เหลียวมองเพื่อนบ้านอาเซียนให้ดี รู้เขารู้เรา
นำเข้าเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2555 โดย Chula Sributta
อ่าน [48145]  

เหลียวมองเพื่อนบ้านอาเซียนให้ดี รู้เขารู้เรา.....

เหลียวมองเพื่อนบ้านอาเซียนให้ดี รู้เขารู้เรา (บทเรียนจากความจริง กับดร.จีระ)

* ปี 2555 เป็นปีที่สำคัญคือ ASEAN จะเป็นหนึ่งเดียว * มีผลสำรวจแล้ว คนไทยอยู่อันดับ 7 ของประเทศที่ไม่รู้เรื่องว่า ASEAN เสรีคืออะไร? สำคัญอย่างไร คนไทยจึงไม่สนใจเท่าที่ควร * ถ้านับวันนี้ก็เหลือแค่ 2 ปีกับ 11 เดือนกว่า * มีเวลาเตรียมตัวไม่พอ * หน้าหนึ่งในบางกอกโพสต์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมาพาดหัวว่า "ไทยจะเข้า ASEAN เสรีแล้วทำไม คนไทยยังสื่อสารกับคนใน ASEAN ไม่ได้ เพราะตกภาษาอังกฤษ" * จีน, เวียดนาม, เขมร มีหลักสูตรภาษาไทยสอนในมหาวิทยาลัยของเขา เยาวชนของประเทศเหล่านั้นสนใจภาษาไทยมาก * ประเทศอาเซียนเหล่านั้นก้าวหน้าทั้งภาษาอาเซียนและภาษาอังกฤษ ประเทศไทยมีกี่สถาบันการศึกษาที่สนใจจะสอนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง โดยเฉพาะระดับประชาชนทั่วไป เพื่อคนไทยปรับตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เรื่องภาษา ยังมีเรื่องทัศนคติเพื่อสร้างศักยภาพของไทย ทั้งข้าราชการและประชาชน โดยเฉพาะระดับท้องถิ่นและธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางให้มีความเป็นมืออาชีพขึ้น ความจริงเรื่องนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์น่าจะให้ความสนใจเรื่องนโยบายอาเซียนเสรีเป็นนโยบายหลักของประเทศ เป็นผู้นำกระตุ้นให้คนไทยเตรียมตัวให้พร้อม คำถามที่น่าสนใจ คือ ท่านนายกฯเข้าใจเรื่องอาเซียนเสรีจริงหรือเปล่า? สัปดาห์นี้ ผมอยากให้ผู้อ่านได้เหลียวดูประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน 2 ประเทศ ประเทศแรก คือ มาเลเซีย ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาก็ล้ำหน้าไทยไปมากแล้วทั้งๆที่ในอดีตเขาเป็นรองเรามาก การตัดสินของศาลชั้นสูงยกฟ้องนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้าน จะทำให้การเมืองในมาเลเซียมีแนวทางน่าสนใจมากขึ้น ในอดีตอันวาร์มีปัญหาขัดแย้งกับอดีตนายกฯมหาเดย์ ถูกแกล้งทางการเมือง มหาเดย์ไม่อยากให้มาเทียบรัศมี เลยถูกฟ้องคดีมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน ซึ่งกฎหมายในมาเลเซียห้าม (ซึ่งเป็นกฎหมายที่โบราณมาก) มาถึง 2 ครั้ง ในที่สุดอันวาร์ ก็ชนะคดีเป็นครั้งที่ 2 ดังนั้นการเมืองในมาเลย์ก็เข้มข้นและแข็งแรงขึ้น เพราะพรรคฝ่ายค้านของนายอันวาร์มีบทบาทมากขึ้น และสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศมาเลเซียได้อย่างยั่งยืน คณะผู้บริหารชุดเดิม (UMNO) ที่ปกครองอยู่น่าจะต้องปรับปรุงและพัฒนามากขึ้น เพราะอยู่มานาน คนมาเลย์ต้องการการเปลี่ยนแปลงการเมืองของมาเลย์ก็จะเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ มีการแข่งขัน เปิดกว้าง ซึ่งน่าจะกระชากประเทศมาเลย์ให้ขยายตัวขึ้นอย่างมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจการเมืองและสังคมเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย เหตุผลก็คือ คนมาเลย์และรัฐบาลสนใจเรื่องการศึกษามากกว่าคนไทย มหาวิทยาลัยมีไม่มาก แต่เด็กปริญญาตรีจบมาทำงานใช้ภาษาอังกฤษและทำงานได้ดี ภูมิประเทศกว้างไกล การท่องเที่ยวของเขาก็ยังเป็นคู่แข่งกับไทย ไม่นับอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรที่มาจากน้ำมันปาล์มและเรื่องอุตสาหกรรมไฮเทคหลายชนิดเช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ไทยต้องมองมาเลย์เป็นพันธมิตรในอาเซียน และอาจจะหมายถึงการแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น นโยบายของไทยเรื่องมาเลเซียต้องปรับให้แหลมคม
มีข่าวจากพม่าน่าสนใจมากคือ อองซาน ซูจีลงสมัครผู้แทนในการเลือกตั้งในเดือนเมษายนนี้
พรรคของอองซาน คงจะมีบทบาทมากขึ้น ตัวอองซานเองอาจจะได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดี และวันหนึ่งอาจจะขึ้นไปเป็นประธานาธิบดี การที่พม่าเปิดประเทศและมีการปฏิรูปครั้งนี้ จะเป็นจุดสำคัญของประเทศไทยที่จะต้องมีนโยบายแหลมคมเกี่ยวกับประเทศพม่า
 ผมได้ทำโครงการเกี่ยวข้องกับพม่าทางวิชาการหลายโครงการ เช่น
 * Learning Forum on Tourism, Globalization and Sufficiency Economy in Myanmar
 * Learning Forum on Sufficiency Economy and New Agricultural Theory in Myanmar
 * Impact Study for GMS Countries (กรณีศึกษาของพม่า)
 * Research on Human Resource in GMS Tourism Sector (กรณีพม่า) มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมูลนิธิฯ และตัวผมก็จะต้อนรับนักวิชาการทางด้านการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้งและมหาวิทยาลัย มันดาเลย์มาดูงานที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งก็จะเพิ่มความสัมพันธ์ให้มากขึ้น
ผมและทีมงานมีโอกาสได้ทำงานกับประเทศพม่าอย่างต่อเนื่อง และคนพม่าเป็นคนที่มีความรู้ จริงใจ ในอนาคตน่าจะเป็นพันธมิตรกันได้ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลไทยภายใต้การดูแลของสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ก็ได้สนับสนุนงบวิชาการให้รัฐบาลพม่ามาตลอด ทำให้รัฐบาลพม่าไว้ใจประเทศไทยค่อนข้างมาก นี่คือจุดแข็งที่ประเทศไทยมีอยู่ รัฐบาล นักธุรกิจไทย นักวิชาการและภาคประชาชนต้องฉลาดในการวางนโยบายในพม่าเพราะคู่แข่งของประเทศไทยในพม่ามีจีน อินเดีย สิงคโปร์ และยังมีประเทศยุโรปซึ่งหายไปกว่า 50 ปีก็จะกลับมา ผมอยากให้ฝ่ายไทยทำการหาข้อมูล มีการตั้งคณะกรรมการร่วมทางวิชาการที่ดึงมันสมองของคนพม่ามาทำงานวิจัยร่วมกันเกี่ยวกับแรงงานพม่าในไทยในระยะกลางและยาว ประเทศไทยไม่มีนโยบายรุกในระดับเพื่อนบ้านอาเซียน มีการตั้งรับเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนมีนโยบายรุก และในอนาคตเราอาจจะเสียเปรียบประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ดังนั้น ประเทศไทยต้องจับตา ศึกษา รู้เขารู้เราให้ดี และให้ทันเหตุการณ์ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคม การเมืองในประเทศของรัฐบาลคุณปูก็สร้างความสับสนหลายเรื่อง
 * เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ผมไม่ขัดข้องในการแก้ แต่อยากให้พูดชัดๆว่า วิธีการคืออะไร?
 * แนว ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ให้มีทั้งนักวิชาการ 34 คน มายกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ คุณยิ่งลักษณ์เห็นด้วย เหมือนมีสถาปนิกมาออกแบบบ้าน แต่ในขณะเดียวกันประชาชนมีส่วนร่วมโดยให้ตั้ง สสร.ด้วยเอาอะไรกันแน่ อยากให้ความสับสนหายไป
 * จะทำอะไรก็ทำ โปร่งใส เพื่อประชาชนส่วนรวมก็คงจะดี เพราะคุณมีอำนาจรัฐอยู่แล้ว
 ส่วนเรื่องที่ 2 คือ
 * นโยบายพลังงานของคุณพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
 * จะลดราคาหรือจะเพิ่ม
 * จะดำเนินนโยบายอย่างไร?
 แต่นโยบายพลังงานหลักๆน่าจะเน้นเรื่อง
 พัฒนาพลังงานทดแทนมากๆ
 * ลดภาวะโลกร้อน
 * ประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง
 การเล่นการเมืองแบบประชานิยมจะหาเสียงเอาใจใคร ก็ต้องมีหลักการนะครับ
 สัปดาห์นี้พรรครัฐบาลก็มีข่าวดีที่น่าอยากเล่าให้ประชาชนฟังคือ
 * เรื่องนโยบายต่างประเทศ
 * ยุคคุณทักษิณมีนโยบายเรื่อง ACD (Asia Cooperation Dialogue) ก็กลับมาปัดฝุ่นแล้ว
 * ผมเคยได้รับเชิญให้เสนอ ACD/HRD Center ไปกว่า 5 ปีมาแล้ว ถ้าจัดตั้งศูนย์ ACD/HRD ในนามประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์มาก
 ACD เป็นนวัตกรรมทางนโยบายต่างประเทศของนายกฯทักษิณ คือมองประเทศใน ASEAN+ (จีน +อินเดีย +เกาหลี) และมุ่งไปที่ตะวันออกกลางและเอเซียกลาง

 ปัจจุบันตะวันออกกลางมีปัญหามาก เช่น
 * เสรีภาพ
 * เรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวย/ คนจน
 ACD/HRD Center ที่ไทยจะเสนอ น่าจะช่วยได้ เพราะจะทำให้ประเทศในตะวันออกกลางพัฒนาทุนมนุษย์ของตัวเองโดยไม่พึ่งน้ำมันอย่างเดียว
 ลองนึกดู อิรัก อิหร่าน ถ้าร่วมใน ACD/HRD ซึ่งเก่งเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่มีปัญหาการเมืองขัดแย้งกับอิสราเอลและสหรัฐมาก จึงเน้นการทำสงครามและการก่อการร้าย ความจริงในตะวันออก น่าจะเน้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพทุนมนุษย์ของคนมากกว่า
 สุดท้าย ข่าวดีคือ ใครว่าคุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นหุ่น อย่างน้อยในเรื่องการโอนหนี้ไปธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านก็แสดงจุดยืนได้ดี ที่จะให้ธนาคารฯชาติมีอิสระ สามารถค้านคุณวีรพงษ์ รามางกูรกับคุณกิติรัตน์ ณ ระนองได้อย่างน่าชื่นชมครับ
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
dr.chira@hotmail.com
www.gotoknow.org/blog/chiraacademy
แฟกซ์0-2273-0181
 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้