ ได้รับความสนใจลดลงแล้วสำหรับโลกตะวันตก เพราะความสนใจโลกาภิวัตน์บดบังอาณาบริเวณศึกษา ทำให้คนหันไปสนใจตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล มากกว่า ที่ผ่านมาการศึกษานอกสังคมตะวันตก ทำให้สังคมตะวันออกด้อยกว่าสังคมตะวันตก และเสริมให้เหตุผลตะวันตกไปครอบงำประเทศอื่นซึ่งเป็นเหตุให้การศึกษาลดลงไป มีแนวโน้มใหม่ๆ ของการศึกษาประเทศนอกตะวันตก ด้วยนักวิชาการของแต่ละประเทศที่ศึกษาประเทศตัวเองโดยไม่ใช่นักวิชาการตะวันตก เพราะแนวโน้มทางวิชาการของนักวิชาการตะวันตกตั้งคำถามอย่างมีขีดจำกัด เช่น การศึกษา คนไร้ตัวตนโดยนักศึกษาเอเชียใต้ การค้นหาโลก ที่ไม่ใช่ยุโรปเป็นศูนย์กลางอีกต่อไป

“แอนโทนี  รีด” นักวิชาการออสเตรเลีย กล่าวว่า การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนทำให้อัตลักษณ์เข้มข้นมากขึ้น อีกประการที่น่าสนใจคือ ถ้าเราไปสำรวจความรู้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมาก แต่มีงานไม่กี่ชิ้น ที่นึกถึง คนหนึ่งในนั้นคือ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่เขียนพัฒนาการการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตนจึงอยากเสนอ “เพื่อนบ้านศึกษา” เพื่อแทนที่อาณาบริเวณศึกษา เพราะคำว่าเพื่อนบ้าน จะช่วยทำให้ความสัมพันธ์ที่แตกต่างระหว่าง คำว่า เขา กับ เรา ซึ่งเป็นความรู้สึกห่างไกล สูงต่ำเหลื่อมล้ำ ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ความแตกต่างระหว่างความเป็นคนใน คนนอก ลดทอนลง หรือมีความสัมพันธ์เปลี่ยนไป ถ้าจะมี “เพื่อนบ้านศึกษา” ควรเริ่มต้นจากเราเอง นักวิชาการ ไทย เวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ  ทำอย่างไร เราจะดึงอัตลักษณ์ร่วมกันในอาเซียน มาพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกฉียงใต้มาใหม่

อีกคำคือ “เพื่อนบ้านริษยาศึกษา”  ซึ่งล้อข้อเสนอ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล และความคิด สิ่งที่เรียก “วิธีวิทยาชาตินิยม” นักวิชาการเอเชียตะวันออกฉียงใต้ส่วนใหญ่ มักศึกษาประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้ศึกษาเป็นภูมิภาค จึงเกิดความริษยา คือ มองไม่พ้นขอบเขตประเทศตัวเอง และสร้างอัตตา ความเป็นตัวตนของชาติขึ้นมา แต่ละคนต่างพูดถึงตัวเอง แล้วสร้างเพื่อนบ้าน สร้างคนอื่นเป็นศัตรู คู่แข่งทางการค้า เข้าใจในฐานะศัตรู สิ่งเหล่านี้ทำลายความเป็นภูมิภาค ทุนวิจัยยุคต่อไปควรก้าวข้ามปัญหานี้ ว่า ไทยจะได้อะไร แต่ต้องถามว่า ประเทศเพื่อนบ้านจะได้อะไรจากการศึกษา ของนักวิชาการไทย

นอกจากนั้น กระแสรองของการศึกษา “เพื่อนบ้านศึกษา” เป็นกระแสที่วิพากษ์ตัวตน หรือ การสร้างอัตลักษณ์ที่ตายตัว แต่สร้างความอารีอารอบ เช่น ความเป็นท้องถิ่น อีสานทางใต้มีความรู้สึกความเป็นเขมร ฉะนั้น กระแสรองทำลายความเป็นพรมแดนทางวิชาการและขยายความรู้มากขึ้นเพื่อนบ้านในเขตแดนเรา ศึกษาคนอื่นในเขตแดนตัวเอง อาทิ นักวิชาการจำนวนมาก ไปเรียนต่างประเทศ แต่มาศึกษาประเทศไทย หรือศึกษาคนอื่นในกรุงเทพฯ เช่น อาจารย์อคิน รพีพัฒน์ ศึกษาคนอื่นในสลัม ความต่างถิ่น ทำให้นักวิชาการเผชิญหน้าความแตกต่าง เป็นความรู้ที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะนักวิชาการในประเทศใดประเทศหนึ่ง มีการสร้างการแบ่งงานกันทำทางชาติพันธุ์ นักวิชาการ ในส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็น  กทม.ของไทย หรือ ฮานอย ของเวียดนาม  สร้างกรอบทฤษฎี ที่รวบรวมจากท้องถิ่น แต่นักวิชาการส่วนกลางมีความรู้ในท้องถิ่นไม่ลึกซึ้ง เช่น ไม่สามารถพูดภาษาถิ่นได้คล่องแคล่วเหมือนนักวิชาการชาวตะวันตก ที่เรียนและพูดภาษาของประเทศที่ตนเองศึกษา  ยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อครั้งได้ไปศึกษาเกี่ยวกับเวียดนามก็ถูกบังคับให้เรียนภาษาเวียดนามและภาษาชนกลุ่มน้อย


อย่างไรก็ตาม ผลงานวิชาการที่ศึกษาเรื่องชายแดนเพื่อนบ้านมีมากขึ้น เช่น ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ดร.เดชา ตั้งสีฟ้า แต่งานในทางมานุษยวิทยา ที่เป็นประวัติศาสตร์ลึกๆ ยังมีน้อยอยู่ เรื่องราวของคนที่อยู่ในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ เมื่อศึกษาประเทศเพื่อนบ้าน จะลงไปสู่ความแตกต่างที่ละเมียดละไม ทำให้เกิดความเข้าใจที่พัฒนาขึ้นมา

“คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะเกลียดกัน ถ้าเราไม่ถอดอคติ ออกไป ก็ไม่สามารถพัฒนาความรู้ประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้ เราต้องวิพากษ์ ตรวจสอบตัวเองแล้วก้าวข้ามอคติที่เรามีอยู่” ดร.ยุกติ กล่าว

ดร.ยุกติ กล่าวด้วยว่า เพื่อนบ้านศึกษา มีอยู่แล้ว แต่ยังน้อยไป แม้แต่การศึกษาในประเทศเอง ในแง่หนึ่ง เราต้องเข้าใจประเทศไทยในฐานะปฏิสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทำอย่างไรจะก้าวไปสู่การศึกษาประเทศเพื่อนบ้านอย่างเต็มตัวมากขึ้น เราอาจจะสร้างเครือข่ายนักวิชาการ เช่น ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ถ้าเรามีนักวิชาการจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย มาศึกษาร่วมกัน ขณะเดียวกัน อย่ากลัวที่จะศึกษาเพื่อนบ้าน เพราะภาษาที่สาม ภาษาที่สี่ มีความจำเป็นเพิ่มมากกว่าภาษาอังกฤษแล้ว

“แรงงานพม่ายังไม่กลับประเทศใน 5 ปีนี้”

ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ 40 กว่าปีของอาเซียน  ก็ประสบความสำเร็จแม้เทียบกับยุโรปหรือ ตะวันตกไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากอาเซียนมาก ปัจจุบันเรามี 20% ส่งออกอาเซียน ส่งออกสหรัฐ 10% จากในอดีตที่อาศัยสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ส่วนในด้านการลงทุน ไทยไปประเทศต่างๆ ในอาเซียนมาก ที่มากคือ พม่า สิงคโปร์ โดยคนไทยไปลงทุนในพม่าตั้งแต่ปี 2550 แล้ว เป็นตัวเลขติดลบเพราะเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศ

ส่วนสิงคโปร์ เราไปลงทุน เพราะได้ประโยชน์ทางภาษี แล้วจากการลงทุนที่สิงคโปร์ ก็ทำให้เงินไปต่อประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่การลงทุนจากอาเซียนมาไทยยังไม่มาก นี่เป็นเหตุหนึ่งที่เราไม่เห็นอิทธิพลอาเซียนเข้ามามาก แต่ที่ชัดเจนก็คือแก๊สจากพม่า เกือบ 1 ใน 3 ในประเทศไทย ส่วนไฟฟ้าก็มาจากลาว

การขยายความร่วมมือ ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากสินค้า เราจะนำไปสู่การบริการ นอกจากนั้น การเคลื่อนย้ายแรงงานมีทักษะจะมากขึ้น ทางด้านมหาวิทยาลัยก็ส่งเสริมเครือข่ายในอาเซียน

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์หรือไม่ ต้องถามว่าเราพร้อมหรือเปล่า การบริการ เราค่อนข้างเก่ง แต่เราต้องคำนึงถึงนักลงทุน นักวิชาชีพ สถาปนิก วิศวกร แพทย์ แต่เราอาจจะเสรีได้ไม่เร็ว ไม่ง่าย เช่น อาชีพแพทย์ ต้องรู้ภาษาไทย เพื่อจะได้ใบประกอบโรคศิลป์ แต่ผู้ประกอบการไทยค่อนข้างเข้มแข็ง หูตาไว นักวิชาชีพไทยความรู้ทักษะดี แต่มีจุดอ่อนด้านภาษาอังกฤษ

ส่วนแรงงานไทยแพงขึ้น แต่ต้องปรับปรุงทักษะฝีมือ ความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านจากเดิมเราไม่ค่อยสนใจ แต่แนวโน้มก็ดีขึ้น

สำหรับคุณภาพนักการเมืองเป็นประเด็นสำคัญ จึงขอพูดเล่นๆ ว่า อีกวิชาชีพ ที่น่าจะเปิดเสรีคือนักการเมือง เพื่ออิมพอร์ตน้ำดีและเอ็กซ์พอร์ตน้ำเสียออกไป บางคนก็ไปล่องลอยแถวอาเซียน ตอนสงกรานต์ แต่ไม่ได้บอกว่าคนนั้นดี หรือไม่ดี

 ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า คำถามว่าพม่าเปิดเสรี จะมีผลอย่างไรต่อไทย เมื่อเขาเปิดเสรีและได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก เราก็จะเข้าไปมากขึ้น ฉะนั้น ทางด้านการเมือง จะเอื้ออำนวยให้เราเข้าไปมากขึ้น เช่น ท่าเรือทวาย นักลงทุนไทยได้สัมปทานแล้ว ก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว นี่ก็สำคัญ ถ้าสำเร็จก็เปิดทางออกให้ไทย นำสินค้าออกจากไทย การลงทุนก็ค่อนข้างมาก และจะมากยิ่งขึ้น การค้าก็จะมีแนวโน้มมากขึ้น ปัจจุบันมีสินค้าไม่กี่อย่าง กับพม่า แต่ว่าแต่ละอย่างมหาศาลเช่น แก๊สธรรมชาติ ประเทศไทยอาจจะ นำเข้าไฟฟ้าจากพม่ามากขึ้น กระตุ้นให้พม่าสร้างเขื่อน เพราะมีภูเขา มีน้ำเยอะ เหมาะสร้างเขื่อน แต่จะมีปัญหากระทบสิ่งแวดล้อมและกระทบชนกลุ่มน้อย นอกจากนั้น ถ้าไม่มีปัญหาเกี่ยวเนื่อง สินค้าที่สำคัญคือไฟฟ้า เพราะไทยขาดมาก ส่วน สินค้าจากไทย ก็มีมาก ส่วนประเด็นว่า แรงงานพม่าจะกลับบ้านหรือไม่ คิดว่า 5 ปีข้างหน้าคงยังไม่กลับ เพราะไม่มีการดึงดูดเรื่องค่าแรงและ โอกาสในการทำงาน แต่หลังจาก 5 ปีไปแล้ว  ไม่ทราบ เราอาจจะ ขาดแคลนแรงงานที่ราคาไม่แพง

“ความรู้โลจิสติคส์ที่มากกว่าตู้คอนเทนเนอร์และการขนส่ง”

รศ.ดร.รุธิร์ กล่าวว่า โลจิสติคส์ เป็นการเชื่อมโยงที่สำคัญ ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดหนึ่งของไทย เห็นความสำคัญของโลจิสติคส์ ถึงขนาดที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจ เห็นดีด้วยที่จะต้องผลักดัน แต่ยุทธศาสตร์ คือต้องมี 1 ประเทศที่เข้ามาเป็นเจ้าภาพ มีคำถามว่าไทยพร้อมหรือไม่ คำตอบคือไม่พร้อม เพราะต้องการเน้นการท่องเที่ยว ทำให้สำนักเลขาอาเซียนจึงไล่มาเรื่อยถึงประเทศเวียดนาม เขาบอกว่า ไม่มีความรู้โลจิสติคส์ แต่เพราะไม่มีใครพร้อมเป็นเจ้าภาพ เขาจึงรับ ขณะที่สำนักเลขาอาเซียนบอกว่าไม่มีความรู้ก็ไม่เป็นไร ขอให้รับเป็นเจ้าภาพ จากนั้นตนเองก็ได้รับโทรศัพท์ ให้มาช่วยทำแผนแม่บทโลจิสติคส์อาเซียนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน หรือ อินฟราสตรั๊กเจอร์ นักการเมืองก็คงเข้าใจ เช่น ถนน สนามบิน ฟลัดเวย์ แต่ส่วนที่ยุ่งยากคือ ด้านสถาบัน เรื่องกฎระเบียบ จะอำนวยความสะดวก หรือกลายเป็นอุปสรรคระหว่างกัน ฉะนั้น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ต้องเชื่อมโยงโดยทั่วไป เรามักนึกถึง ระบบโลจิสติคส์ คือ ต้องการสนองการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ แต่จริงๆ แล้วมีโลจิสติคส์ด้านอื่น เช่น คนและ การเงิน เช่น ช่วงเลือกตั้ง มีการกระจาย เงิน ออกไปสาขาไหน จังหวัดไหน มิติของโลจิสติคส์จึงมากกว่า คอนเทนเนอร์ และการขนส่งในอดีต ประเทศในอาเซียนมีคู่ค้านอกอาเซียน ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อตลาดหลัก แต่ไม่เชื่อมกันเองในอาเซียน เช่น ท่าเรือหลักในอาเซียน เราคิดถึงสิงคโปร์ แต่ผลประชุมกรอบอาเซียนมี 47 ท่าเรือ เรามีความพยายามทำให้อาเซียนเป็น 1 เดียว แต่ไม่ได้สะท้อนการไหลเวียนสินค้า โครงสร้างพื้นฐานที่จะมารองรับ เช่น คนที่ให้บริการการเปิดเสรี เป็นประเด็น นายหน้าศุลกากรต้องทำข้อสอบภาษาไทยของกรมศุลกากร แสดงให้เห็นว่า เรายังมีข้อจำกัด เรื่องเปิดเสรีคุยกันยาก แม้เราพยายามแสดงการอำนวยความสะดวก


นอกจากนั้น องค์ความรู้ด้านโลจิสติคส์ เรานึกถึงสหรัฐอเมริกา แต่อาเซียนเปรียบเทียบไม่ได้ ในเชิงภูมิศาสตร์ เช่นเดียวกับยุโรป เพราะประเด็นชายแดนก็ไม่เหมือนกัน รวมถึงจำนวนเงินที่จ่ายสัมพันธ์กับระยะเวลาที่จ่ายที่ชายแดน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจ่ายมาก ก็ทำให้ระยะเวลาที่สินค้าจะติดชายแดนลดลง สะท้อนสิ่งที่เราพูดถึงการรวมกลุ่ม จุดอ่อน ปัจจุบัน อยู่ที่ชายแดน เราต้องยกเลิกชายแดนออกไป แต่ทุกวันนี้ เวลาที่เราไปคุยกับหน่วยงานราชการเรื่องชายแดน เขาก็จะพูดเรื่องอำนาจอธิปไตย


เวลาเราพูดการเปิดเสรี ก็จะมีเรื่องนิตินัย ในเชิงนิติศาสตร์ว่า จดทะเบียนที่ไหนก็สัญชาตินั้น เช่นบริษัทยักษ์ใหญ่จดทะเบียนในไทยได้สิทธิเท่ากับคนไทยหรือเปล่า ขอทิ้งคำถามไว้
 
รศ.ดร.รุธิร์ กล่าวว่า  การที่เราบอกว่า เราอยากเป็นฮับ (ศูนย์กลาง) นั้น จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเป็นทางกายภาพ เพราะท้ายสุดเราสามารถเป็นทางด้านองค์ความรู้ นักโลจิสติคส์ไทยมีความสามารถแก้ปัญหาในทางโลจิสติคส์ได้ แม้ระเบียบบอกว่าทำไม่ได้ แต่เราเคลียร์ได้ เรามีพาสปอร์ตทุกสี  นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับกันในอาเซียน แต่เราขาดการวางแผนยุทธศาสตร์ ให้กรอบแนวคิด การวางแผน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น


ท่าเรือทวายเกิด คนที่จะได้ประโยชน์คือ เขมร ไม่ใช่ไทย แต่เขาใช้เราเป็นทางผ่าน เราต้องการเป็นศูนย์กลางแบบนั้น หรือเปล่า ถ้าไม่ ต้องการแบบนั้น เราต้องสร้างมูลค่าขึ้นมาให้ได้ สุดท้าย ถ้าเราอยากผลักดันก็ต้องสร้างมูลค่า มองเวอร์ชวลฮับในเวียดนาม ก็มีคนไทยไปวางโลจิสติคส์ ถ้าเป็นที่ยอมรับก็อาจจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้