จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว
นำเข้าเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2555 โดย ใกล้ธรรม
อ่าน [56083]  

จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว .....

จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว

คำว่า โรคทางใจ ในที่นี้ ใช้ในความหมายเดียวกันกับคำว่า โรคทางจิต

โรคทางจิต (เจตสิกโรค) คือ ภาวะทางจิตที่ยังมีกิเลส ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่าโรคทางจิต อันเป็นสาเหตุให้เกิดการรับรู้ที่คลาดเคลื่อนจากความจริง และเกิดความทุกข์แก่ชีวิต

วิปลาส คือ การรับรู้เชิงกำหนดหมาย การคิด และการเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากความจริง

ความสำคัญของใจเรา
แม้พุทธศาสนาจะเห็นว่ากายกับจิตไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่กายกับจิตก็จัดว่าเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน อาศัยกันและกันอย่างที่จะจัดแยกออกจากกันไม่ได้ ดังข้อความในวิสุทธิมรรคที่ว่า ?รูปและนาม (กายและจิต) เป็นของคู่กัน ทั้งคู่อาศัยกันและกัน เมื่ออย่างหนึ่งแตกสลาย ก็ แตกสลายทั้งคู่ตามปัจจัย" โดยทั้งจิตและกายก็ต่างทำหน้าที่อย่างสอดประสานกัน คือ หน้าที่ของกาย ได้ แก่ การทำหน้าที่เชื่อมต่อหรือ
เป็นทางในการรับรู้โลกภายนอกผ่านทางอายตนะ และทำหน้าที่แสดงพฤติกรรมหรือการกระทำ
ต่อโลกภายนอก แต่อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนาถือว่า

?กายนั้นเป็นเพียงตัวเชื่อมต่อหรือเป็นทางให้จิตรับรู้ กายจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่รู้ แต่สิ่งที่รู้คือ จิต จิตเป็นตัวรับรู้ ดังนั้น ถ้ามองในแง่นี้ กายก็เป็นเพียงเครื่องมือของจิตในการรับรู้อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตหรือสิ่งที่ถูกรับรู้ อารมณ์ของจิตหรือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตนั้นก็คืออารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอก 6 อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ(สิ่งต้องกาย) และธรรมารมณ์ (เรื่องในใจ) นั่นเอง

จิตจึงมีความสำคัญมาก นั่นคือ

?จิตเป็นมูลบท หรือเป็นแกนกลางที่สำคัญของคำสอนทั้งหมด จะเห็นได้ว่าคำสอนเรื่องต่างๆ เช่น คำสอนเกี่ยวกับความทุกข์หรือความสุขก็ตาม กุศลหรืออกุศลก็ตาม หรือที่เป็นฝักฝ่ายโลกียะ และโลกุตระเป็นต้น
ก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดล้วนมีจิตเป็นแกนกลางหรือเป็นตัวกลางที่เป็นหลักยืนให้แก่
ธรรมเหล่านั้นทั้งสิ้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สภาพธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล บุญหรือบาป เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่จิต ถ้าไม่มีจิตเป็นฐานให้แล้ว ถ้าไม่มีจิตเป็นฐานให้แล้ว สภาพธรรมเหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

ดังนั้น จิตหรือใจนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังข้อความที่ปรากฏต่างๆ ซึ่งยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขป คือ

ความสำคัญของจิตในทัศนะของ พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)

??ถ้าเรามีจิตใจไม่ถูกปรุงแต่ง ก็เรียกว่าเรามีจิตเป็นพุทธะขึ้นมา เป็นผู้รู้ขึ้นมาทันที รู้อะไรถูกต้องขึ้นมาแล้ว ก็เป็นตัวเองอย่างแท้จริง?ไม่ถูกฉาบด้วยกิเลส เรียกว่าไม่ถูกปรุงแต่ง??
(พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)

??คนเรามีแต่ร่างกายแล้วจะเป็นอยู่ได้เมื่อไหร่? เราต้องมีใจด้วย เราจึงพูดว่ากายกับใจ รูปกับนาม
รูปก็คือร่างกาย นามก็คือเรื่องใจ มันมี 2 เรื่อง 2 อย่าง ถ้า 2 อย่างนี้อยู่ด้วยกันอย่างถูกต้อง ชีวิตก็ดีขึ้น
แต่ถ้า 2 อย่างนี้อยู่ด้วยกันอย่างไม่ถูกต้อง ชีวิตก็ไม่ดีขึ้น คือ มีแต่ร่างกาย แต่ไม่มีใจ ใจที่ไม่มีธรรมะ
ก็เหมือนกับไม่มีชีวิตชีวา เป็นอะไรที่เขาเรียกว่าเป็นศพเดินได้ แล้วก็ไม่เดินเปล่านะ เดินไปสร้างปัญหาในสังคม ไปเที่ยวฉกชิงวิ่งราว ล้วงกระเป๋า อะไรของเขาไปตามเรื่องตามราว มันสร้างปัญหา?
(พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้