เด็กไทยร้อยละ 97 ติดน้ำอัดลมและขนม...ภัยมืดที่น่ากลัว
นำเข้าเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 โดย pop
อ่าน [47189]  

เด็กไทยร้อยละ 97 ติดน้ำอัดลมและขนม...พาดหัวหนังสือพิมพ์ว่าอย่างนั้น .....

เด็กไทยร้อยละ 97 ติดน้ำอัดลมและขนม...พาดหัวหนังสือพิมพ์ว่าอย่างนั้น

สมัยเป็นเด็ก, ผมอยากติดน้ำอัดลมและขนม แต่โชคดีที่พ่อแม่ไม่มีสตางค์ให้มากพอที่จะซื้อน้ำอัดลมและขนม ต้องคอยดูเพื่อน ๆ ซื้อน้ำอัดลมกินอย่างโก้เก๋และทันสมัย

ผมกลืนน้ำลายสองสามอึก, แล้วก็วิ่งไปหาน้ำก๊อกที่อีกมุมหนึ่งของโรงเรียน

ในใจคิดว่า “สักวันหนึ่งเถอะ, ฉันทำงานแล้วจะกินน้ำอัดลมและขนมให้เต็มอิ่ม”

แต่พอโตแล้ว, ก็ได้รับแนะนำว่าอย่าได้กิน, ดื่มหรือรับประทานขนมหรือน้ำอัดลมมาก, เพราะมันไม่ดีสำหรับร่างกาย

พอแก่ตัวลง, เลิกน้ำมันลมเลย, ขนมก็กินบ้างเขี่ยบ้างตามแต่ว่ามันจะหวานมากหวานน้อย

ถ้าหวานมาก, กินเข้าไปในปากสองคำ, ก็หยุดเลยเหมือนกัน

เป็นอันว่าความฝันของผมตั้งแต่สมัยเด็กที่จะ “แก้แค้น” เพื่อนที่ดื่มน้ำอัดลมและกินขนมต่อหน้อต่อตาเราอย่างไม่เกรงใจก็ไม่อาจเป็นความจริงได้

เพราะแค้นที่ไม่เหมาะกับสุขภาพนั้นเป็นแค้นที่ไม่ควรชำระ, ไม่ว่าจะมีเงินและกำลังที่จะทำอย่างนั้นก็ตาม

ผลสำรวจที่ออกมาบอกว่าเด็ไทยวัย 6-15 น่าห่วงมาก เพราะนิยมดื่มน้ำอัดลมกินขนมกรุบกรอบมากถึงร้อยละ 97

รายละเอียดของการสำรวจนี้บอกว่าเด็กไทยนิยมดื่มน้ำอัดลมและน้ำหวานสูงถึง 97.54% และชอบกินขนมกรุบกรอบถึง 97.6%

 ..หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ, เด็กเกือบทุกคน “ติดน้ำอัดลม” จนหากไม่ได้ดื่มไม่ได้กิน, ก็จะเป็นเรื่องใหญ่เป็นราวกันทั้งบ้านทีเดียวเชียวแหละ

คนที่นำความห่วงใยนี้มาเล่าให้นักข่าวฟังไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่ท่านเคยเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขที่ชื่อจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ซึ่งบอกว่าแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

เพราะน้ำอัดลม, น้ำหวาน, ขนมกรุบกรอบนั้นเป็นพฤติกรรมบริโภคที่เป็นสาเหตุสำคัญของ “โรคอ้วน”

พอเป็นโรคอ้วนก็จะนำไปสู่โรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้เช่นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ, และโรคหลอดเลือด

พูดง่าย ๆ คือเมื่อกินน้ำหวานและนัดอัดลมที่มีส่วนผสมน้ำตาลสูงมาก ๆ , เด็กไทยก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ขี้โรค และถ้าหากประชากรของเรากลายเป็นเจ็บป่วยได้ง่าย ๆ, ก็ย่อมแปลว่าคุณภาพของคนไทยย่อมจะลดน้อยถอยลงไป

ไม่แต่เท่านั้น, พอประชากรคนไทยเป็นคน “ขี้โรค” จำนวนมากแล้ว, ค่าใช้จ่ายในการดูแลคนเหล่านี้ก็จะพลอยสูงไปด้วย

แทนที่จะเอาเงินงบประมาณไปส่งเสริมคนดีคนเก่ง, กลับต้องมาใช้ดูแลรักษาคนป่วยคนไข้

และที่ป่วยไข้กันมากอย่างนี้ก็เพราะหลงเข้าใจผิดคิดว่าน้ำอัดลมกับขนมเป็นของดีมีคุณค่า

พ่อแม่ไม่ห้ามเด็ก, ครูไม่สอนให้เยาวชนรู้อันตรายของ “ความหวาน” และระบบการศึกษาของเราล้มเหลวเพราะไม่สอนให้เดก็ไทยรู้ว่าพฤติกรรมการบริโภคนั้นมีความสำคัญต่อการดำรงชีพของตนเองและต่อสังคมโดยส่วนรวมยิ่งนัก

หน่วยงานของรัฐฯบอกว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2554 ที่ผ่านมาจะต้องทำให้เด็กมีพฤติกรรมการบริโภคหรือมีพฤติกรรม “ตามแนวสุขบัญญัติ” กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 65% ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันภูมิต้านทานโรคและช่วยให้เด็กไม่เจ็บป่วยได้ง่าย

และยังบอกด้วยครับว่ารัฐบาลจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการเรียนหนังสือ อีกทั้งยังช่วยให้เยาวชนมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ และช่วยให้เด็กอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข

ฟังแล้วผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรจึงจะสร้าง “ค่านิยม” ใหม่ให้กับครอบครัวไทยส่วนใหญ่ได้ในอันที่จะให้ลดการบริโภคน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบอย่างเป็นรูปธรรมเพราะระบบโรงเรียนไม่ได้สอนเรื่อง “พฤติกรรมบริโภค”

ตรงกันข้าม, สังคมไทยที่เน้นหนักการบริโภคอย่างไร้ขีดจำกัดและขาดมาตรฐานแห่งสุขภาพที่ควรจะมีนั้นกลับส่งเสริมให้มีการเปิดทางให้การซื้อขายอาหารการกินที่เป็นภัยต่อสุขภาพของเยาชนไทยอย่างโจ๋งครึ่ม

ไม่มีใครทำอะไรได้, เพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจด้านนี้มีมหาศาล, มากจนเกินกว่าที่พ่อแม่ในบ้านจะสามารถต้านทานหรือลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของลูกหลานตัวเองได้แล้ว

เพราะ “ความหวาน”  นั้นทำให้รู้สึกว่า “อร่อย” และความเคยชินเช่นนี้ถูกปลูกฝังมาช้านาน, ทำให้อุตสาหกรรมด้าน “ความหวาน” นี้เฟื่องฟูและขยายตัวอย่างกว้างขวาง

การโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางธุรกิจเพื่อทำกำไรจาก “ความหวาน” นั้นเป็นเรื่องระบาดไปทั่วสังคมพร้อม ๆ กับ “อาหารแดกด่วน” หรือ “fast food” จนกลายเป็น “ภัยมืด” ที่สังคมไทยดูเหมือนจะยอมพ่ายแพ้กับมันมากขึ้นทุกวัน

แม้ข้อมูลและหลักฐานทางสุขภาพทุกด้านจะยืนยันตรงกันว่า “ความหวาน” กำลังทำลายสุขภาพของคนไทยไม่น้อย, แต่ไม่มีใครต้องการจะกลืน “ยาขม” ที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างจริงจัง

และจะเรียกหา “ยาขม” ก็ต่อเมื่อมันสายเกินแก้เสียแล้ว...อาเมน  ตาสว่างหรือยังท่านผู้ปกครอง
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้